“ดีอี”ยกระดับเตือนภัยฉุกเฉิน มาตรฐานสากลทั่วถึงทุกพื้นที่

ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยังถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างที่รู้ว่า ภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น คงไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดได้….ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ยังถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างที่รู้ว่า ภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น คงไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดได้ แต่เราสามารถเตรียมพร้อมภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เกิดขึ้นได้ ด้วยการมีแผนที่ชัดเจน ก็จะช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ซึ่งในเรื่องนี้ ประเทศไทยได้มีการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนา ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ Cell Broadcast ขึ้นมาเริ่มใช้งานแล้ว แต่ก็มีสิ่งที่ต้องพัฒนาให้กลายเป็นระบบหรือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้เตือนภัยช่วยเหลือประชาชนได้จริงโดยในส่วนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแล กรมอุตุนิยมวิทยา ที่จะเป็นผู้ติดตามข้อมูลสภาพอากาศนั้น“ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี บอกว่า เหตุการณ์ภัยพิบัติจะเกิดขึ้นถี่และรุนแรงมากขึ้น ด้วยสภาวะโลกร้อนและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ต้องมาคิดว่าทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถรับมือได้ดียิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาเมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นในไทยเหมือนว่าหน่วยงานต่างๆขาดแผนการรับมือและช่วยเหลือประชาชนที่มีประสิทธิภาพ โดยหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ผ่านมา ยอมรับว่าระบบการสื่อสารมีปัญหาใช้งานไม่ได้เป็นวงกว้าง จึงพยายามปรระสานหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกู้ระบบให้กลับมาใช้งานได้อย่างไรก็ตามหลังน้ำลดสิ่งที่ต้องทำคือการช่วยเหลือฟื้นฟูและเยียวยาประชาชน ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องเตรียมพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้เสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ กรมอุตุนิยมวิทยา ดำเนินความร่วมมือ กับบริษัท Tomorrow.io (TMR) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการพยากรณ์อากาศและการจัดการภัยพิบัติของประเทศ ภายใต้รูปแบบโครงการนำร่อง (Proof of Concept – POC) เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย“โครงการนำร่องดังกล่าว Tomorrow.io จะให้บริการแพลตฟอร์มและข้อมูลที่ได้จาก ดาวเทียมจำนวน 11 ดวง โดยแบ่งเป็น ดาวเทียม Microwave Sounder จำนวน 9 ดวง และดาวเทียม Radar จำนวน 2 ดวง โดยการสแกนชั้นบรรยากาศโลก เพื่อเก็บข้อมูลสภาพอากาศด้วย Microwave Sounder ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีเฉพาะ Tomorrow.io เพียงแห่งเดียวในโลก ณ ปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุดในการตรวจวัดสภาพอากาศแบบ 3 มิติ ที่มีความแม่นยำ ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ และถือเป็นมาตรฐานสูงสุดของการพยากรณ์อากาศ ซึ่งจะยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติของประเทศ ช่วยให้หน่วยงานสามารถตัดสินใจในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที” รมว.ดีอี ระบุขณะเดียวกันแพลตฟอร์มยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม สร้างเป็น % ของความมั่นใจ ซึ่งหมายถึงโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติต่างๆ ที่สามารถระบุออกมาได้ชัดเจน และแม่นยำ โดยข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาใช้เผยแพร่สู่ประชาชน เพื่อการรับรู้ เฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมรับมือ ช่วยลดผลกระทบความเสียหาย และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประชาชน“การนำร่องใช้งานแพลตฟอร์ม Tomorrow.io ถือเป็นการนำระบบการพยากรณ์สภาพอากาศอันดับหนึ่งที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ เข้ามาใช้ยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติในประเทศไทย ช่วยเพิ่มศักยภาพการเตรียมรับมือภัยพิบัติของประเทศ ให้อยู่ในมาตรฐานระดับสากล นอกจากนี้ยังได้นำเสนอโครงการวางระบบสื่อสารสำรองในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อใช้รับมือกับสภาวะวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคตด้วย”ขณะที่ ทาง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี นั้น ที่ผ่านมาก็ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังผู้ใช้บริการในโครงข่าย 4G / 5G หรือส่งเป็นข้อความ SMS สำหรับผู้ใช้โครงข่าย 3G“ณัฏฐวิทย์ สุฤทธิกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มสื่อสารไร้สาย ของ เอ็นที บอกว่า เอ็นที ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมภาครัฐ ได้เตรียมความพร้อมด้านโครงข่ายสื่อสารเพื่อรองรับการแจ้งเตือนภัยที่ขยายการครอบคลุมเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มในทุกพื้นที่ให้มากที่สุด โดยผ่านโครงข่ายต่าง ๆ แต่ก็ยังมีประชาชนที่ไม่สามารถรับข้อมูลผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลอับสัญญาณ ทาง เอ็นที จึงได้มีแผนบูรณาการระบบแจ้งเตือนภัย Cell Broadcast เข้ากับโครงข่ายบริการวิทยุคมนาคมเฉพาะกิจ DTRS (Digital Trunked Radio System) เพื่อเสริมระบบเสียงแจ้งเตือนทั่วถึงทุกพื้นที่“DTRS เป็นโครงข่ายแยกจากระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ปกติ มีความมั่นคงและเสถียรภาพสูงสำหรับการสื่อสารในภาวะฉุกเฉินและการประสานสั่งการแบบทันทีทันใด ทั้งยังเชื่อมต่อกับระบบวิทยุสื่อสารข่ายงานกระทรวงมหาดไทยซึ่งใช้ในการสื่อสารผ่านหอกระจายข่าวหมู่บ้านกว่า 60,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้สามารถขยายการแจ้งเตือนภัยเข้าถึงระดับท้องถิ่นอย่างทั่วถึง การทำงานของ DTRS จะแปลงข้อความแจ้งเตือนของ Cell Broadcast เป็นเสียงแจ้งเหตุเตือนภัยผ่านลำโพงของหอกระจายข่าวซึ่งประชาชนในพื้นที่เป้าหมายรวมถึงผู้ที่ไม่มีหรือไม่ได้พกเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตัวจะได้รับทราบ และเตรียมพร้อมรับการแจ้งเตือนภัยขั้นต่อไปได้ทันที” ณัฏฐวิทย์ สุฤทธิกุล ระบุนอกจากนี้ยังเตรียมขยายการแจ้งเตือนภัยพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยมีแผนเชื่อมโยงระบบ Cell Broadcast กับระบบวิทยุติดต่อเรือเดินทะเล“BANGKOK RADIO” ซึ่งเป็นเครือข่ายสื่อสารเพื่อความปลอดภัยทางทะเลมาตรฐานสากล ผ่านคลื่นวิทยุย่านความถี่ VHF, MF, HF, CB เพื่อแจ้งเตือนสภาพอากาศและข้อมูลความปลอดภัยจากชายฝั่งไปยังเรือเดินทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย รวมถึงเป็นศูนย์ประสานงานแจ้งเหตุฉุกเฉินต่างๆ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการเฝ้าระวังและรับแจ้งอุบัติเหตุเรือประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมงโดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพเรือ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่น ๆ เป็นต้น“การเชื่อมโยง Cell Broadcast เข้ากับโครงข่าย DTRS รวมถึงวิทยุติดต่อเรือเดินทะเล เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะต่อยอดประสิทธิภาพการแจ้งเตือนภัยของประเทศให้เป็นระบบมาตรฐานสากล ยกระดับการทำงานของภาครัฐในการแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนได้รวดเร็วทุกกลุ่มทั่วประเทศ ช่วยในการจัดการสถานการณ์วิกฤต ลดความตื่นตระหนก และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ซึ่งเอ็นทีพร้อมที่จะเสริมโครงข่ายทั่วประเทศเพื่อขยายการแจ้งเตือนที่และมีเสถียรภาพในทุกสถานการณ์ภัยพิบัติ”ขณะเดียวกันในส่วนของ สำนักงาน กสทช. เตรียมเดินหน้าพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast ให้ครอบคลุมมากกว่าบนเครือข่ายมือถือ โดยในปีหน้า บอร์ด กสทช. ตั้งเป้าเชื่อมโยงสัญญาณเตือนภัยจาก ปภ. เข้าสู่สถานีวิทยุทั้ง AM และ FM กว่า 3,000 สถานีทั่วประเทศ เพื่อให้เมื่อเกิดเหตุไฟดับหรือเครือข่ายล่ม ประชาชนยังสามารถรับฟังสัญญาณเตือนภัยผ่านวิทยุได้ตามปกติทั้งหมดถือเป็นการเร่งยกระดับระบบเตือนภัยฉุกเฉินของชาติ ให้มีประสิทธิภาพตาม มาตรฐานสากล ที่สามารถใช้เตือนภัยได้ครอบคลุมประชาชนทุกพื้นที่ของประเทศจิราวัฒน์ จารุพันธ์


Posted

in

by

Tags: