เปิดนโยบาย “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี อายุน้อยที่สุดที่เคยมี กับการแก้ 4 ภัยให้ประเทศ

ถือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อายุน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงและมีรัฐมนตรีเข้ามาบริหารงาน สำหรับ “ไชยชนก ชิดชอบ” นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง…ถือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อายุน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงและมีรัฐมนตรีเข้ามาบริหารงาน สำหรับ “ไชยชนก ชิดชอบ” นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง ในฐานะเลขาธิการพรรค “ภูมิใจไทย”แม้จะมีเวลาเข้ามานั่งบริหารงานในช่วงชั้นประมาณ 4 เดือน ก็จะมีการบยุบสภาช่วงเดือน ม.ค. 69 โดยอาจจะมีเวลารักษาการในตำแหน่งอีกประมาณ 4 เดือน และจัดเลือกตั้งใหม่ในช่วง มี.ค.-เม.ย. 69ด้วยข้อจำกัดในเรื่องเวลาที่มีเวลาทำงานจำกัด การขับเคลื่อนนโยบายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพื่อให้มีผลงานประจักษ์ ซึ่งหากทำได้ดีก็มีโอกาสที่จะหวนกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้งในสมัยหน้า!?!โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงดีอี ถือว่าเป็นกระทรวงที่สำคัญไม่แพ้กระทรวงอื่นๆ ในการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและพัฒนาประเทศก้าวหน้าอย่างรวดเร็ววันนี้ “เดลินิวส์” จะพามาเปิดวิสัยทัศน์ และ นโยบาย ของ “รมว.ดีอี ป้ายแดง” คนใหม่ว่าจะมีทิศทางพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง หลังได้พบสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ !?!“ไชยชนก ชิดชอบ” บอกว่า การเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี นั้น ตนเคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรคที่มากประสบการณ์จะให้ทำงานอยู่ตรงไหน ตนเองไม่ได้เลือกว่าจะไปตรงไหน อย่างไร แต่สิ่งสำคัญ คือ ไม่ว่าจะไปตรงไหนก็จะทำให้สุดความสามารถ โดยมีเรื่องอยากทำหลายอย่างแต่ข้อจำกัดเรื่องเวลา ก็ต้องเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดกับประชาชนโดยเฉพาะตอนนี้สถานการณ์ไม่ปกติ มีภัยรุมเร้าหลายเรื่อง จึงเน้นเรื่องป้องกันภัยและประคับประคองช่วยเหลือประชาชน เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วง 4 เดือนนี้ไปให้ได้สำหรับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนกระทรวงดีอี นั้น ได้เตรียมดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญเร่งด่วนรองรับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาลครอบคลุมทุกด้าน ได้แก่ 1. ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. ภัยความมั่นคง 3. ภัยเศรษฐกิจ และ 4. ภัยสังคม โดยเน้นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหา และลดผลกระทบจากภัยที่กล่าวมาข้างต้นให้กับพี่น้องประชาชนในเรื่อง “ภัยธรรมชาติ” นั้น ทาง “ไชยชนก ชิดชอบ” บอกว่า จะเร่งให้กรมอุตุนิยมวิทยา ใช้งานข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาและออกแบบแผนงานการนำข้อมูลไปใช้งานด้านการรับมือภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะในเรื่องน้ำ ด้วยการประสานกับหน่วยงานรัฐที่ดูแลบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีความแม่นยำและสอดคล้องกับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย การลดความสูญเสีย และเยียวยาความเสียหายของประชาชนที่ได้รับจากภัยพิบัติต่างๆ“ได้มีการติดต่อประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการแจ้งเตือนภัยและจัดการภัยพิบัติ ซึ่งความร่วมมือจะออกมาในแนวการแชร์ความรู้ อบรม แลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการใช้ข้อมูลอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียมเพื่อวางแผนในการเตือนภัยพิบัติอย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมเพิ่มเติมทางการสื่อสารในการแจ้งเตือนภัยพิบัติให้เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ รวมทั้งติดตามเฝ้าระวัง ประสานเอกชนในการเตรียมความพร้อมรับมือความเสียหายของโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน และเร่งรัดแก้ไขในทันที”ขณะที่เรื่อง “ภัยความมั่นคง” จะเร่งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน สร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมกับบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีและข้อมูลที่มีในหน่วยงานของกระทรวงดีอีมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ“ได้จัดทำแนวทางการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียด และช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชน และสนับสนุนเทคโนโลยีโดยการบูรณาการร่วมกับภาคเอกชน เช่น เทคโนโลยีโดรน เป็นต้น รวมถึงร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคง และภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม (Operator) ดูแลสัญญาณสื่อสารตามแนวชายแดนทั้งหมด เพื่อสนับสนุนฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มรูปแบบ”ส่วนเรื่อง “ภัยเศรษฐกิจ” นั้น ทาง รมว.ดีอี บอกว่า จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจของประเทศไทย กระทรวงดีอี โดยหน่วยงานในสังกัดจะต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัล เพื่อช่วยลดผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ“สิ่งที่จะเร่งทำ คือ การแก้ไขปัญหาการผูกขาดของแพลตฟอร์มรายใหญ่ โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ทั้งในเรื่องค่าธรรมเนียม หรือจีพี การบังคับใช้ขนส่งไม่ให้ผู้ซื้อได้เลือก ซึ่งหลังเข้ารับตำแหน่ง ก็มีแพลตฟอร์มหลายรายได้ขอเข้าพบ จึงจะพยายามเจรจา เพื่อความขอความร่วมมือในเรื่องเหล่านี้ เพราะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา 4 เดือน การแก้กฎหมายต่างๆ ต้องใช้เวลานาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม ประชาชนผู้บริโภค และผู้ให้บริการในแพลตฟอร์ม”สำหรับ “ภัยทางสังคม” จะเร่งสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน อินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ด้วยการสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย (AI Literacy) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสังคมดิจิทัล รวมถึงยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามเชิงรุกกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเพิ่มเติมอีก เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายต่อทั้งบุคคลและระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสุดท้ายแล้วทุกนโยบายจะเน้นให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน!?!จิราวัฒน์ จารุพันธ์


Posted

in

by

Tags: