ประเด็นเครื่องออกกำลังกาย กทม. กลับมาร้อนกลางสนามเลือกตั้ง หลัง ‘ศุภณัฐ มีนชัยนันท์’ เปิดข้อมูลผลสอบและตั้งคำถาม 12 ข้อถึง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ กับ ‘ทวิดา กมลเวชช’ล่าสุด ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ออกมาชี้แจงว่า คดียังไม่จบ ผลสอบที่ถูกพูดถึงยังไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้าย และมีการส่งเรื่องกลับไปสอบเพิ่มเติมแล้วสรุปข่าวล่าสุด ปมเครื่องออกกำลังกาย กทม.ต้นทางดราม่ารอบใหม่มาจาก ‘ศุภณัฐ มีนชัยนันท์’ โพสต์ว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่ กทม. ตั้งขึ้น สอบเจ้าหน้าที่รวม 32 ราย โดย 20 รายไม่มีความผิด ส่วนอีก 12 รายผิดวินัยไม่ร้ายแรง และมีบทลงโทษตัดเงินเดือน 2% หรือประมาณ 600 บาทต่อคน ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่าโทษเบาเกินไปเมื่อเทียบกับข้อกล่าวหาเรื่องจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายแพงเกินจริงหลัง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ และ ‘ทวิดา กมลเวชช’ ชี้แจงว่าเรื่องยังไม่จบ ‘ศุภณัฐ มีนชัยนันท์’ ตั้งคำถาม 12 ข้อ โดยแกนหลักคือ คณะกรรมการสอบสวนชุดนี้ใครเป็นคนแต่งตั้ง, มีมติปรับ 600 บาทจริงหรือไม่, รายงานดังกล่าวถูกส่งให้ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ รับทราบและเห็นชอบหรือไม่ และใครเป็นคนสั่งให้สอบเพิ่มรอบหลัง ระหว่างฝ่ายผู้ว่าฯ หรือคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครอีกจุดที่ ‘ศุภณัฐ มีนชัยนันท์’ ถามหนักคือ ทำไมการสอบสวนถึงถูกพูดถึงแค่ 7 โครงการ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสงสัยเรื่องเครื่องออกกำลังกายรวม 24 โครงการ และยังมีอีก 17 โครงการที่ถูกถามว่าได้ตั้งกรรมการสอบสวนจริงหรือไม่ฝั่ง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ยืนยันว่า เรื่องนี้ยังไม่ถึงข้อยุติ และยังไม่มีการลงโทษตามที่ถูกเผยแพร่ออกมา โดยผลสอบที่พูดถึงเป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนชุดแรก เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร หรือ ก.ก. และฝ่ายบริหาร เห็นว่าโทษเบาเกินไป จึงตีกลับให้สอบสวนเพิ่มเติม‘ทวิดา กมลเวชช’ ชี้แจงไทม์ไลน์ว่า เดือน ธ.ค. 2567 คณะกรรมการสอบสวนตัดสินว่าเป็นผิดวินัยไม่ร้ายแรง, เดือน ม.ค. 2568 ผู้ว่าฯ กทม. ไม่รับผลและให้สอบเพิ่ม, เดือน เม.ย. 2568 คณะกรรมการยังยืนยันผลเดิม ก่อนเข้าสู่การพิจารณาเพิ่มเติมของอนุกรรมการวินัย และช่วง ก.พ.-มี.ค. 2569 ก.ก. เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ชัด จึงให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ระบุด้วยว่า กทม. ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจคู่ขนาน เพราะ ป.ป.ช. มีอำนาจกว้างกว่า โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ส่วน กทม. ทำได้ตามกรอบวินัยและระเบียบราชการ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ยังบอกว่า คดีนี้ทำให้ กทม. ต้องปรับระบบเสนองบประมาณใหม่ จากเดิมที่บางโครงการอาจมีรายละเอียดไม่พอ ต่อไปต้องระบุข้อมูลให้ชัด ละเอียด และรอบคอบขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่แบบเดิมประเด็นที่คนคุยกันต่อจากข่าวนี้ ไม่ใช่แค่เครื่องออกกำลังกายแพงแค่ไหน แต่คือถ้าเรื่องใหญ่ระดับนี้จบแค่คำว่า “สอบเพิ่ม” คนกรุงจะเชื่อระบบตรวจสอบของเมืองได้อย่างไร ขณะที่อีกฝั่งก็ยืนยันว่าคดียังไม่จบและต้องรอผลสอบทางการ จุดที่ทำให้ข่าวนี้พีกคือประชาชนไม่ได้อยากเห็นแค่การตีกลับสำนวน แต่อยากเห็นว่าเงินภาษีที่อาจเสียหาย ใครต้องรับผิด และจะไม่เกิดซ้ำได้อย่างไรคดีจัดซื้อของ กทม. แบบนี้ ควรรอผลสอบสวนให้ครบทุกขั้นก่อน หรือควรเปิดเอกสารและไทม์ไลน์ทั้งหมดให้ประชาชนตรวจไปพร้อมกัน
ลู่วิ่งแพง ปรับ 600 บาท หรือคดียังไม่จบ คนกรุงต้องได้คำตอบมากกว่านี้
by
Tags: