พบน้ำมันหาย จ.สุราษฎร์ฯ เพิ่มเป็น 60 ล้านลิตร พิรุธใช้เรือ 11 ลำวิ่ง 24 เที่ยว ส่อประวิงเวลา-กักตุน

MGR Online – “ดีเอสไอ” เร่งสอบคดีพิเศษ “น้ำมันล่องหน” กลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี 60 ล้านลิตร พบผิดปกติ 24 เที่ยวเรือ ส่อประวิงเวลาขนส่งพร้อมประสานข้อมูลขยายผลการใช้ไฟฟ้าเพิ่มวันนี้ (11 เม.ย.) แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีพิเศษ กรณีความผิดทางอาญาเกี่ยวข้องกับผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ที่ทำเป็นขบวนการ มีความซับซ้อนและสร้างผลกระทบต่อประชาชนหรือกระบวนการอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2569 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะยุติลง ว่า จากการขยายผลตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบข้อมูลสำคัญกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงที่พบความผิดปกติระหว่างขนส่งกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 60 ล้านลิตร จากเรือจำนวน 24 เที่ยว มีพฤติการณ์วิ่งเรือล่าช้า ประวิงเวลา หรือวิ่งเรือโดยไม่เป็นไปตามเส้นทางปกติ ซึ่งปริมาณน้ำมัน 60 ล้านลิตรดังกล่าว คือ ตัวเลขปริมาณน้ำมันล่าสุดจากที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ซึ่งเคยตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้ว่าอาจมีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตรแหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงยุติธรรม เผยว่า หากย้อนดูข้อมูลการสืบสวนในห้วงเดือน มี.ค.2569 พบว่ามีจำนวนเที่ยวเรือ 20 เที่ยวมาเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันปริมาณ 57 ล้านลิตรที่หายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี แต่ปัจจุบันนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษขยายผลจากไทม์ไลน์ วันที่ 1 มี.ค. – 31 มี.ค. เจอเพิ่มเติมเป็น 24 เที่ยวเรือ ดังนั้น ปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องจึงเพิ่มเป็น 60 ล้านลิตร ที่เข้าข่ายพฤติการณ์เป็นการประวิงเวลา ชะลอการเดินเรือ และปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมัน โดยมีวัตถุประสงค์อื่นซึ่งไม่สามารถสำแดงได้ ส่วนจะมีน้ำมันหายไปเท่าไรจากใน 60 ล้านลิตรนี้ ก็ต้องให้ทาง ศรชล. ตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีจำนวนเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้อง 11 ลำ ต้องขยายผลต่อไป ส่วนชื่อบริษัทเจ้าของเรืออยู่ระหว่างขยายผลแหล่งข่าวกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า เบื้องต้นเรือ 11 ลำ ส่วนใหญ่เป็นเรือสัญชาติไทย และวิ่งในน่านน้ำเขตกรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง ศรีราชา มาบตาพุด ก่อนลงสู่พื้นที่ภาคใต้ โดยพฤติการณ์การวิ่งของเรือนั้น เริ่มต้นด้วยการไปรับน้ำมันที่โรงกลั่นที่อยู่ในช่องอาภัณฑุปกรณ์ ซึ่งจะมีในมาบตาพุด จ.ระยอง และ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และโรงกลั่นในกรุงเทพมหานคร จากนั้นวิ่งไปยังบริษัทคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี“ทั้งนี้ ระหว่างที่เรือล่องอยู่ในน่านน้ำนั้น คือสิ่งที่ต้องไปตรวจสอบดูว่ามีความผิดปกติในเส้นทางเดินเรืออย่างไรบ้าง เพราะตามหลักการแล้ว เรือจากกรุงเทพมหานครไปยังปลายทางสุราษฎร์ธานี จะใช้เวลาวิ่งประมาณ 35-40 ชม. โดยที่ยังไม่มีเงื่อนไขอื่นอย่างหลักอุทกศาสตร์ (Hydrography) จำพวกมรสุมต่างๆ มาเป็นอุปสรรค เฉพาะกรณีเช้าวันที่ 26 มี.ค. 69 เวลา 05.00 น. หลังจากคืนวันที่ 25 มี.ค. 69 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรในวันเดียว”แหล่งข่าวกระทรวงยุติธรรม กล่าวต่อว่า คณะพนักงานสอบสวนต้องไปตรวจสอบว่าจำนวนเรือ และจำนวนเที่ยวเรือที่มีการวิ่งในน่านน้ำช่วงก่อนปรับราคาน้ำมัน คือ วันที่ 20-25 มี.ค.2569 และได้พบกับความผิดปกติ ว่าเรือที่วิ่งลอยตัวอยู่ในน่านน้ำช่วงนั้น ประมาณ 24 เที่ยว (11 ลำ) มีการยืดระยะเวลาการเดินเรือออกไป 1-3 วัน ซึ่งปกติแล้วเรือ 1 ลำ เฉลี่ยบรรทุกขนส่งน้ำมัน 2-3 ล้านลิตร ฉะนั้น หากต้นทางและปลายทางเหลือปริมาณน้ำมันไม่เท่ากันกับที่ระบุในใบขนส่ง ก็ต้องตรวจสอบว่าเกิดจากเหตุใด เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามีการเล็ดลอดของน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างทางหรือไม่ นอกจากนี้ ต้องย้อนไล่ตรวจสอบตัวเลขการขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทาง โดยเฉพาะเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการขนส่งน้ำมันได้วิ่งตามเส้นทางเดินเรือปกติหรือไม่ เป็นต้น เพราะเส้นทางต่างๆ หน่วยงานเกี่ยวข้องจะมีข้อมูลอยู่แล้วแหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยต่อว่า สำหรับความผิดปกติอีกหนึ่งอย่างที่พบคือบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ใน จ.สุราษฎร์ธานี มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นหลังประกาศปรับราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 26-27 มี.ค. 69 นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของบริษัท , คลังน้ำมัน , สถานีบริการน้ำมัน ในจังหวัดปทุมธานี , ระยอง และสมุทรสาคร ที่พบอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น เพราะการใช้ไฟฟ้ามันคือแรงดันในการสร้าง ไม่เว้นแม้แต่สถานีให้บริการน้ำมัน ทุกครั้งที่กดหนึ่งหัวจ่าย ก็คิดเป็น 7 บาท จึงต้องมีการใช้ไฟฟ้าอยู่แล้วwebsite : mgronline.comfacebook : MGRonlineLivetwitter : @MGROnlineLiveinstagram : mgronlineline : MGROnlineyoutube : MGR Online VDO


Posted

in

by

Tags: