กลายเป็นประเด็นที่คนใช้รถแห่แชร์และตั้งคำถามกันสนั่นโซเชียล เมื่อมีกระแสการนำ “น้ำมันพืช” ที่ใช้ปรุงอาหาร มาผสมกับ “น้ำมันดีเซล” เพื่อหวังลดภาระค่าใช้จ่ายในยุคน้ำมันแพง คำถามคือ… ในทางเทคนิคแล้วทำได้จริงหรือไม่? และจะมีผลกระทบต่อเครื่องยนต์ในระยะยาวอย่างไร? "คมชัดลึก" สรุปข้อมูลมาให้แล้วน้ำมันพืช vs น้ำมันดีเซล: ฝาแฝดที่ "ไม่เหมือนกัน" แม้ว่าโครงสร้างทางเคมีของน้ำมันพืชจะมีความใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล แต่นี่คือสิ่งที่เจ้าของรถต้องรู้ก่อนตัดสินใจเติมน้ำมันพืช (B100 สายบริโภค): มีความสะอาดสูงจนรับประทานได้ แต่มีความ "หนืด" และจุดเดือดสูงกว่าน้ำมันดีเซลปิโตรเลียมน้ำมันดีเซลในปั๊ม: ปัจจุบันมีการผสมไบโอดีเซล (B7, B10, B20) อยู่แล้วตามมาตรฐานกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งผ่านการแยก "ยางเหนียว" ออกเรียบร้อยทำได้จริง… แต่ไม่ใช่กับ "รถทุกคัน"จากข้อมูลเชิงเทคนิค น้ำมันพืชสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้จริง โดยเฉพาะในเครื่องยนต์ดีเซลรอบต่ำ เช่น เครื่องจักรทางการเกษตร หรือรถกระบะรุ่นเก่า ที่ระบบหัวฉีดไม่ซับซ้อน แต่มีข้อควรระวังสำคัญ ดังนี้เสี่ยงอุดตัน: น้ำมันพืชมีสารเหนียวและอาจเกิดไขได้ง่าย หากระบบกรองน้ำมันและหัวฉีดไม่รองรับ จะส่งผลให้เครื่องยนต์สะดุดและพังในที่สุดสตาร์ทติดยาก: เนื่องจากน้ำมันพืชจุดระเบิดยากกว่าดีเซลปิโตรเลียม การใช้ในเมืองที่ต้องสตาร์ทรถบ่อยๆ อาจสร้างปัญหาได้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ "ห้ามหาทำ": รถกระบะหรือรถ SUV รุ่นใหม่ที่เป็นระบบ Common Rail มีหัวฉีดที่ละเอียดมากและมีเซนเซอร์ตรวจจับสิ่งแปลกปลอม หากเติมน้ำมันพืชเข้าไป อาจทำให้ระบบหัวฉีดเสียหาย ซึ่งค่าซ่อมสูงกว่าค่าน้ำมันที่ประหยัดได้หลายเท่าตัว"คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ": หากต้องการใช้จริงๆ ควรใช้ในลักษณะการ "ผสม" เพื่อเป็นหัวเชื้อในสัดส่วนที่น้อย และต้องมั่นใจว่าเป็นน้ำมันพืชที่ไม่มีไข แต่ทางที่ดีที่สุดคือการเลือกเติมน้ำมันตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตรถยนต์ระบุไว้ในคู่มือขอบคุณภาพจาก www.kmotors.co.th สรุป: ประหยัดจริงไหม?การประหยัดน้ำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ชนิดเชื้อเพลิง" เพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ พฤติกรรมการขับขี่ และการดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ หากใช้เชื้อเพลิงผิดประเภทจนเครื่องพัง จากที่จะ "ประหยัด" อาจกลายเป็น "ประเจิด" เสียเงินก้อนโตแทน
ว่อนโซเชียลแนะทางรอดน้ำมันแพง-ปั๊มปิด เติมน้ำ “มันพืช” แทนดีเซลได้จริงหรือ?
by
Tags: