“หน่อไม้” อาจเป็น Superfood ในอนาคต หลังพบให้ประโยชน์แก่ร่างกายจำนวนมาก

งานวิจัยล่าสุดชี้หน่อไม้อาจเป็น Superfood แห่งอนาคต ช่วยควบคุมน้ำตาล ลดการอักเสบ เสริมสุขภาพลำไส้เมื่อพูดถึง “หน่อไม้” เราอาจนึกถึงวัสดุจากธรรมชาติ หรืออาหารหลักของหมีแพนด้ายักษ์ แต่ปัจจุบัน หน่อไม้กำลังได้รับความสนใจในวงการโภชนาการเป็นอย่างมาก หลังมีการเผยแพร่งานวิจัยด้านโภชนาการของหน่อไม้เป็นครั้งแรก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าหน่อไม้อาจมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็น Superfood (ซูเปอร์ฟู้ด) ตัวใหม่ของโลกได้ (อาหารที่มี คุณค่าทางโภชนาการสูง เมื่อเทียบกับปริมาณที่กิน)งานวิจัยแรกที่เจาะลึก “หน่อไม้” ในมุมโภชนาการนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแองเกลีย รัสกิน (Anglia Ruskin) ในสหราชอาณาจักร ได้ทำการตรวจดูงานวิจัยที่มีอยู่เกี่ยวกับหน่อไม้ ซึ่งเป็นพืชที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และเป็นอาหารในหลายประเทศแถบเอเชียมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังไม่มีใครพูดถึงคุณค่าทางโภชนาการในเชิงลึกของหน่อไม้เลยจากการวิจัยทั้งหมดพบว่าหน่อไม้เป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในการเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หากผ่านการเตรียมอย่างถูกต้อง โดยหน่อไม้มีจุดเด่นด้านโภชนาการหลายประการ ทั้งใยอาหารที่มีอยู่ในระดับปานกลาง มีไขมันต่ำ มีโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็น มีแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น โพแทสเซียมและซีลีเนียม มีวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามิน A, B6, E รวมถึงไทอามีนและไนอะซินงานวิจัยเหล่านี้ครอบคลุมทั้งการทดลองในมนุษย์ และการทดลองในห้องปฏิบัติการกับเซลล์มนุษย์ประโยชน์ต่อสุขภาพที่พบจากงานวิจัยช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและระบบเผาผลาญ – การบริโภคหน่อไม้ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ปรับปรุงสุขภาพเมตาบอลิซึม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานดีต่อระบบลำไส้และการขับถ่าย – ใยอาหารในหน่อไม้ เช่น เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน ช่วยสนับสนุนการทำงานของลำไส้และระบบขับถ่ายลดการอักเสบและเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ – งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า หน่อไม้อาจช่วยลดการอักเสบในร่างกาย และเพิ่มกิจกรรมของสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงในโรคเรื้อรังลดการเกิดสารพิษจากการปรุงอาหาร – มีรายงานว่าสารบางชนิดในหน่อไม้ สามารถยับยั้งการเกิด ฟูแรน และลดการเกิดอะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นสารพิษที่เกิดขึ้นระหว่างการทอดหรืออบอาหารได้ข้อควรระวังในการบริโภคหน่อไม้แม้หน่อไม้จะมีประโยชน์ แต่ก็มีเรื่องที่ต้องระวัง โดยเฉพาะการบริโภคหน่อไม้ดิบบางสายพันธุ์ อาจมีสาร ไซยาโนเจนิกไกลโคไซด์ที่สามารถปล่อยสารไซยาไนด์ออกมาได้ ดังนั้น การทานหน่อไม้จึงควรผ่านการแปรรูปหรือปรุงให้สุกอย่างเหมาะสมก่อนบริโภคปัจจุบันมีหน่อไม้มากกว่า 1,400 สายพันธุ์ทั่วโลก และด้วยคุณสมบัติที่เติบโตเร็ว ใช้น้ำน้อย หน่อไม้จึงถือเป็นพืชที่มีความยั่งยืนสูง อย่างไรก็ตามมีเพียงประมาณ 100 สายพันธุ์เท่านั้นที่กินได้งานวิจัยชี้ว่า แม้หน่อไม้จะมีศักยภาพในฐานะอาหารของมนุษย์ แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยังมีจำกัด โดยพบงานวิจัยของมนุษย์ที่มีคุณภาพเพียง 4 ฉบับเท่านั้น จึงยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมก่อนจะสามารถแนะนำในวงกว้างได้งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Advances in Bamboo Science : https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2773139125000898ข่าวที่เกี่ยวข้องเลื่อนปล่อยภารกิจ Ax-4 หลังพบการรั่วของออกซิเจนเหลว (LOx) ขณะตรวจสอบระบบเปิดตัว visionOS 26 พร้อมฟีเจอร์ใหม่ยกระดับ Apple Vision Proจีนเคลมยิงสัญญาณควอนตัม (Quantum Information Link) ไปแอฟริกาใต้ ทำสถิติไกลสุดในโลก 12,900 กม. CEO Samsung เสียชีวิตเรื่องใหญ่ที่ CEO คนถัดไปต้องรับศึกหนัก


Posted

in

by

Tags: