“ดีอี” ลงดาบสั่งระงับและให้ลบข้อมูล 1.2 ล้านราย เคสสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต ภายใน 7 วัน หลัง คณะกรรมการฯ สคส.ลงมติ ไม่ได้ดำเนินการตามกฎหมายกำหนด ใช้วิธีจูงใจประชาชนด้วยการมอบเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีเป็นค่าตอบแทน แลกกับการให้ความยินยอมในการเก็บข้อมูลม่านตา พร้อมพบกรณีมีขบวนการจ้างคนมาสแกนม่านตาแลกเหรียญ พร้อมส่ง ดีเอสไอ ขยายผลต่อไป ด้าน ไชยชนก สั่งสอบเอกสารต่อเกี่ยวข้องกับเอ็มโอยูที่ อดีต รมว.ดีอี และอดีตปลัดดีอี เห็นชอบให้ทำหรือไม่เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ศูนย์ราชการอาคาร ซี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เปิดเผยว่า จากกรณีธุรกิจ "สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต" ที่สร้างความกังวลต่อสังคมในวงกว้าง ในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลชีวภาพ และความถูกต้องตามกฎหมายนั้น ทางคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ พีดีพีซี ได้พิจารณารายละเอียดแล้ว พบว่า ธุรกิจมีลักษณะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภท "ข้อมูลชีวภาพ" รวมถึงพยานหลักฐาน และคำชี้แจงของผู้ให้บริการธุรกิจ ในการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเก็บรวบรวม "ข้อมูลชีวภาพ" ที่เป็นข้อมูลอ่อนไหว ไม่ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด“ผู้ให้บริการได้ใช้วิธีจูงใจประชาชนด้วยการมอบเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีเป็นค่าตอบแทน เพื่อแลกกับการให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการขอความยินยอมที่ไม่เป็นไปโดยอิสระตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนั้นการแจ้ง วัตถุประสงค์ในขั้นตอนการขอความยินยอมแจ้งว่าเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่จากการตรวจสอบพบว่า ผู้เคยสแกนม่านตาไปแล้วไม่สามารถสแกนซ้ำได้ จึงชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันถึงตัวบุคคลที่สแกนไปแล้วด้วย การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจึงเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ที่ขอความยินยอมตั้งแต่แรก และคนที่สแกนได้รับเงินเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นเงินจะเข้าไปยังบัญชีอื่นๆ โดยพบว่าถึงปัจจุบันมีประชาชนสแกนไปแล้ว 1.2 ล้านราย โดย สคส.จะมีการพิจารณาลงโทษทางปกครอง ภายใน 2 สัปดาห์ ในเบื้องต้นตามกฎหมายปรับ 5 แสน-5 ล้านบาทต่อไอดี”นายไชยชนก กล่าวต่อว่า กระทรวงดีอี ให้ความสำคัญและส่งเสริมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการ "ยืนยันความเป็นมนุษย์" อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของผู้ให้บริการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลประเภท "ข้อมูลชีวภาพ" จะต้องมีความชัดเจนและต้องทำภายใต้กรอบที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล“ตอนนี้ได้สั่งการให้กระทรวงดีอี ไปดูรายละเอียดเอกสารหลักฐานต่างๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าเรื่องนี้จะมีส่วนกับเอ็มโอยู ระหว่างกระทรวงดีอี และ Prime Opportunity Fund VCC ซึ่งเอ็มโอยูดังกล่าวมี อดีตรัฐมนตรีดีอี และอดีตปลัดกระทรวงดีอี เป็นผู้ลงนาม โดยที่ผ่านมาบริษัทที่ดำเนินการสแกนม่านตานี้ ได้มาขออนุญาตกับ สคส. และเอ็ดต้า แต่ทั้งสองหน่วยงานไม่มีการอนุญาต” นายไชยชนก กล่าวด้าน พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ภายหลังจากการพิจารณาพยานเอกสาร พยานวัตถุ และคำชี้แจงของผู้ให้บริการ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ได้มีคำสั่งทางปกครอง ดังนี้ 1. ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลม่านตา ระงับหรืองดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบการสแกนม่านตาเพื่อรับเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีเพิ่มเติมโดยทันที และรายงานผลการดำเนินการดังกล่าวต่อ สคส. ภายใน 7 วัน2. ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านคนทั้งหมด เพื่อป้องกันการโอนย้ายถ่ายเทข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปยังต่างประเทศ โดยไม่ถูกกฎหมาย“การมีคำสั่งให้ดำเนินการดังกล่าว เป็นไปเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่รั่วไหล และไม่ให้นำเอาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อขาย หรือใช้ประโยชน์ทางพาณิชย์โดยไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นไปตามกรอบกฎหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ พีดีพีเอ และเป็นไปตามมาตรการสากลโดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบประเทศอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 8 ประเทศได้มีการแบนการดำเนินการนี้ไปแล้วเช่นกัน โดยประเทศที่มีคำสั่งระงับชัดเจน 5 ประเทศได้แก่ เยอรมัน สเปน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และบราซิล จึงไม่เป็นการปิดกั้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการยืนยันความเป็นมนุษย์แต่อย่างใด”อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังมีประเด็นที่น่าสงสัยอื่นๆ เช่น กรณีมีขบวนการจ้างคนมาสแกนม่านตาแลกเหรียญเพื่อนำไปให้บุคคลอื่นใช้ โดยการตรวจสอบขยายผลของ ก.ล.ต.และตำรวจไซเบอร์ได้ตรวจพบและมีการจับกุมผู้รับแลกเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตมาแล้วหลายราย จึงเป็นเหตุสงสัยว่าอาจมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอื่นๆ อีก ซึ่งในส่วนนี้จะได้มีการสืบสวนขยายผลโดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
“ดีอี-สคส.” ลงดาบ! สั่งระงับและให้ลบข้อมูล 1.2 ล้านราย สแกนม่านตาแลกคริปโต จ่อพิจารณาโทษปกครองใน 2 สัปดาห์
by
Tags: