“DSI” สรุปสำนวน “คดีคุก VIP จีนเทา” ส่ง “ป.ป.ช.” ดำเนินคดี ม.157 – ค้าประเวณี

“DSIจากกรณีเมื่อวันที่ 24 พ.ย. เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีความมั่นคง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรมราชทัณฑ์ ได้ร่วมกันเข้าไปด้านในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบริเวณอาคารสำนักงานผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อสอบสวนปากคำข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เรือนจำฯ รวบรวมเก็บพยานเอกสารและพยานวัตถุ ก่อนรับผลรายงานจากการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA) ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบภายในสำนวนการสืบสวนขบวนการทุจริตภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขณะที่ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีการเซ็นคำสั่งให้ข้าราชการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 6 ราย ออกจากราชการไว้ก่อน ประกอบด้วย นายมานพ ชมชื่น ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, นายไตรพล สีเขียวแก่ เลขานุการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, ผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และ 3 เจ้าหน้าที่ผู้คุมเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้นความคืบหน้าเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า ภายหลังการสอบสวนปากคำเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ และจากการสืบสวน พบข้อเท็จจริงว่าขบวนการดังกล่าวไม่ได้มีเพียงแค่ในส่วนของอดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขานุการ อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงคนกลุ่มนอกอย่างทนายชายชื่อดัง อักษรย่อ ป. จากจังหวัดสมุทรปราการรายหนึ่ง ที่เข้ามามีบทบาทกับการจัดแจง ประสานงานการเยี่ยมญาติในส่วนของผู้ต้องขังชาวจีนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจำนวนมาก และยังมีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครรายอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งหลักฐานสำคัญที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของขบวนการดังกล่าวนี้ คือ กรณีที่ทนายอักษรย่อ ป. มีปรากฏในข้อมูลทะเบียนประวัติการเยี่ยมญาติผู้ต้องขังชาวจีนและชาวไทยรวมกว่าพันราย และยังมีเส้นทางการเงินมากถึงหลักร้อยล้านบาทที่หมุนเวียนรับโอนเงินระหว่างกัน ทั้งในส่วนของทนายความ และบริษัทเอกชนบางแห่งที่จัดตั้งขึ้นมารับเงินตรงนี้ แต่ในส่วนของอดีต ผบ.เรือนจำฯ ไม่ได้ปรากฏเส้นทางการเงินรับโอนตรงเข้าบัญชีเจ้าตัวแต่อย่างใด มีเพียงเส้นทางการเงินที่โอนเข้าบัญชีเจ้าหน้าที่คนใกล้ชิดอย่างไรก็ตาม ในการสอบปากคำพยานและการรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่า อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีพฤติการณ์การเอื้อประโยชน์ให้ผู้ต้องขังจีนเทาจริง โดยเฉพาะเรื่องการเยี่ยมญาติวันอาทิตย์ ซึ่งรายละเอียดระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ไม่ได้มีกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า อำนาจของ ผบ.เรือนจำฯ จะสามารถอนุญาตให้ผู้ต้องขังเยี่ยมญาติในวันอาทิตย์ได้โดยใช้สถานที่ที่ไม่ใช่สถานที่เยี่ยมญาติรับรอง จึงทำให้ อดีต ผบ.เรือนจำฯ เข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และในกรณีที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจพบร่องรอยนิ้วมือบุคคลที่สาม และยืนยันผลคราบอสุจิ ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า อดีต ผบ.เรือนจำฯ มีการปล่อยปละให้เกิดการค้าประเวณีขึ้นในสถานที่เกิดเหตุ ในวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดราชการรายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า ล่าสุดดีเอสไอได้มีการสรุปสำนวนการสืบสวน กล่าวหาดำเนินคดีกับข้าราชการ 2 ราย คือ อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเลขานุการ อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ในฐานความผิด ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวหาเจ้าพนักงานของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จึงอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวนและวินิจฉัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 คณะพนักงานสืบสวนจึงได้ดำเนินการส่งสำนวนดังกล่าว ไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะมีกรณีพลเรือน อาทิ ผู้ต้องขังจีนเทา ทนายอักษรย่อ ป.คนดัง ร่วมสนับสนุนหรือได้รับประโยชน์จากการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ก็ให้เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ดำเนินการสืบสวนต่อไปทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ เวลา 09.00 น. นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. จะเป็นผู้แทนสำนักงาน ป.ป.ช. เดินทางเข้าพบ นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ณ ห้องประชุม ชั้น 11 อาคารกระทรวงยุติธรรม เพื่อหารือในประเด็น ดังนี้ 1.ติดตามความคืบหน้าคดีคุกวีไอพี (VIP) ที่มีเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เกี่ยวข้อง 2.ประสานความร่วมมือในการนำมาตรการ Whistle Blower (การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส) และการร่วมมือในการนำกฎหมาย Anti-Slapp Law ป้องกันการฟ้องปิดปากมาใช้บังคับ และ 3.แนวทางการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ.


Posted

in

by

Tags: