วันที่ 10 มี.ค. 69 มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ (WDT) เปิดเผยข้อมูลอีกด้านของกรณีข่าวที่กำลังเป็นกระแสในสังคม เกี่ยวกับหญิงรายหนึ่งที่ถูกเทศบาลสั่งให้นำสุนัขออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน ซึ่งก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ของ “คนรักหมาที่กำลังถูกไล่ที่” แต่ข้อเท็จจริงพบว่ามีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากกว่านั้นรายงานระบุว่า ข้อเท็จจริงอีกด้าน…ของข่าว “เทศบาลสั่งป้าเอาหมาออกภายใน 15 วัน” หลายคนเห็นข่าวแล้วอาจรู้สึกสงสาร และคิดว่าเป็นเพียงกรณีของ “คนรักหมาที่กำลังถูกไล่ที่” แต่ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ ยังมีรายละเอียดที่ประชาชนจำนวนมากอาจยังไม่ลำดับเหตุการณ์โดยสรุป• เดิมผู้เลี้ยงรายนี้ เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ไทยหลังอานจำนวน 78 ตัว บนคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง โดยใช้ พื้นที่ส่วนกลางชั้นอเนกประสงค์ของคอนโด ซึ่งควรเป็นพื้นที่พักผ่อนของลูกบ้าน มาเป็นสถานที่เลี้ยงและ เพาะพันธุ์สุนัขเพื่อจำหน่าย• ผลที่เกิดขึ้นคือ ลูกบ้านไม่สามารถใช้พื้นที่ส่วนกลางได้อีกต่อไป และต้องเผชิญกับ เสียงเห่า กลิ่น และความสกปรก จนเกิดการร้องเรียนให้หน่วยงานเข้าตรวจสอบ• เมื่อตรวจสอบพื้นที่ พบว่า มี มูลสุนัขแห้งกรังติดพื้นจำนวนมาก จนสามารถกวาดเก็บได้หลายกระสอบ สะท้อนถึงการดูแลที่ไม่เหมาะสมกับจำนวนสัตว์ที่เลี้ยงไว้• ต่อมาผู้เลี้ยงได้ทำหนังสือ ฝากสุนัขจำนวน 50 ตัวไว้กับเทศบาลเมืองปากเกร็ด เป็นหลายรอบและย้ายสุนัขที่เหลือประมาณ 28 ตัว ไปเลี้ยงต่อที่บ้านเช่าบนเกาะเกร็ด• อย่างไรก็ตาม ปัญหาเดิมก็เกิดขึ้นอีกมีการร้องเรียนจากเพื่อนบ้านเรื่อง เสียงเห่าและมูลสัตว์ที่ไม่ถูกเก็บกวาด จนเจ้าของบ้านและชุมชนรวมตัวกันร้องเรียนให้ย้ายออกสถานการณ์ปัจจุบัน• ผู้เลี้ยงยังคงเลี้ยงสุนัขอยู่ประมาณ 20 กว่าตัว และยังคง เพาะพันธุ์จำหน่าย• สุนัขที่ฝากไว้กับเทศบาลปากเกร็ด ถูกมารับกลับเพียงบางส่วน• ปัจจุบันยังคงมีสุนัข ประมาณ 44 ตัว อยู่ในความดูแลของเทศบาลในขณะที่• ผู้เลี้ยง ยังค้างชำระค่าปรับ ที่เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์เพื่อจำหน่าย• ไม่มารับสุนัขที่ฝากไว้• และมัก ติดต่อได้ยาก ทำให้เทศบาลต้องรับภาระดูแลสุนัขจำนวนมาก ทั้งที่สุนัขเหล่านี้ ไม่ใช่สุนัขจรจัด แต่เป็นสุนัขที่มีเจ้าของ ขณะเดียวกัน หากมีการสั่งให้ย้ายออกจากบ้านเช่าบนเกาะเกร็ดจริง คำถามสำคัญคือ สุนัขอีกกว่า 20 ตัวที่ยังอยู่กับเจ้าของ จะถูกพาไปไว้ที่ไหนและนี่คือคำถามที่สังคมควรร่วมกันคิด หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานปศุสัตว์ จะมีแนวทางจัดการอย่างไรกับกรณีลักษณะนี้เมื่อ• มีการ เพาะพันธุ์สุนัขเพื่อขาย• มี การร้องเรียนซ้ำหลายพื้นที่• มี การฝากสุนัขไว้กับหน่วยงานรัฐจำนวนมาก• และยังคง ไม่รับผิดชอบต่อสัตว์ของตนเอง เพราะในท้ายที่สุดแล้วสุนัขทุกตัวคือชีวิต แต่คำถามคือ ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบชีวิตเหล่านั้นอย่างแท้จริง และสังคมไทยจะมี ระบบจัดการผู้เพาะพันธุ์สัตว์ที่ไม่รับผิดชอบ อย่างไร เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำอีกขอบคุณ มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation – WDT
ความจริงอีกด้าน ป้าเลี้ยงหลังอาน 78 ตัวในคอนโด สงสารน้องหมามาก
by
Tags: