ผ่าแผนใหม่ของ’ลิเวอร์พูล’ : ’ความสัมพันธ์-ความคล่องตัว’ที่(ยัง)ไม่ลงตัว

อาร์เน่ ชล็อต บอสใหญ่แห่ง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังทำสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน…ฉีกกรอบแทคติกของทีมชุดคว้าแชมป์ และเปลี่ยนมาใช้ความสัมพันธ์แบบเต็มรูปแบบในแดนกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงแทคติกมากที่สุดของทีมที่มาในฐานะ “แชมป์เก่า” เท่าที่ที่เราเคยเห็นในพรีเมียร์ลีกเพราะนี่เป็นการปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เคยได้ผลมาก่อนรายละเอียดมากมายจากแผนใหม่ 4-2-4 ในเกมบุก หลังจากเคยใช้แผนนี้จั่วบนในการเล่นเกมรับ๐ ช่องว่างระหว่างแนวเกมรุกฉูดฉาดตามความต้องการและโอกาส ชล็อต เลือกให้เล่นด้านซ้ายเป็นหลัก แต่ ลิเวอร์พูล ดูเปราะบางทันที หลังจากเสียการครองบอลทีมมีความจำเป็นต้องปรับปรุงการเพรสซิ่ง หลังจากเสียบอล เพราะการเล่นสูตรรุกแบบนี้มีช่องว่างค่อนข้างมากที่อยู่หลัง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์จริง ๆ นี่เป็นแผนที่ดี แต่ความแตกต่างก็คือ นักบอลกำลังปรับตัวเข้าหากัน และปรับตัวเข้ากับแผนใหม่ของ อาร์เน่อ ชล็อตนี่เป็นผลข้างเคียงอย่างหนึ่งของการที่ ไรอัน กราฟเฟนแบร์ช ไม่ได้ลงสนาม เนื่องจากเขาปิดพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อหยุดการเปลี่ยนผ่านหลังจากเสียการครองบอล๐ คนถือพวงมาลัยคนใหม่ด้วยการปรับกลยุทธ์หลายอย่าง นักเตะเข้ามาใหม่ ครั้งนี้มันคือการปรับเปลี่ยนวิธีการเชื่อมโยงของเกม, การสร้างสรรค์ และควบคุมเกมของลิเวอร์พูลใหม่ทั้งหมดลิเวอร์พูล มีลักษณะเฉพาะตัวที่เน้นความสัมพันธ์ และคล่องตัวมากขึ้น โดยมี ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ดาวเตะค่าตัว 100 ล้านปอนด์คนที่ 9 ของโลก คือหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การเคลื่อนตัวของ เวียร์ตซ์ ไปในพื้นที่ว่างเป็นตัวกำหนดโครงสร้างการครองบอลของลิเวอร์พูล กระตุ้นการหมุนเวียนกองกลาง และกำหนดวิธีการเชื่อมต่อทีมเวียร์ตซ์ วิ่งเข้าไปในกรอบเขตโทษบ่อยมาก ฤดูกาลที่แล้ว ขชล็อต เคยให้สัมภาษณ์ว่าหมายเลข 10 ของเขา จะต้องเป็นคนที่น่าจะยิงประตูได้มากขึ้น ซึ่งเวลานี้ ฤดูกาลใหม่นี้ ชล็อต มอบหน้าที่นั้นให้กับ เวียร์ตซ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ เอกิติเก้ ดึงเอาเซ็นเตอร์แบ็กของฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นนั่นหมายว่า เวียร์ตซ์ จะมีพื้นที่วิ่งเข้าไปหากรอบมากขึ้น๐ การยืนตำแหน่งของกองหลังฟูลแบ๊กลิเวอร์พูล ดูดุดันและถูกเทียบกับยุค เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่ใช้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กับ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ซึ่งเราเห็นว่าจัดมาก โดยเฉพาะปี 2018-2022เวลานี้ทางขวา เฌเรมี่ ฟริมปง ขยับมาเล่นด้านกว้าง ทำให้ ซาลาห์ สามารถขยับยืนสูงและไปอยู่ด้านใน นั่นหมายว่า ไม่ต้องไปสร้างสรรค์เกมเหมือนเดิม แต่วิ่งแนบเข้าด้านใน สิ่งหนึ่งก็คือ ได้บอลน้อยลง มีส่วนร่วมไม่มาก ซึ่งก็เหมือนกับด้านซ้ายแต่ มิลอส เคอร์เกส ไม่ได้ขึ้นเท่ากับ ฟริมปง แต่เน้นทำฉากมากกว่าในการเล่นยืนกัน 3 คนในเกมรับ แล้วอ่านจังหวะคอยขึ้นเพื่อรักษาสมดุลให้ทางเลือกมันกว้างขึ้นอย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาก็คือ ทีมต้องพึ่ง เฟอร์จีล ฟาน ไดจ์ค, อิบราฮิมา โกนาเต้ และไรอัน กราเฟนแบร์ช ในเกมป้องกัน ทั้งในกลไกลการทำงานในเกมลำเลียงเกมบุก และต้องครอบคลุมในการเข้าสู่การปิดพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ด้วยการคาดการณ์และความเร็วในการโดนสวนกลับหากผู้เล่นทั้งสามคนนี้ คนใดคนหนึ่งไม่ได้เล่น การป้องกันในแนวรับจะลดประสิทธิภาพลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลานี้ เคอร์เกส กำลังจะระเบียบ และหาสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการรุกและการรับ โดยบางครั้งต้องยืนต่ำลงในบางเกมเพื่อเพิ่มการป้องกัน๐ ด้วยการเล่นระบบ 4-2-4เมื่อเปิดบุกรุกแบบนี้ เราเห็นกันทุกคนคาตาว่า ไดนามิกในการโจมตีนั้นดีมาก จนอาจใช้งานได้ดีอยู่แล้วแต่มันก็ต้องแลกกับเกมรับที่เปราะบางลงเวลาที่ผู้เล่นที่ไม่ได้มีพรสวรรค์, ไม่มีธรรมชาติ และสัญชาตญาณในการป้องกันตัว อันนี้น่าจับตามอง เพราะตัวแบบเดิม แต่วิธีแบบใหม่โซโบสไล ที่ชอบไล่บอล พลิกบอลหนี แต่คำถามคือ เวลาที่จะต้องเล่นแบบเน้นการปิดพื้นที่เพื่อป้องกันการจ่ายบอลของคู่แข่ง เขาถนัดดีหรือไม่ สบายดีหรือเปล่าเนื่องจากกองกลางไม่สามารถรักษาสมดุลได้ บอลเคลื่อนไปบางครั้งเร็วไปหน่อย เราจะเห็นว่า คนที่ต้องปรับตำแหน่งอีกรายอย่าง ซาลาห์ จึงถูกโดดเดี่ยว ไม่ได้ใช้งานเท่าไหร่นัก เนื่องจากกการสัมผัสบอล 26 ครั้ง หรืออาจจะเป็นการเล่น “ตัวหลอก” เพื่อสร้างพื้นที่ให้ ฟริมปงดังนั้นตัดเรื่อง “ซื้อหรือไม่ซื้อ” ไปก่อน เมื่อ อาร์เน่อ ของคุณได้เน้น 1.ความสัมพันธ์ กับ 2.ความคล่องตัวนี่คือสิงที่ต้องการเดินตามโปรโตคอล แต่ผลลัพธ์มันจะถูกต้องหรือไม่ก็ต้องลุ้นเอาส่วนถ้าถามกันครั้งที่ร้อย ว่าต้องซื้อมาเสริมอีกหรือไม่ ตอบยังไงก็เหมือนเดิมว่า ซื้อยังไงให้มันไม่ครบมากกว่าในเวลานี้ เพราะเงินจริง ๆ เพิ่งจะใช้ไป 90 กว่าล้านปอนด์หลังจากหักลบกลบหนี้ และมีสิทธิ์ซื้อได้อีกเพียบเลยเท่ากับว่า นักเตะชุดนี้ที่ผ่ากันมาหลายต่อหลายตำแหน่ง ต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทั้งคนที่อยู่เดิม, คนที่มาใหม่, แทคติคใหม่ และนักเตะที่เสียไปแฟนบอลก็มีความจำเป็น ที่จะต้องให้เวลากับทุก ๆ คนอย่าลืมว่า 1.ทีมมาในฐานะถูกจับตามองในฐานะแชมป์เก่า และ 2.ทีมเพิ่งเจออะไรมาเมื่อเดือนกว่า ๆ นี้เองยังมีงานอีกมากที่ต้องทำทั้งในสนามซ้อมและตลาดซื้อขายนักเตะอย่างน้อย “หงส์แดง” ก็ไม่ต้องเจอกับอาถรรพ์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ซึ่งมีแค่ทีมเดียวจาก 14 ครั้ง ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในบั้นปลายบี แหลมสิงห์


Posted

in

by

Tags: