ศาลสืบพยานเสร็จสิ้น คดี เนติวิทย์ อารยะขัดขืน บังคับเกณฑ์ทหาร นัดฟังคำพิพากษา 3 พ.ย.เมื่อวันที่ 11 กันยายน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความภายหลังเจ้าหน้าที่สืบพยานเสร็จสิ้น คดีเนติวิทย์ อารยะขัดขืนบังคับเกณฑ์ทหาร พร้อมยื่นคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ระหว่างวันที่ 10-11 ก.ย.2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ศาลแขวงสมุทรปราการนัดสืบพยานในคดีของนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางสังคมวัย 29 ปี ที่ถูกฟ้องในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 45 จากกรณีที่อารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร ด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (conscientious objection) โดยหลังสืบพยานเสร็จสิ้น ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่จำเลยนำสืบพยาน 5 ปาก ยืนยันการบังคับเกณฑ์ทหารขัดต่อมโนธรรมสำนึกของตนเหตุในคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เม.ย.2567 เนติวิทย์ได้เดินทางไปสถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการประจำปี 2567 (เกณฑ์ทหาร) ที่เทศบาลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนอ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืน ไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องจากขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ความเชื่อทางศีลธรรม ทั้งยังล้าสมัย ไม่มีประสิทธิภาพ และมีส่วนทำให้สังคมไทยไม่เป็นประชาธิปไตย และการไม่เข้าร่วมการเกณฑ์ทหารของเขานั้นเป็นสิ่งจำเป็นต้องทำ เพื่อสิทธิเสรีภาพของพลเมืองที่ดีขึ้น และเพื่อให้กองทัพที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสมกับยุคสมัยคดีนี้ถือเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายครั้งแรกในประเทศไทยเรื่องการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรมในการสืบพยาน อัยการโจทก์นำสืบพยาน 2 ปาก ได้แก่ พ.ท.กัมพล สังข์สาลี สัสดีผู้กล่าวหา และ พ.ต.ท.คมกฤชต์ ทองอุไร พนักงานสอบสวนส่วนฝ่ายจำเลยนำสืบพยานจำนวน 5 ปาก ได้แก่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล (จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน), รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักเขียนและบรรณาธิการหนังสือ, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และชิษณุพงษ์ อ่วมศรี เพื่อนของเนติวิทย์ในการสืบพยานครั้งนี้ จำเลยได้เบิกความแสดงถึงเจตจำนงของตนเองที่ไม่ต้องการเข้ารับราชการทหารที่มีมากว่า 11 ปี เนื่องจากขัดต่อมโนธรรมสำนึกของตน ซึ่งผูกโยงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ภายใต้ความเชื่อเรื่องของการไม่คร่าชีวิตและเบียดเบียนผู้ใด การเข้ารับราชการทหาร แม้เพียงทำการจับอาวุธยังไม่คร่าชีวิตผู้ใด ก็ถือว่าขัดกับความเชื่อของจำเลยอย่างรุนแรงและเป็นหลักการที่ไม่อาจประนีประนอมได้จำเลยซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานได้ตอบคำถามทนายจำเลยว่าตนเองยินยอมที่จะต้องโทษจำคุกเสียดีกว่าต้องไปเกณฑ์ทหารยื่นคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.บ.รับราชการทหาร ขัดรัฐธรรมนูญหลังเสร็จสิ้นการสืบพยานในวันที่ 11 ก.ย.2568 เนติวิทย์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแขวงสมุทรปราการ ส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.2497 นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่โดยสรุปได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีมาตรา 27 และมาตรา 45 ของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2516 และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 226 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2515 มีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 26 และมาตรา 31 หรือไม่ทั้งสองมาตราของ พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ที่ขอให้ทำการวินิจฉัยนั้น มาตรา 27 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียกให้ทหารกองเกิน ซึ่งก็คือชายสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป มาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเข้ารับราชการทหาร ส่วนมาตรา 45 ระบุบทลงโทษหากไม่มาเข้ารับการตรวจคัดเลือก ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสามปีในขณะที่มาตรา 31 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติรับรองว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”ผู้ร้องเห็นว่า มาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดความในส่วนแรกเป็นการรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะไปจำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวได้ ส่วนที่สองเป็นเสรีภาพในการปฏิบัติ การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาซึ่งอาจถูกจำกัดสิทธิได้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ ทั้งนี้ตีความดังกล่าวยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อีกด้วยผู้ร้องเห็นว่า ความเชื่อหรือการมีมโนธรรม ตามหลักศาสนาโดยพื้นฐานทุกศาสนา คือการไม่เข่นฆ่า ความเชื่อในศาสนาเป็นเสรีภาพอันสมบูรณ์ การไม่เชื่อเรื่องการใช้กำลังของทหารซึ่งอาจมีการปฏิบัติการใดๆ และส่งผลกระทบชีวิตของเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ได้แบ่งแยกสัญชาติ ย่อมขัดต่อมโนธรรมภายในจิตใจของผู้นับถือศาสนา การถือศาสนา เสรีภาพดังกล่าวจึงเป็นเสรีภาพโดยสมบูรณ์ไม่สามารถจำกัดได้ ต่างจากเสรีภาพในส่วนที่สองซึ่งเป็นปฏิบัติ การประกอบพิธีกรรมซึ่งอาจจำกัดได้พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ได้รับรองเสรีภาพในการถือศาสนาอยู่บางส่วน กล่าวคือ ในมาตรา 14 ได้ยกเว้นการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารในยามปกติ แก่พระภิกษุ สามเณร และนักบวชในพระพุทธศาสนาแห่งนิกายจีนหรือญวน ซึ่งเป็นนักธรรมตามที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง นักบวชศาสนาอื่นซึ่งมีหน้าที่ประจำในกิจของศาสนาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัดออกใบสำคัญให้ไว้อย่างไรก็ตาม สิทธิเสรีภาพตามมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 รับรองเสรีภาพในศาสนาของบุคคลทุกคน ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นนักบวชในศาสนา หรือมีคุณสมบัติต้องเป็นนักธรรมระดับใดจึงจะได้รับการคุ้มครองความเชื่อของตนนอกจากนี้ มาตรา 31 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ยังสอดคล้องกับข้อ 18 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญา และมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าวข้อ 18 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง นั้นรับรองว่า1. บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา สิทธินี้ย่อมรวมถึงเสรีภาพในการมีหรือนับถือศาสนา หรือมีความเชื่อตามคตินิยมของตน และเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา หรือความเชื่อของตนโดยการสักการบูชา การปฏิบัติ การประกอบพิธีกรรม และการสอนไม่ว่าจะโดยลำพังตัวเอง หรือในชุมชนร่วมกับผู้อื่น และไม่ว่าต่อสาธารณชนหรือเป็นการส่วนตัว2. บุคคลจะถูกบีบบังคับให้เสื่อมเสียเสรีภาพในการมีหรือนับถือศาสนาหรือความเชื่อตามคตินิยมของตนมิได้3. เสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา หรือความเชื่อของบุคคลอาจอยู่ภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดเฉพาะที่บัญญัติโดยกฎหมาย และตามความจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย สุขอนามัย หรือศีลธรรมของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นมูลฐานของบุคคลอื่นเท่านั้น…”ผู้ร้องยังเห็นว่ามาตรา 27 และมาตรา 45 ของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2516 และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 226 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2515 ขัดต่อมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อีกด้วย กล่าวคือมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติรับรองว่า “การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจําเป็นในการจํากัดสิทธิ และเสรีภาพไว้ด้วย กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง”แต่ในมาตรา 27 และมาตรา 45 พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 กลับบังคับให้ชายไทยทุกคนเกณฑ์ทหาร อันเป็นจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ร้องมีทางเลือกในการทำหน้าที่พลเมืองในรูปแบบอื่นซึ่งมิใช่การเกณฑ์ทหาร บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นภาระแก่ผู้ร้องการจำกัดเสรีภาพของผู้ร้องจนเกินสมควรแก่เหตุผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องและมีคำวินิจฉัยว่า มาตรา 27 และมาตรา 45 ของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2516 และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 226 ขัดต่อมาตรา 26 และมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เป็นบทบัญญัติที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ ตลอดการสืบพยาน คำถามหลักที่พนักงานอัยการใช้ในการค้านพยานจำเลยแทบทุกปากนั้น เป็นการสอบถามพยานจำเลยว่าทราบหรือไม่ว่าในปัจจุบันยังไม่มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อศาลถามพนักงานอัยการว่าติดใจหรือไม่ พนักงานอัยการกลับไม่ติดใจแต่อย่างใดอนึ่ง พนักงานอัยการได้ขอให้ศาลบันทึกว่าในการที่จำเลยจะยื่นคำร้องดังกล่าว พนักงานอัยการได้ตอบว่า “ให้เป็นไปตามดุลพินิจของศาล” ไม่ใช่ว่า “ไม่ติดใจ” แต่ศาลมีความเห็นว่าหากพนักงานอัยการไม่ได้ประสงค์จะคัดค้านการยื่นคำร้องดังกล่าว ก็ย่อมต้องถือว่าพนักงานอัยการไม่ติดใจคดีนี้ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 3 พ.ย.2568 ซึ่งหากขณะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยในกรณีคำร้องของผู้ร้อง ศาลแขวงสมุทรปราการก็มีเหตุที่จะต้องเลื่อนนัดออกไป จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาทั้งนี้เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา นายเนติวิทย์ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุข้อความว่า “วันนี้ 10 กันยายน เป็นวันพิเศษสำหรับผมข้อแรกวันนี้และพรุ่งนี้เป็นวันที่ผมต้องไปศาล เข้าร่วมในการนัดสืบพยาน ขึ้นให้การกรณีการปฏิเสธเกณฑ์ทหารของตนที่ศาลแขวงสมุทรปราการข้อที่สอง วันนี้เป็นวันเกิดของผมข้อที่สาม วันเดียวกันนี้เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ผมได้เขียนแถลงการณ์ในวันเกิดปีนั้นว่าจะไม่เข้าร่วมเกณฑ์ทหาร ผมไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหาร ต้องการระบบสมัครใจ จึงเป็นที่มาของการขึ้นศาลในวันนี้ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมามากกว่าสิบปีแล้ว การบังคับเกณฑ์ทหารก็ยังมีอยู่ ยังสร้างความทุกข์ทรมานให้กับชายไทยมากมายมหาศาล มีผู้เสียชีวิตในค่ายทหารอยู่ทุกปี อาจจะดีหน่อยก็ตรงที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นผลักดันในหลายพรรคการเมือง และหวังว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะเป็นประเด็นสำคัญผมไม่หลีกหนีจากที่ตัวเองเคยประกาศไว้ ผมเชื่ออย่างนี้จริงๆ และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมก็ดีใจว่าได้ทำตามสิ่งที่คิด สิ่งที่เชื่อ สิ่งที่พูด และก็เป็นก้อนอิฐก้อนหนึ่งในการนำไปสู่การยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เพื่อให้คนรุ่นหลังในอนาคตอีกมากได้มีทางเลือกในการทำเพื่อชาติอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากความรุนแรงและความกลัวขณะนี้ผมเรียนหนังสืออยู่ในต่างประเทศด้วย บินกลับมาใช้เวลามากกว่า 24 ชั่วโมง และพึ่งเปิดเทอมไปได้สัปดาห์เดียว และศาลก็อยู่ไกลจากที่พักอาศัยมาก มีภาระค่าใช้จ่ายอยู่ไม่น้อย และคงยังต้องไปกลับอีกหลายครั้ง ในโอกาสวันเกิดของตนและวันต้องขึ้นศาล ก็เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะอวยพร อวยชัย รวมถึงสนับสนุน ผมก็ยินดีรับการสนับสนุน”อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศาลสืบพยานเสร็จสิ้น คดี เนติวิทย์ อารยะขัดขืน บังคับเกณฑ์ทหาร นัดฟังคำพิพากษา 3 พ.ย.ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่– Website : https://www.matichon.co.th
ศาลสืบพยานเสร็จสิ้น คดี เนติวิทย์ อารยะขัดขืน บังคับเกณฑ์ทหาร นัดฟังคำพิพากษา 3 พ.ย.
by
Tags: