ตรง ๆ จาก “ชูวิทย์” ถึง “ภราดร-รัฐบาล” ล่าสุด ทำโซเชียลสะเทือน

"ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" โพสต์ข้อความ กรณี นายภราดร ปริศนานันทกุล -น้ำท่วมหาดใหญ่ ระบุปิดไมค์ ลุกหนีความจริงการเผชิญ “วิกฤตศรัทธา” ของนักการเมือง คือ การยอมรับความจริง ไม่ใช่ลุกหนีทีเรื่องการเมืองตอบโต้ได้เป็นฉากๆ ไม่ยอมถอยวุฒิภาวะของ “นักการเมือง“ ต้องมีในระดับสูงกว่าทุกอาชีพ เพราะอาสาตัวรวบรวมกันเป็น “พรรคการเมือง” บริหารงานแผ่นดินที่สำคัญ เป็นเรื่องภัยธรรมชาติที่มีผลกระทบต่อชีวิตคนจำนวนมากนายภราดร เป็นถึงรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับปิดไมค์ลุกหนีในการแถลงข่าว “น้ำท่วมหาดใหญ่” ที่ผู้สื่อข่าวถามถึงการยอมรับในความผิดพลาดของรัฐบาล กับการรับมือสถานการณ์วิกฤตแทนที่นายภราดรจะถือโอกาสชี้แจงข้อผิดพลาด ยอมรับความจริงถึงการสูญเสีย นำเสนอแนวทางแก้ไข กลับปิดไมค์ลุกหนีแสดงให้เห็นความ “จนตรอก” ของรัฐบาลท่าทีที่นิ่งเฉย ทำเหมือนยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ในตำแหน่ง “รองประธานสภา” แสดงให้เห็นว่านายภราดรไม่รู้สถานะหน้าที่รับผิดชอบปัจจุบันของตัวเองไม่ต่างกันกับนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยทุกครั้งที่ไม่สามารถชี้แจงอะไรได้ มักจะเดินหนีคำถามของผู้สื่อข่าวนายภราดรเป็นนักการเมืองที่ยังไม่เคยเผชิญกับเรื่องหนักหนาสาหัส เติบโตมาด้วยการเมืองในสภา ไม่มีประสบการณ์ทำงานราชการความผิดพลาดใหญ่หลวง ที่หาดใหญ่ต้องรับชะตากรรม จึงสรุปให้เห็นได้ชัด แต่รัฐบาลกลับมองไม่เห็น ดังนี้1. พรรคภูมิใจไทยแกนนำรัฐบาล ห่วงภาพลักษณ์ทางการเมือง คะแนนเสียง มากกว่าการแก้ไขปัญหา สังเกตชัดจากลีลานักการเมือง โชว์ภาพแจกอาหาร ทำกับข้าว หรือ กินข้าวกล่อง ข้าวเหนียวหมูย่างเป็นภาพการเมืองมากกว่าการแก้ไขด้วยศักยภาพของผู้กุมอำนาจรัฐ2. การแต่งตั้งธรรมนัส ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทั้งพื้นที่ และงานประสบภัยธรรมชาติ แค่มีลักษณะบู๊ ออกแนวโวยวาย เร่งรัด ด่าว่าข้าราชการนี่ก็คือวิถีการเมืองที่สร้างภาพว่าตัวเองทำงานหนัก ซึ่งไม่ใช่ “การบริหารงานแบบมืออาชีพ”3. การตั้ง ผบ.สส. ปลัด รัฐมนตรี ผู้ว่า รุมทำงานข้ามหัวกันไปมาไม่ใช่การช่วยกันแก้ปัญหา กลับซ้ำเติมให้สับสน ไม่มีคนรับผิดชอบสั่งการที่แท้จริง ต่างคนต่างทำจนไม่รู้ว่าอะไรต้องทำก่อนทำหลังยิ่งเพิ่มคนมีอำนาจ ก็ยิ่งเพิ่มความวุ่นวายในการสั่งงานให้ผู้ปฏิบัติ แทนที่จะเร็วกลับช้ามากขึ้น ตามขั้นตอนข้าราชการไทย4. การไม่ยอมรับความจริง แม้ว่าเป็นภัยธรรมชาติ แต่การพูดสไตล์นักการเมืองว่า ไม่มีปัญหา ไม่ติดขัด ปกปิดไม่ยอมรับแม้แต่จำนวนชีวิตที่สูญเสียนี่เป็นเรื่องที่ประชาชนรับไม่ได้ กับลีลานักการเมืองที่พูดเรื่องการเมืองลื่นไหล แต่เมื่อต้องบริหารสถานการณ์วิกฤต มีการสูญเสียที่เห็นชัด กลับยังปกปิดโยกโย้ พูดกลับไปกลับมานายกฯ บอกจะอยู่จนน้ำลด สถานการณ์คลี่คลาย แต่สักพักบอกจะไปๆ มาๆ แสดงถึงความไม่จริงใจ ไม่รับผิดชอบคำพูดของคนระดับนายกรัฐมนตรีนี่คือภัยธรรมชาติ ที่ไม่มีใครคาดหวังว่ารัฐบาลจะทำได้ดีร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ประชาชนอยากเห็นภาพรัฐบาลที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ การสั่งอพยพล่วงหน้า การช่วยเหลือเยียวยา การยอมรับความผิดพลาด การนำเสนอแนวทางแก้ปัญหา ไม่ใช่การปัดความรับผิดชอบแบบที่ทำอยู่5. รัฐบาลนี้มากันด้วยผลประโยชน์ชั่วคราวระยะสั้น ไม่คาดคิดถึงการทำงานระยะยาวเมื่อเกิดปัญหาภัยพิบัติ จึงใช้วิถีการเมืองอย่างสั้นๆ เพื่อเอาตัวรอดทุกคนใช้บทบาทนี้ เพราะกลัวว่าการยอมรับจะส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงจึงยืนกรานด้วยนโยบาย “ไม่ให้ความจริง ไม่ยอมรับ ไม่ขอโทษ“ อย่างที่นายภราดรกระทำซึ่งผิดวิสัยนักการเมืองที่ต้องตอบคำถามสื่อ ถึงวิกฤตสำคัญที่มีความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนมากมายการปิดไมค์ลุกหนีแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า“รัฐบาลมาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เตรียมฐานเสียงในระยะ 4 เดือน ไปเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ได้อำนาจกลับมาเท่านั้น“ปัญหาวิกฤตแบบนี้ ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดนี่เป็น “วิกฤตของพรรคภูมิใจไทย“ อย่างแท้จริงพรรคที่พร้อมทุกอย่างทั้งโอกาส จำนวน ส.ส. ที่มาสังกัด อีกทั้งกระสุนไม่จำกัดแสดงลีลาทางการเมืองที่ก้าวกระโดดพร้อมเป็นพรรคใหญ่ เป็นแกนนำในการเลือกตั้งสมัยหน้าโดยมี นายกฯ อนุทิน สานตำแหน่งกุมอำนาจต่ออีกสมัยแต่กลับต้องเผชิญ ”วิกฤตศรัทธา“ ที่ถาโถมมาอย่างไม่ตั้งตัว ด้วยการบริหารจัดการ “น้ำท่วมหาดใหญ่” ที่ล้มเหลวแต่ถือเป็นสิ่งดีที่ประชาชนได้เห็นเสียก่อนว่าพรรคภูมิใจไทยไม่พร้อมจะเป็นแกนนำรัฐบาล วุฒิภาวะของบรรดาเหล่าสมาชิกพรรค รวมถึงรัฐมนตรีเมื่อเจอกับวิกฤตกลายเป็น ”ก้อนหิน“ ไม่สามารถทำอะไรได้ความซวยมันมาเยือนพรรคภูมิใจไทย และ นายกฯ อนุทิน ด้วยภาพความจริงที่เปิดเผย อย่างกับน้ำที่ไหลบ่าท่วมหาดใหญ่โดยไม่รู้ตัวรัฐบาล 4 เดือน จึงเป็น “ทุกขลาภ” ที่ปฏิบัติการดูด ส.ส. เพื่อเป็นรัฐบาลต่อในสมัยหน้าต้องล้มครืนเซ่นวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ด้วยประการฉะนี้


Posted

in

by

Tags: