ศึกษาได้… แต่ทำตามไม่ได้

จากฟอร์มอันร้อนแรงของทีมชาติญี่ปุ่นในเวทีฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้ายที่ผ่านมา ผมเห็นดราม่าหนึ่งเกิดขึ้นเต็มโลกโซเชียล และกลายเป็นประเด็นยอดฮิตที่แฟนบอลถกเถียงกันไม่เลิกโดยเฉพาะคำถามที่ชวนคิดแต่แอบจุกที่ว่า ระหว่าง 🇯🇵 ญี่ปุ่นได้แชมป์บอลโลก กับ 🇹🇭 ไทยได้ไปบอลโลก อันไหนจะเกิดขึ้นก่อนกัน?เรียนตามตรงแบบไม่เกรงใจใครเลยนะครับ… มันเป็นสองสิ่งที่ไม่ควรนำมาเทียบกันตั้งแต่แรกแล้วคำว่า "Japan Way" ที่เราได้ยินกันจนหูชา มันไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่มันคือการพัฒนาอย่างเป็นระบบที่ฝังรากลึกลงไปในโครงสร้างพื้นฐาน ญี่ปุ่นยอมรอผลผลิตจากอะคาเดมีเป็น 10 ปี ทำให้พวกเขากล้าประกาศว่าจะก้าวไปเป็นแชมป์โลกภายในปี 2050 และกำลังเดินไปตามแผนนั้นอย่างมั่นคงตัดภาพกลับมาที่ฟุตบอลไทย เรามักจะพูดกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ให้เอาญี่ปุ่นเป็นแบบอย่าง ให้เอาญี่ปุ่นเป็นกรณีศึกษา แล้วสุดท้ายเป็นไงครับ? ก็อย่างที่แฟนบอลเห็นกันอยู่จนชินตาคือพูดน่ะมันง่าย แต่ในความเป็นจริง ศึกษาได้… แต่จะทำตามน่ะมันไม่ได้ง่าย และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำหากลองไปดูในเจลีกบ้านเขา จะเห็นเลยว่าเขาไม่ได้บ้าคลั่งทุ่มเงินซื้อสตาร์ต่างชาติเพื่อมายกระดับทีมแบบฉาบฉวย แต่เขาใช้นักเตะสายเลือดซามูไรเป็นแกนหลัก และผลักดันให้ผู้เล่นออกไปค้าแข้งในยุโรปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้มองกลับมาที่บ้านเรา แฟนบอลไทยหลายคนเริ่มถอดใจและมองว่าฟุตบอลไทยก็คงได้แค่ระบบวนลูปอยู่แบบนี้ ในฐานะคนรักบอลไทย เราทุกคนอยากเห็นทีมชาติไทยเดินตามรอยญี่ปุ่นใจจะขาดครับ แต่โลกแห่งความจริงไม่ใช่นิยายตบตาตราบใดที่ระบบการจัดการหลังบ้านยังเป็นอยู่แบบนี้ การจะไปให้ถึงระดับนั้นแทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย สำหรับไทยในตอนนี้ แค่จะผูกขาดความยิ่งใหญ่ในอาเซียนยังเหนื่อยเลยด้วยซ้ำผมแค่อยากจะบอกว่า "หยุดเปรียบเทียบกันได้แล้วครับ"ญี่ปุ่นเขาบินไปไกลระดับโลกแล้ว ส่วนไทยเราต้องหันกลับมามองโลกในความเป็นจริง รื้อระบบหลังบ้าน และวางเป้าหมายระยะยาวให้ชัดเจนที่สำคัญที่สุดคือต้องอดทนให้เป็น ไม่ใช่พอบอลแพ้ บอลเสมอ หรือผลงานไม่ถูกใจแฟนบอลนิดหน่อย ก็เอะอะเปลี่ยนโค้ช ไล่ผู้บริหาร วนลูปกลับไปนับหนึ่งใหม่อยู่ร่ำไปแบบไม่รู้จบ#กอล์ฟเบนเทเก้


Posted

in

by

Tags: