จับหมอนวดสาวสองกระทืบหนุ่มญี่ปุ่น ฉุนคนเจ็บยกเลิกใช้บริการเพราะนึกว่าเป็นผู้หญิง

จับหมอนวด LGBTQ+ ทำร้ายนักท่องเที่ยวหนุ่มชาวญี่ปุ่น ก่อนฉกเงินหนีไป 9 พันบาท ยอมรับโมโหคนเจ็บยกเลิกใช้บริการ เพราะคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิง ตำรวจแนะให้เปิดเผยความจริงตั้งแต่ต้นลดความขัดแย้งจากกรณีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น อายุ 33 ปี ถูกหมอนวดสาวประเภทสอง ทำร้ายร่างกาย ทําลายทรัพย์สิน และถูกฉกเงินจํานวน 9,000 บาท ไปจากภายในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง พื้นที่เมืองพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ก่อนผู้ก่อเหตุจะหลบหนีหายลอยนวล เหตุเกิดวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มี.ค. นายเอ (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นสาวประเภทสอง LGBTQ+ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สภ.เมืองพัทยา พร้อมนำเงินสดจำนวน 9,000 บาท ที่หยิบไปจากห้องพักผู้เสียหาย มามอบคืนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมี ร.ต.ท.ธรรพ์ณธร กตัญญู รองสารวัตร (สอบสวน) เป็นผู้รับเรื่อง เพื่อนำเงินส่งคืนให้ผู้เสียหายนายเอ ให้การว่า หลังเห็นภาพข่าวของตนเองถูกเผยแพร่ในสื่อโซเชียล จึงเกิดความไม่สบายใจและตัดสินใจเข้ามอบตัว พร้อมนำเงินมาคืนทั้งหมด โดยอ้างว่าสาเหตุดังกล่าว เกิดจากการมีปากเสียงกับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น หลังอีกฝ่ายทราบว่า ตนเป็นสาวประเภทสอง จึงแสดงอาการตกใจและไม่ยอมจ่ายค่าเสียเวลาที่ตกลงกันไว้จำนวน 1,000 บาท จากนั้นเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ด้วยความโมโห ตนเองจึงทำลายทรัพย์สินภายในห้องพัก โดยหยิบแก้วน้ำ และไดร์เป่าผมไปทิ้งลงในชักโครก จนกลายเป็นเหตุทะเลาะวิวาทกันผู้ก่อเหตุยังยืนยันว่า เงินจำนวน 2,000 บาท ที่ผู้เสียหายระบุว่า หายไปก่อนหน้านั้น ตนไม่ได้เป็นผู้หยิบไป แต่ยอมรับว่า ในช่วงท้ายของเหตุการณ์ หลังถีบประตูกระจกเข้าไปในห้องด้วยความโกรธ เนื่องจากผู้เสียหายไม่ยอมเปิดประตูให้เข้าไปเอาของ ตนจึงหยิบเงินสดจำนวน 9,000 บาท ออกจากห้องไปด้วย ก่อนจะหลบหนีออกจากโรงแรมด้าน ร.ต.ท.ธรรพ์ณธร เปิดเผยว่า แม้ผู้ก่อเหตุจะนำเงินมาคืนแล้ว แต่เนื่องจากผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ก่อนหน้าแล้ว และพฤติการณ์เข้าข่าย “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” ซึ่งถือเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความกันได้ เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และเตรียมนำตัวส่งศาลเพื่อพิจารณาฝากขังต่อไปนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ตักเตือนผู้ก่อเหตุเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเมืองพัทยา พร้อมแนะนำว่า หากมีการติดต่อกับนักท่องเที่ยว ควรเปิดเผยข้อมูลที่เป็นจริงตั้งแต่ต้น เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่เหตุรุนแรง.


Posted

in

by

Tags: