จากยุคที่โค้ชต้องทำงานภายใต้ระบบของสโมสร วันนี้เชลซีกำลังยอมเปลี่ยนหลายอย่าง เพื่อให้ “ชาบี อลอนโซ่” กลายเป็นผู้นำโปรเจกต์ใหม่จริง ๆแม้จะเพิ่งผิดหวังจากการพ่ายในนัดชิงเอฟเอ คัพ แต่บรรยากาศของแฟนเชลซีกลับดูเต็มไปด้วยความหวังอีกครั้ง หลังสโมสรประกาศอย่างเป็นทางการว่า “ชาบี อลอนโซ่” จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของทัพสิงห์บลูส์ในซีซั่นหน้าแต่สิ่งที่หลายคนสนใจ ไม่ใช่แค่ชื่อของอลอนโซ่คือครั้งนี้ เชลซีแต่งตั้งเขาในตำแหน่ง “Manager” หรือผู้จัดการทีม ไม่ใช่ “Head Coach” แบบกุนซือส่วนใหญ่ในยุคทีมผู้บริหารชุดนี้ซึ่งอาจฟังดูเป็นแค่รายละเอียดเล็ก ๆแต่ในโลกฟุตบอลจริง ๆ แล้ว คำสองคำนี้ต่างกันมาก โดยเฉพาะในเรื่อง “อำนาจการตัดสินใจ”ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชลซีเปลี่ยนโค้ชมาแล้วหลายคน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ กุนซือส่วนใหญ่ในยุคของท็อดด์ โบห์ลี มักถูกเรียกว่า “Head Coach” มากกว่า “Manager”ซึ่งในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ คำสองคำนี้อาจดูคล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้ว “อำนาจ” ต่างกันมากเฮดโค้ชมีหน้าที่หลักคือคุมทีม วางแทคติก และฝึกซ้อมแต่ผู้จัดการทีม หรือ Manager คือคนที่มีบทบาทกว้างกว่านั้น เขามีสิทธิ์มีเสียงในเรื่องการสร้างทีม การซื้อขายนักเตะ การจัดการห้องแต่งตัว รวมถึงทิศทางฟุตบอลของสโมสรทั้งหมดและนั่นคือสิ่งที่เชลซีกำลังมอบให้ “ชาบี อลอนโซ่”แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ถึงเชลซีจะมอบอำนาจให้ซาบี อลอนโซ่มากขึ้น แต่เขาก็ยังต้องทำงานร่วมกับ “ทีมบริหารฟุตบอล” ขนาดใหญ่ของสโมสรอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็น พอล วินสแตนลีย์,ลอเรนซ์ สจ๊วต,โจ ชิลด์ส รวมถึงกลุ่มผู้บริหารของ BlueCo ที่ยังมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ของสโมสรพูดง่าย ๆ คือ อลอนโซ่ไม่ได้เข้ามาเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จแบบยุคเซอร์อเล็กซ์หรือเวนเกอร์แต่เชลซีกำลังพยายามสร้าง “จุดสมดุลใหม่” ระหว่างฟุตบอลยุค modern ownership กับการให้กุนซือมี อำนาจมากขึ้นต่างจากโค้ชหลายคนก่อนหน้านี้ ที่ดูเหมือนต้องทำงาน “ภายใต้ระบบ” มากกว่าเป็นคนกำหนดทิศทางของระบบเองอลอนโซ่จะยังต้องประชุม ต้องแชร์ไอเดีย และต้องตัดสินใจร่วมกับผู้บริหารหลายฝ่ายแต่ความแตกต่างคือ ครั้งนี้ เชลซีดูเหมือนอยากให้ “เสียงของคนคุมทีม” กลับมามีน้ำหนักจริง ๆ อีกครั้งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เชลซีเลือกอลอนโซ่ เพราะพวกเขามองว่าเขาไม่ใช่แค่โค้ชเก่ง แต่คือ “ผู้นำ” ที่สามารถรีเซ็ตวัฒนธรรมของสโมสรได้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาของเชลซีไม่ใช่แค่เรื่องแทคติกในสนามแต่คือความวุ่นวายภายในทีม การเปลี่ยนโค้ชบ่อย การขาดทิศทางที่ชัดเจน และห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยนักเตะที่อายุยังน้อยจนบางครั้ง ทีมดูเหมือนยังไม่ทันสร้างตัวตนของตัวเองได้จริง ๆ ก็ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งแล้วแต่อลอนโซ่แตกต่างออกไปเขามาพร้อมโปรไฟล์ระดับสูง ทั้งในฐานะนักเตะและโค้ชในฐานะนักเตะ เขาคือคนที่เคยผ่านทั้งลิเวอร์พูล เรอัล มาดริด บาเยิร์น มิวนิค และคว้าแชมป์โลกกับสเปน ส่วนในฐานะโค้ช เขาคือคนที่พาเลเวอร์คูเซ่นสร้างฤดูกาลประวัติศาสตร์แบบไร้พ่ายสิ่งเหล่านี้ทำให้เชลซีเชื่อว่า “บารมี” ของเขาจะช่วยให้ห้องแต่งตัวกลับมาอยู่ในทิศทางเดียวกันได้มีการพูดกันว่า อลอนโซ่มีทั้งออร่าและความฉลาดทางอารมณ์สูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากสำหรับทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะดาวรุ่งราคาแพงและความคาดหวังมหาศาลแบบเชลซีที่สำคัญ เชลซีไม่ได้อยากให้เขาเป็นแค่คนคุมทีมข้างสนามพวกเขาอยากให้อลอนโซ่มีส่วนร่วมกับ “ภาพรวมของสโมสร” ตั้งแต่การเลือกนักเตะ วิธีสร้างทีม ไปจนถึงวัฒนธรรมภายใน หรือพูดง่าย ๆ คือ เชลซีกำลังมองหา “ผู้นำโปรเจกต์” มากกว่าแค่ “โค้ชคนใหม่”การรีบประกาศแต่งตั้งเขาทันทีหลังจบฤดูกาล ก็สะท้อนเรื่องนี้ชัดเจนเหมือนกัน นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนกระแสความผิดหวังของแฟนบอลแล้ว ยังเป็นการกันไม่ให้ทีมใหญ่อื่นเข้ามาแทรกแซงดีลนี้ด้วย และบางที สิ่งที่น่าสนใจที่สุด อาจไม่ใช่แค่ซาบี อลอนโซ่จะทำทีมเล่นดีขึ้นไหมแต่คือเชลซีดูเหมือนกำลังยอมเปลี่ยน “วิธีบริหารสโมสร” เพื่อเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เพราะหากจะย้อนไปจริง ๆ คนที่ทัพสิงห์บลูส์ตั้งให้เป็นผู้จัดการทีม ต้องย้อนไปปี 2013 ที่เป็นโชเซ่ มูรินโญ่ โน่นเลยและบางครั้ง สิ่งที่ทีมใหญ่ต้องการ อาจไม่ใช่แค่โค้ชเก่ง แต่คือคนที่ทุกคนในสโมสร “พร้อมจะเดินตาม”ข่าวที่เกี่ยวข้อง"อลอนโซ่" เปิดใจ นั่งแท่นกุนซือคนใหม่เชลซี หลังตกลงเซ็น 4 ปี สื่อสเปนเผย "อลอนโซ่" ชี้เรอัล มาดริด ให้อำนาจนักเตะมากเกินไป อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ในรอบ13ปี! ทำไมเชลซีถึงยอมให้ “อำนาจ” กับชาบี อลอนโซ่?ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่- Website : https://www.pptvhd36.com
ในรอบ13ปี! ทำไมเชลซีถึงยอมให้ “อำนาจ” กับชาบี อลอนโซ่?
by
Tags: