สดุดี ‘หมอพี’ กัปตัน-นักร้อง ผู้สอนให้เราเผชิญหน้ากับความตายอย่างกล้าหาญ

เพจ Drama-addict แชร์เรื่องราวของ หมอพี – พีรวัฒน์ นักบิน นักร้อง และแพทย์ผู้มากความสามารถ ผู้ต้องเผชิญโรคมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย แต่กลับใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและเผชิญหน้ากับความตายด้วยจิตใจเข้มแข็ง แม้ร่างกายอ่อนล้า แต่ยังคงปลอบโยนและส่งต่อความอบอุ่นให้คนรอบตัว พร้อมฝากข้อคิดให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตและความไม่ประมาทเมื่อวันที่ 16 ก.ย.เพจDrama-addict ได้แชร์โพสต์ของ Kittikhun Can Tortainchai พร้อมภาพพิธีงานศพ พร้อมระบุว่าสิ่งที่ทุกคนควรรู้เกี่ยวกับหมอพี__กัปตันนายแพทย์พีรวัฒน์-นักเรียนเตรียมอุดมรุ่น 69-ศิษย์เก่าแพทย์จุฬารุ่น 65-นักบินสายการบินแอร์เอเชีย-นักร้องวง chilling romance กับ เพลง ลำดับก่อนหลังหมอพีเป็นคนที่มีความสามารถมากมาย และใช้ชีวิตด้วยความเรียบง่ายออกแนวธรรมะธรรมโมด้วยซ้ำ ไม่ได้ใช้ของหรูติดแบรนด์แต่อย่างใด ชีวิตของหมอพีกำลังไปได้สวยมีทั้งหน้าที่การงานที่ดี,ครอบครัวที่ดี ,มีเพื่อนและสังคมที่ดี และเพิ่งจะแต่งงานได้ไม่กี่เดือนจุดเปลี่ยนสำคัญแต่บททดสอบในชีวิตของหมอพีก็คือการที่รู้ว่าตัวเองได้เป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 4 แพร่ไปตับ ในวัยแค่ 35 ปีเท่านั้นเอง วันนั้นคุณหมอมีอาการกินได้น้อยกินนิดเดียวก็อิ่มก็เลยไปตรวจดูที่โรงพยาบาลตามปกติกินยาลดกรดโรคกระเพาะก็ไม่ดีขึ้น ก็เลยไปตรวจ CT scan ก็ได้พบก้อนในตับเยอะมากซึ่งปกติแล้วมะเร็งลำไส้จะพบในคนที่ครอบครัวมีประวัติเคยเป็นเช่นคุณพ่อคุณแม่คุณปู่คุณย่า หรือมีอาการนำมาก่อนเช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย,ถ่ายเป็นเลือดเบื่ออาหารน้ำหนักลดเป็นต้นแต่หมอพีไม่ได้มีอาการนำอะไรมาก่อนรวมถึงไม่ได้มีประวัติในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ด้วย แต่ดันไปตรวจเจอโดยบังเอิญคุณหมอได้ต่อสู้กับโรคมะเร็งด้วยการทำคีโมจนครบทุกคอร์ส รวมถึงมีแพลนว่าจะผ่าตัดเปลี่ยนตับแล้ว แต่โชคไม่เข้าข้าง พอตรวจร่างกายก็พบว่ามะเร็งได้แพร่ไปที่ปอดอีก 1 จุดทำให้ต้องเปลี่ยนการรักษามาเป็นการรักษาแบบประคับประคองคนเราเก่งจริงมั๊ยให้ดูตอนเจอปัญหาวันที่ผมรู้ว่าหมอพีไม่สบายผมรีบโทรไปหาคุณหมอทันทีถามว่ามึงเป็นยังไงบ้างวะบอกพี่ตอบว่า "โรคห่าเนี่ยทำอะไรกูไม่ได้หรอก มึงไม่ต้องห่วง กูไม่ยอมแพ้หรอก "วันนั้นผมร้องไห้เลย ร้องไห้เพราะรู้ว่าปลายทางมันจะเป็นยังไงและผมเชื่อว่าหมอพีก็คงรู้ด้วยเช่นกัน แต่หมอพีไม่ได้แสดงความอ่อนแอให้ผมเห็นเลยกลับปลอบใจผมด้วยซ้ำ หรือแม้กระทั่งวันที่ผมได้เสียสุนัขไป 1 ตัวที่เลี้ยงมา 10 ปี คุณหมอโทรมาปลอบใจผมพร้อมกับแนะนำให้อ่านหนังสือคู่มือมนุษย์ เพื่อทำให้ใจผมเบาลงทุกคนคิดดูนะครับว่าคุณหมอมีเมตตาและจิตใจแข็งแกร่งแค่ไหน ทั้งที่ร่างกายก็ป่วยหนักแต่ก็มาปลอบคนที่ร่างกายแข็งแรงไม่กลัวก็คือไม่กลัวผมได้คุยกับคุณแม่ของคุณหมอ , คุณแม่เล่าให้ฟังว่าคุณหมอมักจะชอบมาจับมือคุณแม่แล้วบอกคุณแม่เสมอว่า " แม่ไม่ต้องกลัวนะเดี๋ยวพีจะนำไปก่อนแล้ววันหนึ่งเราคงได้เจอกัน พีรักแม่นะ " รวมถึงได้คุยกับภรรยาของคุณหมอ , ภรรยาคุณหมอเล่าให้ฟังว่า ช่วงสุดท้ายที่คุณหมอเริ่มไม่ไหวคุณหมอพีก็ยังปลอบใจภรรยาด้วยคำว่า " ไม่ต้องร้องไห้ไม่ต้องกลัวเดี๋ยวอีก 6 เดือนทุกอย่างก็จะเข้าที่เอง " คือฟังไปก็รู้สึกบีบหัวใจไปด้วยภรรยาของคุณหมอเล่าให้ฟังว่าคุณหมอเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างเป็นธรรมชาติและเข้าใจโลกมาก คุณหมอเป็นคนเลือกรูปหน้าศพด้วยตัวเองและเป็นคนไปจัดเตรียมของชำร่วยงานศพของตัวเองด้วยตัวเองอย่างพิถีพิถันและมอบหมายให้ภรรยาคุณหมอบอกกับแขกที่มาทุกท่านว่าให้อ่านหนังสือที่ชื่อว่าคู่มือมนุษย์ของพระพุทธทาสภิกขุให้จบผมถามตรงๆว่าคุณหมอพีกลัวตายไหม คุณหมอบอกว่า " ไม่กลัวตายเลยความตายเป็นเรื่องธรรมชาติไม่ใช่เรื่องผิดบาปหรือผิดปกติเรากลัวเพราะเราไม่เข้าใจเฉยๆ เราแค่เห็นว่าความตายเป็นเรื่องผิดปกติและไม่ควรเกิดขึ้นกับเรา แต่ถ้าเราเข้าใจมันแล้วเราจะไม่กลัวเลย "และนี่ก็เป็นเพียงแค่ 1 เรื่องราวที่น่าเสียใจและประทับใจของคุณหมอให้ได้สอนให้พวกเราเข้าใจชีวิตและเผชิญหน้ากับความตายได้อย่างกล้าหาญ หมอพีได้สู้อย่างเต็มที่ คุณหมอได้ทิ้งท้ายว่าทุกคนอย่าลืมไปตรวจสุขภาพกันนะอย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาทคิดว่าโรคนี้คงไม่เกิดกับเราหรอกหรือความตายกว่าจะมาถึงเราอีกนานสุดท้ายอีกหนึ่งสิ่งที่เรื่องราวคุณหมอสอนเราคือ ถ้าสิ่งไหนใช้เงินแก็ปัญหาได้…สิ่งนั้นคือเรื่องเล็กเรื่องขี้หมา…แต่ถ้าสิ่งไหนใช้เงินแก็ปัญหาไม่ได้….สิ่งนั้นคือ…ของจริงแล้วนะมาถึงตรงนี้แล้วผมขอให้ทุกคนจดจำหมอพีในฐานะบุคคลที่มากด้วยความสามารถ และเป็นผู้เดินทางกลับด้วยชัยชนะของชีวิต แล้วถ้าใครอยากฟังเสียงของหมอพีก็ให้ไป search เพลงลำดับก่อนหลังใน YouTube ฟังได้เลยครับรักและคิดถึงเสมอนะขอบคุณพจDrama-addict ได้แชร์โพสต์ของ Kittikhun Can Tortainchai


Posted

in

by

Tags: