บุกรวบหมอเถื่อน แอบเปิดคลินิกรักษาคนไข้ นานนับ 10 ปี

บุกรวบหมอเถื่อน แอบเปิดคลินิกย่านรามคำแหง รักษาคนไข้ นานนับ 10 ปี ขณะที่สาวช็อก เพิ่งป่วย มารักษาฉีดยาบุกรวบหมอเถื่อน แอบเปิดคลินิกย่านรามคำแหง รักษาคนไข้ นานนับ 10 ปี ขณะที่สาวช็อก เพิ่งป่วย มารักษาฉีดยาวันที่ 14 พ.ย.2568 พ.ต.อ.กฤษ ก้อมน้อย ผกก.สส.บก.น.3 สั่งการให้ พ.ต.ท.จำนงค์ ประสพสุขมั่งดี รอง ผกก.สส.บก.น.3 ร.ต.อ.นพพนธ์ แก้ววรรณา ร.ต.อ.ณฐภัทร์ จุ่งพิวัฒน์ รอง สว.กก.สส.บก.น.3 ส.ต.ต.ปัณรพัศศ์ ก้อมน้อย ผบ.หมู่ สืบ 3 พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนนครบาล 3 ได้ร่วมกันจับกุมตัวนายบุญวิวัฒน์ อายุ 50 ปี (ทำหน้าที่ ตรวจร่างกาย ทำความเห็นแพทย์ เขียนใบสั่งยา) และนายณัฐวุฒิ อายุ 30 ปี (ทำหน้าที่ รับคนไข้ ทำทะเบียนประวัติ ฉีดยา จัดยา )สืบเนื่องจาก กก.สส.บก.น.3 ได้รับการร้องเรียนจากพลเมืองดีว่า หมอพงษ์ คลินิกเวชกรรม ซอยรามคำแหง 166 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กทม. ได้ลักลอบเปิดการรักษาคนไข้ และออกใบรับรองแพทย์ โดยไม่ได้รับอนุญาตต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.น.3 ได้ให้สายลับเข้าไปแฝงตัวเข้ามาทำการรักษา อาการไข้ เจ็บคอ พร้อมขอใบรับรองแพทย์เพื่อขอลางาน ที่สหคลินิกเวชกรรม โดยมีชายที่อ้างตัวว่าเป็นแพทย์ ชื่อหมอพงษ์ จึงได้สอบถามอาการจากสายลับ หลังจากนั้นได้บอกกับสายลับว่าตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่ามีอาการสายลับมีอาการท้องเสีย และได้ออกใบรับรองแพทย์ เขียนชื่อ นพ.อำนวย พร้อมลงความเห็นแพทย์ รับรองว่าสมควรให้พักรักษา1 วัน และประทับตรา เคหะราม คลินิกเวชกรรม คิดค่าบริการในการรักษา ในราคา 300 บาทต่อมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน บก.น.3 ได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบคลินิกดังกล่าว พบนายณัฐวุฒิ อยู่บริเวณหน้าเคาเตอร์หน้าของคลินิก กำลังทำเอกสาร เจ้าหน้าชุดสืบสวนจึงได้สอบถามหาหมอ ที่รักษาว่าอยู่ไหน นายณัฐวุฒิ จึงได้พาเจ้าหน้าที่ขึ้นไปบริเวณชั้น 2 ของคลินิกดังกล่าว ก่อนพบ นายบุญวิวัฒน์ หรือหมอพงษ์ นอนอยุ่บนเตียงภายในห้อง และได้นำตัวมาสอบสวนบริเวณชั้นล่างของคลินิค พร้อมพาตรวจสอบภายในคลินิก ก่อนพบของกลางเป็นยาจำนวนมาก และเครื่องทางการแพทย์ น้ำเกลือ ชุดผ่าตัดเล็ก เสื้อกราว เข็มฉีดยา ไหมเย็บผ้าอีกจำนวนมาก และเงินสดทีได้จากการรักษาพยาบาล 1,390 บาท พร้อมเวชระเบียนของคนไข้ที่เคยมารักษาจากคลินิกดังกล่าว จำนวน กว่า 6,000 ฉบับจากสอบถาม นายบุญวิวัฒน์ หรือหมอพงษ์ อ้างว่า ตัวเองเป็นหมอจริง และได้ทำการเปิดคลินิกรักษาคนไข้มา 10 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้ขอดูใบอนุญาตวิชาชีพ แต่ไม่พบ พบเพียงแค่ใบอนุญาตวิชาชีพแพทย์แผนไทยต่อมาขณะที่ทำการตรวจค้น พบ หญิงสาวยืนอยู่บริเวณหน้าคลินิก มีอาการตกใจ เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกเข้ามาสอบถาม ก่อนพบว่า หญิงคนดังกล่าว ชื่อ น.ส.มีน นามสมมุติ ซึ่งได้บอกกับทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนว่าเพิ่งเข้ามาทำการรักษากับคลินิกดังกล่าวเพราะมีอาการป่วยไข้ไม่สบาย และได้โดนฉีดยาไปจำนวน 1 เข็ม โดยมีนายณัฐวุฒิ เป็นคนฉีดยาให้ และหมอได้ให้ยากลับไปทาน เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้บอกกับ น.ส.มีน ว่าให้รีบไปพบแพทย์ที่ รพ.ใกล้เคียงโดยเร็ว เนื่องจากไม่รู้ว่า ได้รับการฉีดยาตัวไหนเข้าไปจากการสอบถาม นายณัฐวุฒิ รับว่าตนมีหน้าที่จดรายชื่อคนไข้ สอบถามอาการคนไข้ ฉีดยา จ่ายยาจากคำสั่งของนายบุญวิวัฒน์ หรือหมอพงษ์ ส่วนนายบุญวิวัฒน์ หรือหมอพงษ์ มีหน้าที่วินิจฉัยโรคและสั่งจ่ายยา พร้อมออกใบรับรองแพทย์ให้คนไข้ส่วนนายณัฐวุฒิ ได้อ้างว่า ได้เรียนฉีดยามาจากนายบุญวิวัฒน์ และฝึกเองกับคนไข้ที่เข้ามารักษาเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการจับกุมดำเนินคดีก่อนแจ้งข้อกล่าวหา เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลมิได้จัดให้มีผู้ดำเนินการเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุม ดูแล และรับผิดชอบในการดำเนินการสถานพยาบาล ประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งวัตถุออฤทธิ์ ในประเภท 4จากการรายงานข่าวพบว่า สถานพยาบาล ชื่อ เคหะราม คลินิกเวชกรรมใบอนุญาตสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2568 มีนายบุญวิวัฒน์ฯ เป็นผู้ได้รับอนุญาตประกอบกิจการ เปิดมาตั้งแต่ปี 2559 ส่วนผู้ดำเนินการตามกฎหมายคือแพทย์ ที่ทำหน้าที่ ควบคุม ดูแล และรับผิดชอบในการดำเนินการสถานพยาบาล นั้น นายบุญวิวัฒน์ ฯ รับว่าก่อนหน้านี้เคยว่าจ้าง นพ.อำนวย เป็นผู้ดำเนินการเมื่อใบอนุญาตหมดลงทาง นพ.อำนวยฯ ไม่ได้ต่อ จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็น “หมอพงษ์ คลินิกเวชกรรม” ซึ่งนายบุญวิวัฒ์ เป็นผู้รับผิดชอบ และได้เปิดคลินิกเวชกรรม “หมอวุฒิ สหคลินิกเวชกรรม” ให้นายณัฐวุฒิ เป็นคนรับผิดชอบ ในการักษาคนไข้ด้วยตนเองส่วนการเขียนใบสั่งยา และเขียนใบรับรองแพทย์ จะใช้ชื่อ นพ.อำนวย และ นพ.จักรกริศน์ โดยสลับกันไปมาระหว่างคลินิกทั้ง 2 แห่ง เมื่อประมาณกลางเดือน ก.ย.2568 ที่ผ่านมา ทราบว่า กก.สส.บก.น.3 และ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จะเข้ามาทำการตรวจค้นจึงได้ปิดคลินิกทั้ง 2 แห่งไป เนื่องจากเกรงว่าจะถูกจับกุม


Posted

in

by

Tags: