นักวิจัยเตือน ! มัลแวร์ที่ถูกเขียนด้วยวิธี Vibe Coding กำลังระบาดเกลื่อนเน็ต

มัลแวร์แบบดังกล่าวนั้นนอกจากจะสามารถสร้างในปริมาณมากได้ง่ายแล้ว ยังหลบเลี่ยงระบบตรวจแบบ Static ได้ด้วยการเขียนโค้ดผ่านทางการป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI หรือ Artificial Intelligence) จัดการให้แทน หรือที่เรียกว่าการทำ Vibe Coding นั้นเรียกได้ว่าเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะแม้แต่มือใหม่ที่ความรู้เรื่องการเขียนโค้ดยังไม่เข้าขั้น แต่มีโครงสร้างแอปพลิเคชันในหัวก็สามารถสร้างแอปได้ และแน่นอนวิธีการนี้ก็สามารถสร้างมัลแวร์ได้เช่นกันจากรายงานโดยเว็บไซต์ AOL ได้กล่าวถึงกระแสความนิยมของมัลแวร์ประเภทที่ถูกสร้างขึ้นโดยการเขียนโค้ดแบบ Vibe Coding หรือที่ทางทีมวิจัยจากบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส (Anti-Virus) ชื่อดังทั้ง 2 แห่ง อย่าง Bitdefender และ McAfee ได้ทำการนิยมว่า “Vibeware” โดยทางทีมวิจัยนั้นพบว่าในช่วงปีที่ผ่านมานั้นมีการตรวจพบมัลแวร์ประเภทดังกล่าวสูงมากขึ้น นอนจากนั้นทางทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย University College Cork (UCC) แห่งประเทศไอร์แลนด์ ได้ทำการทดลองพัฒนามัลแวร์ที่มีการบรรจุความสามารถของมัลแวร์แบบสร้างสื่อ หรือ Generative AI เพื่อช่วยในการดัดแปลงโค้ดในตัวเอง ซึ่งผลก็เป็นที่น่าพอใจ เพราะตัวมัลแวร์สามารถดัดแปลงโค้ดเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเครื่องมือรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ที่เน้นการตรวจจับแบบค่าคงที่ (Static) จำนวนมากได้เป็นอย่างดี โดยที่ตัวมัลแวร์ยังคงพฤติกรรมเหมือนกับมัลแวร์แบบทั่วไปอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงเครื่องมือตรวจจับมัลแวร์แบบ Static ตามปกติใช้รูปแบบการตรวจจับอัตลักษณ์ (Signature) และรูปแบบการทำงาน (Pattern) ของมัลแวร์ มาตรวจสอบกับฐานข้อมูล (Database) และบางตัวอาจใช้การตรวจสอบตามกฎของ YARA ซึ่งเป็นเครื่องมือแบบเปิดกว้างการพัฒนา (Open Source) ที่จะตรวจจับมัลแวร์ตามลักษณะจำเพาะของค่า Binary และค่า String ขณะที่เครื่องมือตรวจแบบ Dynamic นั้นจะทำการรันมัลแวร์บนสภาวะแวดล้อมอย่าง Sandbox เพื่อจับตามองหากิจกรรมที่ผิดปกติโดยมัลแวร์ที่ทางนักวิจัยสร้างขึ้นมานั้น เป็นมัลแวร์แบบ Shell Script สำหรับใช้ในการขโมยข้อมูลอ่อนไหวที่อยู่บนระบบปฏิบัติการ Linux ซึ่งทางทีมวิจัยได้มีการให้เครื่องมือ AI ช่วยสร้างขึ้นมาหลายตัวแบบเป็นชุด (Series) ที่มีการทำงานหลัก ๆ แบบเดิมทุกตัว ซึ่งผลในการหลบเลี่ยงการตรวจจับของเครื่องมือตรวจนั้นก็ทำได้ด้วยดี แม้แต่เครื่องมือตรวจจับที่ใช้วิธีการตรวจจับตามกฎของ YARA นั้นก็ไม่สามารถตรวจสอบได้อีกด้วย ซึ่งการสร้างมัลแวร์นั้นทางทีมวิจัยก็กล่าวว่าใช้คำสั่ง (Prompt) หลัก ๆ แค่ 2 ตัวเท่านั้น และเครื่องมือ AI ที่ทางทีมวิจัยนำเข้ามาใช้งานนั้นก็เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้ฟรี ทั้งยังสามารถเช่าใช้งานในระดับสูงได้ทั่วไปอย่าง Cursor ที่ ณ ขณะเวลาที่ทดลองนั้นตัวเครื่องมือชิ้นนี้ไม่ได้มีการปฏิเสธในการทำตามคำสั่งเพื่อสร้างมัลแวร์ให้กับทีมงานแต่อย่างใดความสำเร็จของการทดลองดังกล่าวนั้นสร้างความกังวลใจให้กับนักวิจัยด้านภัยไซเบอร์จากหลายแห่ง เช่น ทางทีมวิจัยของ UCC เองได้กล่าวว่าความง่ายในการสร้างมัลแวร์ด้วย AI นั้นเรียกได้ว่าลดกำแพง (Barrier) ในการสร้างมัลแวร์ใหม่ ๆ ให้กับทางแฮกเกอร์ ทั้งการที่เครื่องมือ AI ที่ให้ใช้งานได้ทั่วไปนั้นบางตัวมีระบบการป้องกัน (Guardrail) ในการปฏิเสธการสร้างมัลแวร์หรือทำตามคำสั่งอันตรายที่แย่ ก็มีส่วนในนี้ด้วย และ นักวิจัยจากบริษัท ProjectDiscovery ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาเครื่องมือรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แบบ Open Source ก็ได้กล่าวอีกว่า ด้วยเทคโนโลยี AI ทำให้แฮกเกอร์สามารถสร้าง AI ที่มีลักษณะจำเพาะ (Unique) ได้มากมายหลากแบบหลายตัวในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ผู้พัฒนาเครื่องมือต่อต้านมัลแวร์เหล่านี้จำเป็นต้องหันเหทิศทางจากการตรวจจับแบบดั้งเดิม มาใช้การตรวจจับแบบอิงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงได้ลื่นไหล (Dynamic Behaviour) และนำเอา AI เข้ามาช่วยในการนี้ด้วย➤ Website : https://www.thaiware.com➤ Facebook : https://www.facebook.com/thaiware➤ Twitter : https://www.twitter.com/thaiware➤ YouTube : https://www.youtube.com/thaiwaretv


Posted

in

by

Tags: