สหรัฐฯ เร่งพัฒนาโครงการอากาศยานรบร่วม (CCA) ผสาน AI คุมโดรนรบกว่า 150 ลำ แยกจัดซื้อฮาร์ดแวร์-ซอฟต์แวร์ เตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่วันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงกองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้มอบสัญญาหลายฉบับภายใต้โครงการอากาศยานรบร่วม (Collaborative Combat Aircraft หรือ CCA) เพื่อเร่งรัดการนำขีดความสามารถทางการรบขั้นสูงเข้าประจำการอย่างรวดเร็วโดยสัญญาเหล่านี้ครอบคลุมทั้งการผลิตอากาศยานในระยะที่ 1 (Increment 1) และการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมภารกิจอัตโนมัติ (Mission autonomy software)โครงการนี้ถือเป็นวิวัฒนาการขั้นต่อไปของกองทัพอากาศ โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร (Human-machine teaming) ซึ่งอากาศยานไร้คนขับเหล่านี้จะถูกนำไปบูรณาการเข้ากับเครื่องบินรบที่มีนักบิน เพื่อขยายระยะการปฏิบัติการ การรับรู้สถานการณ์ และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีความขัดแย้งการพลิกโฉมการจัดซื้อด้วยการแยกฮาร์ดแวร์ออกจากซอฟต์แวร์จุดเด่นสำคัญของโครงการนี้คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างแบบดั้งเดิม โดยกองทัพอากาศได้ใช้หลักการแยกฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ออกจากกันอย่างชัดเจน และปฏิบัติกับซอฟต์แวร์ควบคุมภารกิจเสมือนเป็นซอฟต์แวร์ที่แยกขายต่างหากแนวทางนี้ช่วยให้กองทัพมั่นใจได้ว่านักบินจะได้รับแพลตฟอร์มทางกายภาพที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับซอฟต์แวร์ที่คล่องตัวและสามารถอัปเดตได้อย่างง่ายดายด้านตัวเครื่อง (Hardware)การเร่งสร้างกำลังรบทางกายภาพ ในส่วนของการพัฒนาตัวเครื่อง กองทัพอากาศได้มอบสัญญาด้านวิศวกรรม การผลิต และการพัฒนาสำหรับ CCA ระยะที่ 1 ให้กับ 2 บริษัท ได้แก่ General Atomics สำหรับการผลิตอากาศยานรุ่น FQ-42 และบริษัท Anduril สำหรับรุ่น FQ-44การมอบสัญญาครั้งนี้ถือว่าเร็วกว่ากำหนดการถึง 4 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอากาศยานทั้งสองรุ่นผ่านข้อกำหนดด้านภารกิจที่เข้มงวดและพร้อมสำหรับการผลิตแบบเต็มรูปแบบคาดว่าโครงการนี้เตรียมจะจัดหา CCA ที่พร้อมรบให้ได้มากกว่า 150 ลำ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ และมีแผนจะนำ CCA เข้าประจำการรวมทั้งสิ้นถึงประมาณ 1,000 ลำในอนาคต โดยใช้กลยุทธ์การแข่งขันอย่างต่อเนื่องเพื่อลดต้นทุนด้านซอฟต์แวร์ (Software)การแข่งขันเพื่อความยืดหยุ่นและล้ำสมัย สำหรับซอฟต์แวร์ควบคุมภารกิจ กองทัพอากาศได้กำหนดกรอบสัญญาระยะเวลา 6 ปี ซึ่งสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้จัดจำหน่าย 6 รายที่ได้รับเลือกให้อยู่ในกลุ่มสัญญานี้ ได้แก่ Anduril, General Atomics, Lockheed Martin, Northrop Grumman, RTX Collins Aerospace และ Shield AIเพื่อเป็นการเร่งรัดการส่งมอบซอฟต์แวร์ กองทัพได้มอบสัญญาออปชันพิเศษให้แก่บริษัท 3 ราย คือ Anduril, RTX Collins Aerospace และ Shield AI ให้เข้าแข่งขันในระยะเวลา 6 เดือนแรกหลังจากนั้น กองทัพจะประเมินผลการทำงานเพื่อเข้าสู่การแข่งขันระยะที่สอง โดยคาดว่าจะสามารถเลือกผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ควบคุมภารกิจหลักสำหรับ CCA ระยะที่ 1 ได้ในช่วงฤดูร้อนปี 2027นอกจากนี้ กองทัพยังนำกลยุทธ์การจ่ายค่าตอบแทนแบบใหม่มาใช้ โดยกองทัพอากาศจะจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เต็มจำนวนก็ต่อเมื่อซอฟต์แวร์นั้นมีขีดความสามารถในการรบที่ตอบสนองความต้องการและข้อเสนอแนะของนักบินผู้ใช้งานจริงเท่านั้นสถาปัตยกรรมระบบเปิด (A-GRA)กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ กลไกสำคัญที่ทำให้แนวคิดการแยกซอฟต์แวร์ออกจากฮาร์ดแวร์ทำงานได้จริงคือ Autonomy Government Reference Architecture (A-GRA) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมระบบเปิดที่รัฐบาลเป็นเจ้าของผู้จัดจำหน่ายทุกรายจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน A-GRA อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยรับประกันว่าซอฟต์แวร์ควบคุมภารกิจจากบริษัทใดก็ตาม จะสามารถนำมาบูรณาการ อัปเดตอย่างรวดเร็ว และถ่ายโอนข้ามแพลตฟอร์มไปยังอากาศยานรุ่นต่างๆ ได้อย่างราบรื่นปัจจุบันกองทัพอากาศสหรัฐฯ กำลังเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อน อากาศยานรบร่วม (CCA) จะเปลี่ยนวิธีการที่เราแสดงพลังและสร้างความได้เปรียบด้านจำนวนในสภาพแวดล้อมที่มีความขัดแย้งสูง การส่งมอบขีดความสามารถนี้ช่วยรับประกันว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะรักษาความได้เปรียบทางยุทธวิธีที่จำเป็นต่อการป้องปราม และเอาชนะภัยคุกคามได้ในอนาคตข่าวที่เกี่ยวข้องDolby Atmos พลิกประสบการณ์เสียง สู่มิติใหม่แห่งความบันเทิงและการเล่นเกมอวสานคลิปสั้น AI Slop ? เมื่อ YouTube เปิดให้ผู้ใช้ตั้งค่าความยาวคลิปวิดีโอสั้นในหน้าฟีดAnduril เปิดโรงงาน Arsenal-1 ผลิตอากาศยานรบไร้คนขับ FURY พลิกโฉมอุตสาหกรรมกลาโหมสหรัฐเปรียบเทียบสเปค Samsung Galaxy S26 Seriesเปิดตัว Samsung Galaxy S26 Ultra สมาร์ตโฟน AI รุ่นเรือธงใหม่ล่าสุด
ทัพฟ้าสหรัฐฯ ลุยสร้างฝูงโดรนรบ AI พลิกโฉมสงครามน่านฟ้า
by
Tags: