โลกในยุคปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนด้วย บิ๊กดาต้า (Big Data) หรือข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งหลายๆองค์กรได้นำข้อมูลมาใช้ในการขับเคลื่อนการ…โลกในยุคปัจจุบันกำลังขับเคลื่อนด้วย บิ๊กดาต้า (Big Data) หรือข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งหลายๆองค์กรได้นำข้อมูลมาใช้ในการขับเคลื่อนการทำงานซึ่งในส่วนของภาครัฐ คือ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ บีดีไอ (BDI) เป็นหน่วยงานที่ขับข้อมูลมช่วยพัฒนาประเทศ ซึ่งล่าสุด ทาง BDI ได้ประกาศ เดินหน้าแผนงานปี 69 เผยถึง ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีรายละเอียดและโครงการที่น่าสนใจ มาฟังจาก “ธีรณี อจลากุล” ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ว่ามีแผนงานอะไรบ้างในปีหน้า“ธีรณี อจลากุล” บอกว่า ในฐานะหน่วยงานขับเคลื่อนการใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ของประเทศ ทาง BDI มีภารกิจสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับชาติ เพื่อสนับสนุนการทำงานของภาครัฐให้มีความทันสมัย เชื่อมโยง และตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัลการขับเคลื่อนดังกล่าว จึงมุ่งพัฒนาระบบกลางที่ช่วยให้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานสามารถเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการวางแผนนโยบาย ยกระดับบริการสาธารณะและสร้างนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI“ปัจจุบันทาง BDI ได้ออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มการเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดีทู) หรือ Data Integration and Intelligence Platform (D2) ซึ่งเป็นพื้นที่กลางสำหรับการเชื่อมโยงและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตร โดยข้อมูลที่เชื่อมโยงสามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง ทั้งในการพัฒนานโยบายแบบมุ่งเป้า การบริหารจัดการ และการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้วยข้อมูลและ AI อันเป็นหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ แพลตฟอร์มนี้ยังสนับสนุนให้เกิดการใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นระบบมีมาตรฐาน พร้อมยกระดับความสามารถด้านการวิเคราะห์และการตัดสินใจของภาครัฐ โดยมีแผนดำเนินในปี 68ได้แก่ การออกแบบมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน และมีแผนจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 69 และต่อขยายบริการด้านปัญญาประดิษฐ์ในปี 70”นั่นหมายความว่าในปี 70 ประเทศไทยจะมีแพลตฟอร์ม ที่เชื่อมโยงช้อมูลของหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่จะสามารถข้อมูลต่างๆ มาใช้ประโยชน์ได้อีกในหลายๆโครงการขณะเดียวกัน บิ๊กดาต้า ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศได้ ซึ่งในเรื่องนี้ ทาง “ธีรณี อจลากุล” บอกว่า ในเรื่องนี้ ได้ชูแนวคิด “Digital Wall of Resilience” ในการพัฒนากรอบสถาปัตยกรรมข้อมูลและระบบบูรณาการข้อมูลระดับชาติ เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ การเตรียมพร้อมรับมือ และการบริหารจัดการภาวะวิกฤตภายใต้หลักธรรมาภิบาลข้อมูลที่เคร่งครัด ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็นการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศสามารถเผชิญภัยคุกคามข้ามพรมแดนในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นภัยความมั่นคง ภัยธรรมชาติ ภัยเศรษฐกิจ หรือสงครามการค้า โดยใช้องค์ความรู้ด้านข้อมูลเป็นฐานสำคัญในการคาดการณ์ ติดตาม และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที“ในช่วงเกิดอุทกภัยที่ผ่านมา ทาง BDI ได้บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลการแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือจากแพลตฟอร์มภาคประชาชน 13 แหล่ง เพื่อลดความซ้ำซ้อน ตรวจสอบสถานะการปิดเคส และส่งข้อมูลให้หน่วยงานภาคีได้ทันที ทำให้ทุกหน่วยงานเห็นภาพรวมเดียวกันแบบ Real-Time และสามารถจัดการสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบ”นอกจากนี้ BDI ยังร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการเชื่อมโยงข้อมูลผู้อพยพในศูนย์พักพิง เพื่อให้การช่วยเหลือมีความแม่นยำและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น รวมถึงอยู่ระหว่างพัฒนาระบบตรวจสอบสถานที่จัดเก็บรถที่ถูกเคลื่อนย้ายจากพื้นที่น้ำท่วมร่วมกับกรมการขนส่งทางบก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเครือข่ายอาสาสมัคร เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบสถานะรถได้อย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ช่วยให้กระบวนการฟื้นฟูดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แนวคิดของ Digital Wall of Resilience จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านข้อมูล แต่เป็น “ระบบนิเวศความร่วมมือ” ที่จะช่วยให้ประเทศเผชิญความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคมได้อย่างมีทิศทางอย่างไรก็ตามอีกหนึ่งโครงการสำคัญ ที่ทาง BDI ได้เริ่มดำเนินโครงการมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็คือ โครงการ ThaiLLM ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ภาษาไทยแบบ Open Source / Open License ซึ่งทาง ผู้บริหาร ของ BDI บอกถึงความก้าวหน้าของโครงการว่า ล่าสุดได้เผยแพร่โมเดลพื้นฐานขนาด8B พารามิเตอร์ และโมเดลขนาด 30B พารามิเตอร์ ที่อัปโหลดเพิ่มเติมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาส่วนโมเดลขนาดใหญ่ที่สุดจะเปิดให้สาธารณะเข้าถึงภายในเดือน ม.ค. 69 โดยโมเดลเหล่านี้ที่พัฒนาขึ้นได้รับการฝึกด้วยข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนการพัฒนา นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศ AI ภาษาไทย ให้สามารถนำไปต่อยอดใช้งานในหลากหลายสาขา ซึ่งขณะนี้มีหลายทีมเริ่มทดลองใช้งาน และคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์รูปธรรมในเร็ว ๆ นี้แน่นอน“จุดเริ่มต้นแรกของพัฒนาที่สำคัญ คือ โมเดลเฉพาะทางด้านการแพทย์สำหรับงานคัดกรองอาการ หรือ Medical Screening ซึ่งจะเปิดตัวในช่วงต้นปี 69 พัฒนาโดยทีม ThaiLLM ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและโรงพยาบาลภาครัฐ โมเดลนี้ได้ถูกออกแบบเพื่อประเมินคัดกรองเบื้องต้น ให้คำแนะนำการดูแลตนเอง และแนะนำการพบแพทย์อย่างเหมาะสม แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวินิจฉัยโรค โดย Chatbot รุ่นต้นแบบที่ใช้โมเดลนี้คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนทดลองใช้ระหว่างเดือน เม.ย. ถึง พ.ค.69 ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งคัดกรองด้วยข้อมูลสุขภาพที่เชื่อถือได้ และแบ่งเบาภาระบุคลากรทางการแพทย์ในขั้นต้นได้ด้วย”สุดท้ายแล้วทาง ยังมีแผนงานในเรื่องการพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้าน Big Data และ AI โดยเตรียมมอบของขวัญปีใหม่ 2569 ด้วยการเปิดหลักสูตรออนไลน์ด้านปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบวิดีโอการสอนจำนวน 3 หลักสูตร เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การเรียน และการสร้างเนื้อหา พร้อมต่อยอดเป็นทักษะใหม่เพื่อการประกอบอาชีพ โดยหลักสูตรทั้งหมดจะเปิดให้เรียนฟรี ถือเป็นการยกระดับทักษะดิจิทัล เพื่อการพัฒนากำลังคนของประเทศ และขยายโอกาสการเรียนรู้อย่างทั่วถึงทั้งหมดเป็นการเดินหน้านำ “บิ๊กดาต้า” มาขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่!?!จิราวัฒน์ จารุพันธ์
ส่องแผนงาน”บีดีไอ”ปี 69 “บิ๊กดาต้า”พลิกโฉมชาติ!!
by
Tags: