อย่ามองข้าม! มิดฟิลด์ตัวรับตำแหน่งสำคัญที่ ลิเวอร์พูล ต้องการเสริมทัพ

ฤดูกาลเดียวที่ ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงหลังการอำลาของ ฟาบินโญ่ คือช่วงที่ ไรอัน กราเฟนแบร์ก รับบทมิดฟิลด์ตัวรับหรือผู้เล่นหมายเลข 6 ได้อย่างมีวินัย ดังนั้น สโมสรจำเป็นต้องกลับมาให้ความสำคัญกับตำแหน่งนี้อีกครั้งอย่ามองข้าม! มิดฟิลด์ตัวรับ ตำแหน่งสำคัญที่ ลิเวอร์พูล ต้องการเสริมทัพฤดูกาลเดียวที่ ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงหลังการอำลาของ ฟาบินโญ่ คือช่วงที่ ไรอัน กราเฟนแบร์ก รับบทมิดฟิลด์ตัวรับหรือผู้เล่นหมายเลข 6 ได้อย่างมีวินัย ดังนั้น สโมสรจำเป็นต้องกลับมาให้ความสำคัญกับตำแหน่งนี้อีกครั้งย้อนกลับไปในช่วงซัมเมอร์ปี 2017 ลิเวอร์พูลกำลังเตรียมสร้างทีมที่เน้นการเพรสซิ่งสูง เกมรุกดุดัน และหวังต่อยอดจากการคว้าสิทธิ์ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงแชมป์ พรีเมียร์ลีกในเวลานั้น พวกเขาคว้าตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เข้ามาเสริมแนวรุกที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แม้ทีมจะทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ "ยูซีแอล" แต่ก็จบพรีเมียร์ลีกเพียงอันดับ 4 ขณะที่ ซาลาห์ ก้าวขึ้นเป็นตำนานของสโมสร อย่างไรก็ตาม เขาเพียงคนเดียวก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดของทีมได้เช่นเดียวกับในปัจจุบัน แม้แฟนบอลจะตื่นเต้นกับข่าวการคว้าตัว ยาน ดิโอม็องเด้ กระนั้นแม้แต่คนที่ชื่นชอบฝีเท้าของเขาก็ยอมรับว่า ไม่มีใครสามารถทดแทน "บังโม" ได้เลยเมื่อ ดิโอม็องเด้ มีแนวโน้มย้ายไป ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ทัพ "หงส์แดง" ก็แทบไม่มีตัวเลือกคนไหนที่สามารถก้าวเข้ามาแทนบทบาทของ ซาลาห์ ได้ทันทีดังนั้น หากลิเวอร์พูลมีงบประมาณราว 100 ล้านปอนด์ (ราว 4,400 ล้านบาท) สำหรับการเสริมทัพ ตำแหน่งที่ควรลงทุนมากที่สุดไม่ใช่แนวรุก แต่คือ มิดฟิลด์ตัวรับ (หมายเลข 6) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สามารถยกระดับทีมได้อย่างชัดเจนและสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อระบบการเล่นทั้งทีมได้มากที่สุดเบอร์ 6 แบบไหนที่ลิเวอร์พูลต้องการก่อนหน้านี้ "เดอะ เร้ดส์" มีข่าวเชื่อมโยงกับ อดัม วอร์ตัน ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผล เพราะลิเวอร์พูลยังไม่ได้หานักเตะที่เข้ามาทดแทนการวางบอลจากแนวลึกของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อีกทั้งทีมชุดปัจจุบันยังให้น้ำหนักกับการพาบอลมากกว่าความคิดสร้างสรรค์ในการจ่ายบอลในแง่แท็กติก แนวคิดนี้ก็มีเหตุผลเช่นกัน เพราะระบบเพรสซิ่งแบบไฮบริดของ อันโดนี่ อิราโอล่า ต้องการให้มิดฟิลด์ตัวต่ำสุดอ่านเกมให้ออกว่าเมื่อไรคือจังหวะที่ทีมเริ่มเพรส และดันขึ้นไปประกบตัวคู่แข่งบทบาทดังกล่าวไม่จำเป็นต้องใช้มิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติ ขอเพียงเป็นนักเตะที่อ่านเกมได้ดี เข้าใจระบบ และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็เพียงพอไม่ว่าจะเป็นนักเตะใหม่อย่าง วอร์ตัน หรือผู้เล่นที่มีอยู่แล้วอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ลิเวอร์พูลก็สามารถใช้มิดฟิลด์ที่ไม่ได้โดดเด่นด้านเกมรับโดยตรง แต่มีคุณภาพ "ดีพอ" ในการป้องกัน เพื่อแลกกับสิ่งที่พวกเขาสร้างสรรค์ได้ยามครองบอลอย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวมีข้อจำกัด เพราะมันใช้ได้เฉพาะช่วงที่ทีมสามารถจัดระเบียบการเพรสได้อย่างเป็นระบบเท่านั้น เช่น จังหวะที่คู่แข่งเริ่มเล่นจากการเตะเปิดประตู หรือช่วงที่ครองบอลต่อเนื่องในแดนตัวเองแต่ฟุตบอลไม่ได้ดำเนินไปตามแผนเสมอ ยังมีอีกหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเสียบอลกลางเกม การบุกที่สะดุดลง การเคลียร์ลูกตั้งเตะของคู่แข่ง หรือการทุ่มเร็ว ซึ่งล้วนเป็นช่วงเวลาที่ทีมต้องพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวของมิดฟิลด์ตัวรับในการอ่านเกม ตัดเกม และรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ทันทีปัญหาคือ สถานการณ์เหล่านี้เองที่ทำให้พื้นที่บริเวณกลางสนามเปิดกว้าง และในพรีเมียร์ลีกยุคปัจจุบัน ทุกทีมต่างมีทั้งคุณภาพและศักยภาพมากพอที่จะเปลี่ยนจังหวะเหล่านี้ให้กลายเป็นประตูได้มิดฟิลด์ตัวรับที่เปลี่ยนเกมได้ทันทีปัจจุบันมีมิดฟิลด์ตัวรับเพียงไม่กี่คนในโลกที่สามารถ "ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม" และหยุดอันตรายจากสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนักเตะประเภทนี้สามารถช่วยทีมเก็บแต้มได้หลายคะแนนในแต่ละฤดูกาลด้วยคุณภาพของตัวเองโรดรี้: คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัยติดต่อกัน พร้อมกับคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ จากบทบาทดังกล่าวเดแคลน ไรซ์: เป็นกำลังสำคัญที่ยกระดับ อาร์เซน่อล จนก้าวไปคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จดังนั้น จึงต้องยกเครดิตให้ลิเวอร์พูลอย่างมากที่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2024/25 ได้ ทั้งที่พวกเขาขาดนักเตะในโปรไฟล์ของมิดฟิลด์ตัวรับแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2023รูโหว่ที่ ฟาบินโญ่ ทิ้งไว้หลังจบฤดูกาล 2017/18 ลิเวอร์พูล คว้าตัว ฟาบินโญ่ มาจาก โมนาโก ด้วยค่าตัวเบื้องต้น 39 ล้านปอนด์ (ราว 1,716 ล้านบาท) ซึ่งต้องบอกว่าคุ้มแสนคุ้มเมื่อเทียบกับผลงานที่เขาสร้างไว้กับทีมการมาถึงของเขาส่งผลอย่างชัดเจนต่อเกมรับของทีม โดยจำนวนประตูที่ลิเวอร์พูลเสียจาก "เกมสวนกลับเร็ว" ลดลงจาก 6 ประตูในฤดูกาล 2017/18 เหลือ 0 ประตูในฤดูกาล 2018/19 และเสียเพียง 1 ประตู ในฤดูกาลถัดมา ซึ่งเป็นปีที่ทีมผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกนับเป็นการเสริมทัพที่เปลี่ยนแปลงทีมอย่างแท้จริง ไม่ต่างจากการคว้าตัว อลีสซง เบ็คเกอร์ หรือ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เพราะเป็นการเซ็นสัญญาเพียงครั้งเดียวที่สามารถแก้ปัญหาใหญ่ของทีมได้แทบทั้งหมดอิทธิพลของ ฟาบินโญ่ ต่อทีมสะท้อนให้เห็นได้จากฉายาที่ เป็ป ไลจ์นเดอร์ส ตั้งให้เขาว่า "เดอะ ไลท์เฮาส์" (The Lighthouse) หรือ "ประภาคาร" ซึ่งสื่อถึงนักเตะที่คอยยืนคุมพื้นที่ ชี้นำ และสร้างความมั่นคงให้กับทีมอย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่กองกลางชาวบราซิลอำลาสโมสรในปี 2023 ลิเวอร์พูลต้องเผชิญกับปัญหาเดิมอีกครั้ง โดยฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเสียถึง 2 ประตูจากเกมสวนกลับเร็วในนัดเปิดสนามเพียงเกมเดียว แต่ถึงกระนั้น สโมสรกลับมีแนวโน้มจะเข้าสู่ฤดูกาลใหม่โดยยังไม่มีตัวแทน ฟาบินโญ่ ที่เหมาะสมอย่างแท้จริงตัวเลือกที่หมายปองถูกจับจองไปทีละรายเหตุใดลิเวอร์พูลจึงยังไม่สามารถคว้ากองกลางตัวรับระดับโลกเข้ามาร่วมทัพได้?คำตอบไม่ใช่ว่าสโมสรไม่เคยพยายาม เพราะที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลให้ความสนใจ เดแคลน ไรซ์ ตั้งแต่สมัยอยู่กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, พยายามคว้าตัว ออเรเลียง ชูอาเมนี่ ก่อนที่เจ้าตัวจะย้ายไป เรอัล มาดริด และยังเคยยื่นข้อเสนอมูลค่ากว่า 100 ล้านปอนด์ (ราว 4,400 ล้านบาท) เพื่อดึง มอยเซส ไกเซโด้ แต่สุดท้ายนักเตะเลือกย้ายไป เชลซีต่อมา วาตารุ เอ็นโดะ ถูกดึงเข้ามาในฐานะตัวเลือกเฉพาะหน้า และทำผลงานได้น่าประทับใจในฤดูกาลแรก โดยช่วงที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูลในซีซั่น 2023/24 ก็มาจากช่วงที่เขายึดตำแหน่งตัวจริงได้สำเร็จอย่างไรก็ตาม เวลาผ่านมาแล้วสองปี และด้วยวัย 32 ปี เอ็นโดะไม่ได้อยู่ในระดับที่จะรับบทตัวจริงระยะยาวอีกต่อไปขณะที่ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ก็เป็นนักเตะที่ลิเวอร์พูลชื่นชอบเช่นกัน แต่โดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ยอมจ่ายค่าตัวเป็นสถิติถึง 116 ล้านปอนด์ (ราว 5,104 ล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ "หงส์แดง" ไม่พร้อมจ่าย ดึงตัวไปร่วมทัพเรียบร้อยส่วน มาเตอุส แฟร์นันด์ส เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ "เดอะ เร้ดส์" เคยส่งทีมงานไปติดตามฟอร์ม แต่สโมสรเลือกที่จะไม่เข้าร่วมแย่งตัวกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่จ่ายเงิน 85 ล้านปอนด์ (ราว 3,740 ล้านบาท) คว้าตัวไปเสริมแกร่งเช่นเดียวกับกรณีของ ซานโดร โตนาลี่ ที่ย้ายจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ไปอยู่กับ สเปอร์ส ด้วยค่าตัว 92.5 ล้านปอนด์ (ราว 4,070 ล้านบาท) โดยลิเวอร์พูลก็ไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมแย่งตัวเช่นกัน ทั้งที่เขาเป็นอีกหนึ่งกองกลางที่มีความแข็งแกร่งทางร่างกาย และสามารถรับบทบาทมิดฟิลด์ตัวต่ำสุดได้ลิเวอร์พูล ระบุตำแหน่งนี้เป็นพื้นที่ที่ต้องเสริมทัพ โดยพวกเขาเฝ้าติดตามเป้าหมายที่เหมาะสมมาโดยตลอดในแต่ละปี แต่ด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้ เพราะทีมเลือกเก็บงบประมาณและไม่ยอมจ่ายเงินเกินงบที่ตั้งเอาไว้โดยไม่จำเป็น


Posted

in

by

Tags: