อดีตตำรวจ แฉหลังจาก “เดลีโฟกัส” ตามเกาะติดปัญหาจาก “มะพร้าวน้ำหอม” ราคาตกต่ำแบบผิดปกติ ในหลายพื้นที่จนพบ มีทุนข้ามชาติ ให้ “นอมินี” มาตั้ง “ล้ง” รับซื้อ แบบครบวงจร กระทั่งตำรวจ ปอศ. เข้าตรวจสอบจับกลุ่มทุนข้ามชาติ ในพื้นที่ จ.ราชบุรี สวมสิทธิคนไทยเข้าครอบครองธุรกิจเกษตร บิดเบือนราคารับซื้อ นอกจากปัญหาของสวนมะพร้าวน้ำหอม ยังพบว่า ผลไม้ไทย ทุเรียน ลำไย ฯลฯ ก็ถูกครอบงำเช่นเดียวกัน โดยการเข้ามาทำธุรกิจล้งทุเรียน ของทุนข้ามชาติผ่านนอมินีแบบครบวงจร ในพื้นที่ภาคตะวันออก และภาคใต้ จึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งเข้ามาตรวจสอบแก้ปัญหาจริงจังความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลางได้รับรายงานว่าปัญหาโครงสร้างธุรกิจทุเรียนไทยกำลังสั่นคลอนอย่างหนักหลังข้อมูลเชิงลึกจากหลายแหล่งสะท้อนตรงกันว่า ธุรกิจล้งรับซื้อทุเรียนเพื่อส่งออก กว่า 90%มีความเชื่อมโยงกับทุนต่างชาติ โดยเฉพาะทุนจีนผ่านโครงสร้างนอมินีคนไทยขณะที่เบื้องหลังยังถูกตั้งข้อกล่าวหารุนแรง ทั้งการทำธุรกิจของคนต่างด้าว การใช้แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายผลประโยชน์ที่อาจพัวพันเจ้าหน้าที่รัฐหลายระดับและหลายหน่วยงานที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลางได้รับข้อมูลจากอดีตผู้ประกอบการล้งท้องถิ่นในพื้นที่จ.ชุมพร ระบุว่า เดิมธุรกิจรับซื้อทุเรียนยังอยู่ในมือคนไทย โดยรับซื้อผลผลิตส่งต่อไปยังตลาดไท ก่อนส่งออกไปจีน แต่เมื่อความต้องการทุเรียนไทยในตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้นกลับพบกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาทุ่มเงินกว้านซื้อผลผลิตแบบยกสวน ผ่านตัวกลางในพื้นที่ พร้อมเสนอราคาสูงกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันได้ ในช่วงปี 2565 ล้งต่างชาติเริ่มเข้ามากว้านซื้อในราคาสูง เช่น เกรด AB สูงถึงกิโลกรัมละ 250 บาท กระตุ้นให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็วทั่วภาคใต้ แต่เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น กลับถูกกดราคารับซื้อ โดยอ้างภาวะผลผลิตล้นตลาด ทั้งที่ข้อเท็จจริง ทุเรียนไทยส่งออกสูงถึงร้อยละ 75 ไปตลาดจีน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของการส่งออกทั้งหมด“ปัจจุบันล้งที่เป็นทุนไทยแท้มีไม่ถึงร้อยละ 10 ของทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างธุรกิจส่วนใหญ่ใช้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย และใช้แรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย รวมถึงมีการนำแรงงานต่างชาติเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว เพื่อควบคุมกระบวนการรับซื้อ คัดแยก และส่งออกอย่างใกล้ชิด โดยมีการตั้งถิ่นฐานรวมกันในบางพื้นที่ของ อ.หลังสวน จ.ชุมพรขณะเดียวกัน อดีตนายตำรวจ เปิดเผยว่า เคยได้รับคำสั่งให้เข้าตรวจสอบล้งทุเรียน พบช่องโหว่ของการกระทำผิดหลายประการ ทั้งการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การประกอบธุรกิจต้องห้ามของคนต่างด้าว รวมถึงการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าและใบรับรอง GMP ซึ่งล้วนเป็นช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ในแต่ละฤดูกาล ล้งขนาดใหญ่ต้องจ่าย “ค่าส่วย” เพื่อแลกกับการดำเนินกิจการอย่างราบรื่น เฉลี่ยแห่งละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท โดยเฉพาะในจังหวัดชุมพร ปัจจุบันมีล้งขนาดใหญ่กว่า 200 แห่ง ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบส่วยสูงกว่า 400 ล้านบาทต่อฤดูกาล ถือเป็น1ในสาเหตุสำคัญทำให้หน่วยงานรัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จนสะท้อนให้เห็นปัญหาในปัจจุบันนี้สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรไทยตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบทั้งด้านราคาและอำนาจต่อรองขณะที่กลไกตลาดถูกครอบงำโดยทุนต่างชาติอย่างเบ็ดเสร็จบรรดาเกษตรกรชาวสวนผลไม้มีข้อเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์,กระทรวงเกษตรฯ,ตำรวจ ปอศ.,ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบจริงจังอย่างเข้มข้นไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างนอมินีผิดกฎหมาย,การประกอบธุรกิจชาวต่างด้าว, การใช้แรงงานผิดกฎหมาย รวมถึงเส้นทางขบวนการ “จ่ายส่วย” อย่างเป็นระบบ เชื่อว่าน่าจะมีในหลายพื้นที่ลักษณะเดียวกัน.
แฉ”ส่วยล้ง”ทุนจีน สะเทือนระบบ! นอมินี–แรงงานเถื่อน เงินสะพัดกว่า 400 ล้านบาท/ฤดูกาล จี้รัฐตรวจสอบด่วน ใกล้พังทั้งระบบ
by
Tags: