ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิด เทรนด์ใหม่กำลังแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย คือ การที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะแชร์รูปถ่ายส่วนตัวและขอให้เครื่องมือ AI สร้างภาพเลียนแบบหรือภาพประกอบ…ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิด เทรนด์ใหม่กำลังแพร่หลายในโซเชียลมีเดีย คือ การที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะแชร์รูปถ่ายส่วนตัวและขอให้เครื่องมือ AI สร้างภาพเลียนแบบหรือภาพประกอบโดยอิงจากชีวิต การงานแต่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่า “ทุกสิ่งที่ AI รู้” เกี่ยวกับตัวผู้ใช้ ที่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ภาพเคลื่อนไหวของบุคคลนั้นในที่ทำงาน กับครอบครัว หรือขณะประกอบอาชีพของตน ซึ่งเป็นเนื้อหาที่พบเห็นได้บ่อยใน Instagram, TikTok และ LinkedInวันนี้ คอลัมน์ “ชีวิตติด TECH” จะนำเสนอข้อมมูลอีกด้านหนึ่ง เกี่ยวกับการใช้ AI เจนภาพ โดยใช้รูปภาพและข้อมูลของตัวเองเนื่องจากการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่เครื่องมือ AI นั้นสามารถเอื้อประโยชน์ในการปลอมแปลงตัวตนและการโจมตีด้วยกลวิธีทางสังคม ได้ด้วยเช่นกันเทรนด์นี้แม้ว่าอาจดูสร้างสรรค์และน่าสนุกสนาน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์เตือนว่า การกระทำนี้อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และสามารถสร้างข้อความหลอกลวงส่วนบุคคลขนาดใหญ่ได้ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน!!ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้ ระบุว่า คำขอข้อมูลประเภทนี้ไม่ได้ทำงานเหมือนตัวกรองภาพทั่วไป ผู้ใช้จะอนุญาตให้เครื่องมือ AI เข้าถึงข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโปรไฟล์ของตนโดยไม่มีข้อจำกัด เพื่อให้ได้ภาพที่แม่นยำยิ่งขึ้นเนื่องจากคำสั่งนั้นฝังอยู่ในคำสั่ง “สร้างภาพเลียนแบบเกี่ยวกับฉันและงานของฉันโดยอิงจากทุกสิ่งที่คุณรู้เกี่ยวกับฉัน” (Create a caricature about me and my job based on everything you know about me.)ซึ่งนอกเหนือจากรูปภาพอ้างอิงแล้ว ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ชื่อบริษัท โลโก้บริษัท ตำแหน่งงาน เมืองที่อาศัย กิจวัตรประจำวัน งานอดิเรก และรายละเอียดครอบครัวอื่นๆ มักถูกรวมและนำมาใช้ในการสร้างเทรนด์นี้ด้วย!?!ข้อมูลแต่ละชิ้นเหล่านี้เป็นชิ้นส่วนสำคัญในการสร้างโปรไฟล์ดิจิทัลที่ละเอียดถี่ถ้วน การผสมผสานภาพ ข้อความ และบริบท จะทำให้เปิดเผยพฤติกรรม ความสัมพันธ์ สถานที่ที่ไปบ่อย และความรับผิดชอบในหน้าที่การงานซึ่งเป็นข้อมูลที่อาชญากรไซเบอร์สามารถนำไปใช้สร้างกลโกงที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นได้!!ดังนั้น การพยายามหลอกลวงที่กล่าวถึงสถานที่ทำงาน ตำแหน่งงาน หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัว จึงดูน่าเชื่อถือมากขึ้น และเพิ่มโอกาสที่เหยื่อจะเชื่อและให้ข้อมูลสำคัญหรือให้เงินแก่มิจฉาชีพ“เอเดรียน เฮีย” กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ บอกว่า ความเสี่ยงนี้เพิ่มมากเป็นพิเศษในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถึงแม้ว่าภูมิภาคนี้จะมีอัตราการใช้งาน AI สูง โดยผู้ใช้ที่เชี่ยวชาญ 78%ใช้ AI ทุกสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 72% แต่ผู้ใช้จำนวนมากยังคงขาดความรู้พื้นฐานด้านเทคนิค ทำให้เสี่ยงต่อการหลอกลวงทางสังคมและการฟิชชิงนอกจากนี้เมื่อใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้ ผู้ใช้ไม่ได้แค่แชร์ภาพสุดท้ายเท่านั้น ข้อมูลอื่นๆ เช่น ภาพต้นฉบับ ข้อความหรือคำแนะนำที่ผู้ใช้เขียน ประวัติการใช้งาน และข้อมูลทางเทคนิคบางอย่าง เช่น ไอพีแอดเดรส อุปกรณ์ หรือรูปแบบการโต้ตอบ อาจถูกจัดเก็บไว้ด้วย ขึ้นอยู่กับบริการและนโยบายความเป็นส่วนตัวโดยส่วนหนึ่งของข้อมูลนี้อาจถูกเก็บรักษาไว้เพื่อการดำเนินงานของบริการ ปรับปรุงประสิทธิภาพ หรือฝึกฝนโมเดล AI ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาไม่ได้หายไปหลังจากสร้างภาพเลียนแบบแล้ว และอาจคงอยู่นานกว่าที่ผู้ใช้จะคาดคิด“กระแสไวรัลการสร้างภาพเลียนแบบชีวิตประจำวันของเราอาจดูเหมือนเป็นเรื่องสนุกที่ไม่เป็นอันตราย แต่แท้จริงแล้วเป็นการสมัครใจให้ข้อมูลแก่อาชญากรไซเบอร์ ทุกครั้งที่ผู้ใช้ในภูมิภาคป้อนรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเองให้กับ AI เพียงเพื่อให้ได้ภาพประกอบที่ชาญฉลาด ผู้ใช้ได้มอบพิมพ์เขียวสำหรับการโจมตีวิศวกรรมสังคมที่สมบูรณ์แบบให้แก่ผู้ไม่หวังดี” เอเดรียน ระบุเอเดรียน เฮีย บอกต่อว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่การนำ AI มาใช้กำลังนำหน้าโลก แต่ความรู้ด้านเทคโนโลยียังตามไม่ทัน ภาพดิจิทัลเหล่านี้กำลังกลายเป็นแผนที่อันตราย เรากำลังให้ข้อมูลที่มิจฉาชีพต้องการเพื่อเปลี่ยนอีเมลฟิชชิงทั่วๆ ไป ให้กลายเป็นการหลอกลวงส่วนบุคคลที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น และหลบหลีกการป้องกันของผู้ใช้ที่ระมัดระวังตัวได้อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเครื่องมือเหล่านี้จะเป็นวิธีที่สนุกสนานในการทดลองสร้างสรรค์งานดิจิทัล แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ระมัดระวังมากขึ้นเมื่อเข้าร่วมในกระแสประเภทนี้ เพื่อลดความเสี่ยงด้านภัยไซเบอร์ ที่อาจเกิดขึ้นกับตัวผู้ใช้งานได้แล้วเราจะมีวีธีลดความเสี่ยง หรือ เพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเองได้อย่างไร? ทางผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้ชอแนะนำว่าหลีกเลี่ยงการป้อนข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ เช่น ชื่อเต็ม ตำแหน่งงาน บริษัท เมือง ที่อยู่ ตารางเวลา หรือกิจวัตรประจำวัน แม้ว่าจะเพื่อแค่ปรับแต่งภาพก็ตามไม่อัปโหลดรูปภาพที่มีโลโก้ เอกสารประจำตัว ป้ายทะเบียนรถ หน้าจอ อาคาร หรือองค์ประกอบใดๆ ที่อาจช่วยระบุตำแหน่งของเราหรือเชื่อมโยงตัวเรากับองค์กรได้ไม่แชร์ข้อมูลหรือรูปภาพของผู้เยาว์ หรือเปิดเผยรายละเอียดครอบครัวที่อาจนำไปใช้ในการปลอมตัวเป็นบุคคลใกล้ชิดหรือสร้างกลโกงทางอารมณ์ตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวและสิทธิ์การใช้งานของแพลตฟอร์มก่อนใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเก็บรักษาเนื้อหาและการใช้ข้อมูลเพื่อการฝึกอบรมหรือการปรับปรุงบริการเสริมความระมัดระวังด้วยการป้องกันดิจิทัลเชิงรุก ด้วยโซลูชัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากลิงก์ที่เป็นอันตราย การดาวน์โหลดที่เป็นอันตราย และเทคนิคการหลอกลวงที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็เสริมความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่ใช้สร้างและแชร์เนื้อหาเหล่านี้ด้วยอย่างที่บอกว่า เทรนด์เหล่านี้แม้จะช่วยให้สนุก ดูทันสมัย เข้ากับกระแสนิยม แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงที่ต้องระวังเมื่อใช้งานด้วยเช่นกัน!?!Cyber Daily
ชีวิตติด TECH – เทรนด์ใช้ AI สร้างภาพเลียนแบบบุคคล หนึ่งความเสี่ยงเปิดช่องทางกลโกงดิจิทัล
by
Tags: