“สแกมเมอร์”ภัยที่ยังต้องระวังปี69! รวมรูปแบบหลอกลวงที่ยังนิยมใช้

ในปี 68 ที่ผ่านมาถือเป็นปี “อาชญากรรมออนไลน์” โดยเฉพาะ “สแกมเมอร์” กลายเป็นปัญหาที่สองรัฐบาล ทั้ง นายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” และ นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ต่าง…ในปี 68 ที่ผ่านมาถือเป็นปี “อาชญากรรมออนไลน์” โดยเฉพาะ “สแกมเมอร์” กลายเป็นปัญหาที่สองรัฐบาล ทั้ง นายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” และ นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ต่างต้องให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาโดยเฉพาะรัฐบาล นายกฯ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่เกิดประเด็นว่ามีนักการเมืองอาจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดคำถามในสังคมวงกว้าง จนต้องยกระดับการแก้ปัญหาเป็นวาระแห่งชาติซึ่งในปี 69 นี้ ประชาชนยังนอนใจไม่ได้ คงต้องระวังตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ด้าน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้การนำของ “ไชยชนก ชิดชอบ” ก็เดินหน้าเร่ง นโยบายการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สแกมเมอร์ อย่างเต็มที่ โดยหนึ่งในวีธีที่นำมาใช้ คือการให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ การหลอกลวงของมิจฉาชีพ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบความเสียหายจากสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุดโดยข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ ศูนย์ AOC 1441 ระบุว่า ผู้เสียหายจากสแกมเมอร์ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานที่อายุระหว่าง 20-49 ปี มากที่สุด ซึ่งมีจำนวนคดี 223,300 เคส รองลงมาเป็นกลุ่มอายุระหว่าง 50-64 ปี จำนวน 53,265 เคส ขณะที่ การหลอกลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันที่ยังนิยมใช้และพบมากที่สุดคือการส่งข้อความ SMS/LINE ปลอมแนบลิงก์กลวิธีนี้โดยอ้างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเรื่องสาธารณูปโภค เช่น กปน. กปภ. กฟภ. ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันนี้หน่วยงานของรัฐ ไม่มีการส่ง SMS /ข้อความ/อีเมล ที่มีการแนบลิงก์แล้ว โดยขอเตือนว่าอย่ากดลิงก์ที่แนบมากับข้อความโดยเด็ดขาด เพราะมิจฉาชีพอาจติดตั้งแอปฯ ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัญชีธนาคาร หรือลักลอบโอนเงินออกจากบัญชีของผู้ที่หลงเชื่อได้การปลอมเสียงโทรศัพท์/วิดีโอปลอมด้วย AI (Deepfake )มิจฉาชีพได้ใช้เทคโนโลยี AI ปลอมเสียงเป็นญาติหรือคนรู้จัก หลอกลวงยืมเงิน ให้โอนเงินช่วยเหลือด่วน หรือสร้างวีดีโอปลอม เพื่อข่มขู่หลอกลวงเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อ้างว่าผู้เสียหายพัวพันกับบัญชีม้า คดีฟอกเงิน ก่อนให้โอนเงินเพื่อเคลียร์คดี ซึ่ง AI สามารถปลอมเสียงและภาพได้เหมือนจริง เมื่อเราผชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าว ควรมีตั้งสติ คิดให้รอบคอบ ต้องสอบถามรายละเอียดเพื่อความมั่นใจ พร้อมทั้งติดต่อหน่วยงานทางการที่เชื่อถือได้เพื่อยืนยันข้อมูลให้แน่ใจ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอนหลอกลวงลงทุนเงินคริปโต/หุ้นดิจิทัลมิจฉาชีพจะใช้วิธีการอ้างอิงหน่วยงานการลงทุนที่น่าเชื่อถือ โดยมีข้อเสนอที่น่าสนใจ เพื่อชักจูงให้ลงทุน โดยในระยะแรกได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ ก่อนหลอกลวงให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้นแล้วยักยอกเงินลงทุนทั้งหมดของผู้เสียหายทั้งนี้ขอเตือนให้ผู้สนใจลงทุน ติดตามข้อมูลการลงทุนจากช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานลงทุนที่น่าเชื่อถือเท่านั้น โดยพบว่าช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ส่วนใหญ่จะเป็นช่องทางโซเชียล Facebook TikTok ซึ่งเป็นบัญชีปลอมที่ไม่ใช่ของหน่วยงานทางการสร้างโปรไฟล์ปลอมในแอปฯ โซเชียลวีธีการนี้มิจฉาชีพจะสร้างบัญชีตัวตนปลอม โดยในรายของ Romance Scam มักใช้รูปผู้ชาย/ผู้หญิง หน้าตาดี ทำทีตีสนิท ก่อนหลอกให้โอนเงิน ขณะที่ในรายของการหลอกขายสินค้า หรือหลอกให้โอนเงินจองที่พักโรงแรมนั้น มักจะสร้างบัญชีปลอมเลียนแบบบัญชีจริงของร้านค้า หรือโรงแรมที่พัก โดยผู้ที่สนใจซื้อสินค้า จองที่พัก ควรตรวจสอบข้อมูลของโรงแรมที่พัก หรือร้านค้าออนไลน์อย่างละเอียด ก่อนจะโอนเงินหรือแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลหลอกลวงทำงานหารายได้พิเศษกลวิธีนี้ มิจฉาชีพ มักจะโพสต์รับสมัครงาน รายได้ดี เป็นงานเสริม หรือ งานออนไลน์ ผ่านโซเซียลมีเดย โดยมักหลอกให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีได้ หรือไม่ก็หลอกให้เขาอบรม มีค่าประกัน ค่าธรรมเนียมก่อนเริ่มงาน ฯลฯ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.66 – 17 ธ.ค.68 ได้มีการระงับบัญชีแล้ว 229,829 บัญชี จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชนระมัดระวังการหารายได้เสริม หรือทำงานเสริมในช่วงวันหยุดยาว ที่มักใช้ข้ออ้างว่า "รายได้ดี ทำงานที่บ้านได้"หลอกลวงโอนเงินเพื่อรับรางวัลถือเป็นอีกหนึ่งกลวีธีที่มิจฉาชีพ ออนไลน์ นิยมใช้ โดยส่วนใหญ่มิจฉาชีพมักใช้การส่ง SMS แนบลิงก์ระบุข้อความ "ของขวัญปีใหม่" หรือ "ผู้โชคดี" แต่มีการให้ทำตามเงื่อนไขที่ต้องโอนเงินก่อนได้รับของรางวัล หรือ โอนเงินเป็นค่หักภาษี เมื่อเหยื่อหลงโอนให้ แต่ก็ไม่ได้รับของรางวัลจริง เปิดเฟส ติดต่อไม่ได้ โดยได้มีการระงับบัญชีแล้ว 207,902 บัญชีหลอกลวงให้กู้เงินแน่นอนว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ดี คนมีรายได้ลดลง ความต้องการกู้เงินเพิ่มขึ้น แต่ สถาบันการเงินก็เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งการที่ประชาชน หรือผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้เงินทุน จึงเป็นช่วงทาง ที่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพหลอกลวง การปล่อยเงินกู้ สินเชื่อ โดยมักอ้าง การโอนไว อนุมัติง่าย ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ ถูกหลอกลวงข้อมูลส่วนบุคคล และหลอกติดตั้งแอปฯ ดูดเงินในบัญชี เป็นต้น โดยในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 ได้มีการระงับบัญชีแล้ว 74,320 บัญชีอย่างไรก็ตาม ข้อมูล จากศูนย์ AOC 1441 ยังระบุว่า เมื่อพิจารณาช่องทางที่ใช้หลอกลวง 4 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1. Facebook จำนวน 126,672 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,810 ล้านบาท อันดับ 2. Call Center จำนวน 32,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 2,660 ล้านบาท อันดับ 3. เว็บไซต์ จำนวน 10,000 เคส มูลค่าความเสียหาย 1,710 ล้านบาท และอันดับ 4. TikTok จำนวน 8,703 เคส มูลค่าความเสียหาย 534 ล้านบาทจากข้อมูลดังกล่าว ประชาชนทุกคน จึงต้องระวังพฤติกรรมการหลอกลวงต่างๆจากสแกมเมอร์ พวกมิจฉาชีพออนไลน์ เพราะนอกจากช่องทางโทรฯเข้ามือถือ แล้ว อีกช่องทางที่มักใช้ช่องทางการหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook ,Line และ TikTok ฯลฯโดยต้องระวังไว้เสมอว่า การลงทุนใดๆ ถ้าเสนอผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือ ไม่มีหน่วยงานที่มีความน้าชื่อถือแล้ว ต้องระมัดระวังตรวจสอบให้ดีก่อน โดยติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือ สามารถติดต่อสอบถามเพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือแจ้งระงับบัญชีผ่านทางสายด่วน AOC 144 เพราะไม่เช่นนั้นจะมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเป็นกลุ่มมิจฉาชีพมาหลอกลวงได้ขณะเดียวกันขอให้ยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจซึ่งอาจทำให้ตกเป็นผู้เสียหาย สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สินได้!!!จิราวัฒน์ จารุพันธ์ภาพ pixabay.com


Posted

in

by

Tags: