Apple จับมือ 36 สายการบินทั่วโลก ใช้ฟีเจอร์ ตามหากระเป๋า ให้ใช้งานได้แล้ว

หมดยุคกระเป๋าหาย! Apple จับมือ 36 สายการบินทั่วโลก เปิดฟีเจอร์ การไปเที่ยวหรือทำงานไปต่างประเทศนั้นมีเรื่องที่กลายเป็นปัญหาปวดหัวเวลาโหลดกระเป๋าใต้ท้องเครื่องแล้วน้องกระเป๋าไม่ตามมาด้วย หรือที่เรียกว่า "Lost & Found" กำลังจะได้รับการแก้ไขให้ง่ายขึ้น ด้วยฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดใน iOS 18.2 ที่ Apple เปิดตัวออกมาเพื่อช่วยให้เราและสายการบินตามหากระเป๋าที่หายไปได้แบบ Real-timeฟีเจอร์นี้คืออะไร?ios-18-2-share-item-locationShare Item Locationฟีเจอร์นี้มีชื่อว่า "Share Item Location" (แชร์ตำแหน่งที่ตั้งสิ่งของ) ซึ่งอยู่ในแอป Find My โดยปกติแล้วเราจะเห็นตำแหน่ง AirTag แค่คนเดียว แต่ฟีเจอร์นี้อนุญาตให้เราสร้าง "ลิงก์เว็บไซต์" ชั่วคราว เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่สายการบิน (หรือใครก็ตาม) เปิดดูตำแหน่งของกระเป๋าบนแผนที่ได้ทันที โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ Apple หรือแอป Find My ก็ดูได้Apple คิดมาให้รอบคอบ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะแอบส่องตำแหน่งเราตลอดไป เพราะ ลิงก์จะ "หมดอายุอัตโนมัติ" ทันทีเมื่อเราได้กระเป๋าคืนหรือลิงก์จะตัดการทำงานเองเมื่อครบ 7 วันสำหรับคนที่อยากใช้งานนี้จะต้องมี AirTag และอุปกรณ์เสริมจากค่ายอื่นที่รองรับ Find My network เช่น Chipolo และ Pebblebee และอุปกรณ์จะต้องรองรับระบบปฏิบัติการเช่นใน iPhone (iOS 18.2), iPad (iPadOS 18.2) หรือ Mac (macOS Sequoia 15.2) ขึ้นไปairtag-on-baggage36 สายการบินพันธมิตรที่พร้อมใช้งานแล้วโดยรอบนี้ Apple ประกาศรายชื่อ 36 สายการบินชั้นนำ ที่รองรับระบบนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงสายการบินยอดฮิตที่คนไทยใช้บริการบ่อยๆ ด้วยรายชื่อสายการบินบางส่วนAsia & Pacific: Singapore Airlines, Cathay Pacific, Air India, Air New Zealand, Qantas, China AirlinesEurope: British Airways, Lufthansa, KLM, Air France, Finnair, SWISS, Turkish Airlines, Virgin AtlanticAmericas: Delta, United, American Airlines, Air Canadaและอื่นๆ อีกมากมายรวม 36 สายการบินถือเป็น Game Changer ที่คนสงสัยว่ากระเป๋านเรามาหรือไม่ เพราะปกติเวลาเราบอกเจ้าหน้าที่ว่า "กระเป๋าอยู่ตรงนี้" เราต้องเอามือถือให้เขาดู แต่ระบบนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานง่ายขึ้นมาก เพราะเห็นพิกัดในระบบของเขาเองเลย ใครมีแพลนบินไปต่างประเทศช่วงปีใหม่นี้ อย่าลืมอัปเดต iOS 18.2 และพก AirTag ไว้ให้อุ่นใจมากขึ้น แต่ประเทศไทยจะใช้เมื่อไหร่นะ!


Posted

in

by

Tags: