“สมจิตร จงจอหอ” โพสต์ข้อความสงสาร “มนัส บุญจำนงค์” จับใจถึงกับปล่อยโฮ สัญญากับน้องรัก “วันที่มึงได้อิสรภาพ กูจะรับมึงนะเติ้ล”

“สมจิตร จงจอหอ” นักชกฮีโรเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ 2028 โพสต์ข้อความ ภายหลังเข้าเยี่ยม “มนัส บุญจำนงค์” ที่เรือนจำ “เจ้าตัว” ระบาย สุดสงสาร “น้องรัก” ถึงกับปล่อยโฮแบบไม่อายใคร ประกาศลั่น “วันที่มึงได้อิสรภาพ กูจะรับมึงนะเติ้ล” พร้อมฝากข้อคิดถึงผู้ที่ทำผิดกฎหมายต้องยอมรับโทษ ขณะเดียวกันเมื่อออกมาแล้วก็ควรกลับตัวกลับใจ และได้รับโอกาสจากสังคม ย้ำ “คนทำผิด” ไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็น “คนเลวไปตลอดชีวิต”"เจ็บมาเยอะ" พ.ท.สมจิตร จงจอหอ นักชกวีรบุรุษเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ภายหลังจากเข้าเยี่ยม "เติ้ล" มนัส บุญจำนงค์ ที่ถูกตัดสินจำคุก อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร.มีเรื่องมาเล่าให้ฟังครับ อ่านจบคุณจะเห็นภาพ.เมื่อวันที่ 5 ที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปเยี่ยม มนัส บุญจำนงค์ นักชกเหรียญทองและเหรียญเงินโอลิมปิค ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของวงการมวยสากลสมัครเล่นของประเทศไทย.น้องถูกดำเนินคดีติดอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถูกตัดสิน 2 ปี 9 เดือนวันที่เข้าเยี่ยม ก่อนจะเข้าไปให้ข้างในเรือนจำ ญาติของนักโทษก็จะมารวมตัวลงทะเบียน กับเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ตอนนั้นอากาศก็กำลังร้อน เพราะเป็นเวลาเที่ยงนิด ๆ ลงทะเบียนเสร็จก็ทำตามเจ้าหน้าที่บอกคือ เอาเงินสดไปแลกคูปองเพื่อไปแลกอาหารข้างใน จะได้กินข้าวร่วมกันกับนักโทษ เพราะวันนี้เป็นวันเยี่ยมนักโทษใกล้ชิด.หลังจากนั้นก็นำสิ่งของที่มีค่ามาเก็บไว้ในตู้เก๊ะของตัวเอง ต่อจากนั้นเข้าแถว ชาย 1 แถว หญิง 1 แถว แล้วเดินมาเปลี่ยนรองเท้าแตะที่จากเรือนจำพิเศษฯ เตรียมไว้ให้ แถวชายเดินเข้าไปทีละแถว ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจค้นตัวอย่างละเอียดอีกรอบนึง ตรวจเสร็จเสียงประตูบานใหญ่เปิดดังปัง เจ้าหน้าที่สั่งให้ญาติเดินตรงไปที่ศาลาเยี่ยมญาติ (ตอนนั้นเวลาไกล้จะบ่ายโมงแล้วอากาศข้างในมันร้อนอบอ้าว เพราะว่ากำแพงเรือนจำมันสูงลมมันไม่สามารถพัดผ่านช่องกำแพงมาได้เลย).ผมก็ตามแถวไปเรื่อยระหว่างเดินไปก็มีคนมองแปลก ๆสงสัย ๆ จนผมเดินเข้ามาในบริเวณที่นักโทษนั่งรอญาติ สิ่งที่เห็นก็คือ บางคนก็วิ่งเข้าโผมากอดกัน บางคนก็ร้องให้ตอนเห็นหน้ากัน ซึ่งบริเวณตรงนั้นคนก็เยอะนักโทษก็เยอะนั่งรวมกันตามโต๊ะต่าง ๆ ที่จองเอาไว้อากาศก็ร้อนเสียงคนก็พูดคุยกันเสียงดังจอแจ ตามประสาคนไม่เจอกันนาน พัดลม ก็หลายตัวแต่ก็สู้อากาศข้างในไม่ได้จริง ๆ.และแล้ว น้องมนัสก็หันมาเห็นผม ผมก็เดินมาถึงโต๊ะหินอ่อนที่น้องนั่งพอดี ผมอ้าแขนไปกอดน้อง แล้วน้องก็มากอดผม แล้วน้องก็น้ำตาไหลออกมา นี่มันคือน้ำตาของลูกผู้ชาย เป็นน้ำตาแห่งความเสียใจ น้ำตาแห่งความเศร้าและน้ำตาแห่งความดีใจที่ได้เจอพี่ขายคนนี้ ที่ชื่อสมจิตร จงจอหอ.ผมพยายามเบือนหน้าหนีไม่ให้น้องเห็นใบหน้าของผมที่มันครุ่นคิด ที่มันสงสาร ที่มันเห็นใจ ที่ได้เห็นสภาพน้องตอนนี้ ผมก็เลยนั่งมองรอบๆตัวคิดอะไรไปเรื่อยเพื่อให้มนัสพูดคุยกับครอบครัวของเขา.ผมเหลือบไปมองโต๊ะซ้ายมือนักโทษมีแฟนและครอบครัวมาเยี่ยม นักโทษคนนั้นนั่งกุมมือแฟนไม่ปล่อยแฟนป้อนข้าวให้กันอย่างมีความสุข ผมก็ไปสังเกตุโต๊ะตรงหน้า นักโทษน้องเป็น ( แอลจีบีทีคิว) มีพ่อแม่มาเยี่ยม พ่อนั่งบนรถเข็นแม่ยังเดินไหวแต่อายุประมาณ 65-70 ปี นี่แหละที่เขาบอกว่า การติดคุกไม่ได้ติดแค่คนเดียว ครอบครัว คนที่รักก็ติดด้วย เพราะคนเหล่านั้นเขาก็เป็นทุกข์กับนักโทษด้วยเช่นกัน.สายตาผมไปสะดุดคู่รักอีกคู่นึงครับ.คู่นี้หอมแก้ม หอมหน้าผากพูดคุย อยากออกรสออกชาติ ส่วนเวลาเยี่ยม คือ 13.00 น. ถึง 15.00 น..แต่ในเวลาเยี่ยม 2 ชั่วโมงนี้ ก็จะมีดนตรีจากเรือนจำมีการแสดงจากนักโทษข้างใน ผมเองก็ได้มอบรางวัลให้กับน้องไป 500 บาท แต่เป็นคูปองแลกอาหารนะครับช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ผมได้พูดคุยกับมนัสหลายเรื่อง น้องก็เล่าให้ฟังหลายเรื่อง ความทุกข์ยากความลำบากที่อยู่ข้างในเล่าให้ฟัง เงินที่ผมเคยฝากไปให้ไปไม่ครบจำนวนที่ฝาก (มาถึงจุดนี้ผมสตั๊นไป 5 วินาที) แล้วอุทานว่า…..เวรกรรม.ผมเลยบอกกับน้องว่าขอให้ออกมาไว ๆ แล้วพี่จะมารับนะ เวลา 15.00 น. เสียงนกหวีดจากผู้คุมก็เป่า แล้วบอกว่าหมดเวลาเยี่ยมให้นักโทษยืนแถว นับยอด วินาทีนี้ เสียงทุกคนที่คุยกันดังกว่าเสียงพัดลม มันเงียบสนิท จากเสียงที่พูดคุย หยอกล้อ มันเป็นเสียงร่ำลา ที่มีมีแต่คราบน้ำตา.บรรยากาศตอนนั้นมันวังเวงมาก มันอาลัย อาวรณ์ แววตาเหม่อลอย มนัสก็เดินเข้ามากอดผมอีกหนึ่งครั้งแล้วก็ร้องไห้.สุดท้ายแล้วผมก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวครับ ผมร้องไห้ออกมา อย่างไม่อายใครเพราะสงสารน้องจับใจ แล้วบอกกับน้องว่า……วันที่มึงได้อิสรภาพกูจะรับมึงนะเติ้ล.ผมไม่ได้อยากพูดถึง "มนัส บุญจำนงค์" เพื่อซ้ำเติมว่าเขาเคยเป็นฮีโร่ แล้ววันนี้ต้องมาอยู่ในเรือนจำ.แต่ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนว่า ชีวิตคนเรามีทั้งวันที่ขึ้นสูงและวันที่ตกต่ำ และไม่มีใครควรประมาทกับการตัดสินใจของตัวเอง.สิ่งที่เกิดขึ้นต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ผมไม่ได้บอกว่าความผิดไม่สำคัญ และไม่ได้บอกว่าอดีตที่เคยสร้างชื่อเสียงจะลบความผิดในวันนี้ได้.แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่อว่า "คนทำผิด" ไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็น "คนเลวไปตลอดชีวิต".ถ้าการติดคุกครั้งนี้จะมีคุณค่า ผมอยากให้มันเป็นเวลาที่น้องได้ทบทวนตัวเอง ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น เรียนรู้จากความผิดพลาด และเตรียมตัวกลับออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างถูกต้อง.สิ่งที่คนข้างนอกอย่างพวกเราทำได้ ไม่ใช่การไปช่วยให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่คือการช่วยกันหาทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้น้องได้รับสิทธิที่พึงมี และถ้ามีช่องทางตามกฎหมายที่จะช่วยให้ออกมาได้เร็วขึ้น เราก็ควรช่วยกันดำเนินการอย่างเต็มที่.ผมอยากพาน้องกลับออกมา ไม่ใช่เพราะมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้น.แต่อยากพากลับมาเพื่อให้โอกาสเขาได้แก้ไขสิ่งที่ผิด สร้างชีวิตใหม่ และพิสูจน์ให้เห็นว่า คนเราสามารถล้มได้ แต่ก็สามารถลุกขึ้นมาเป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้.อดีตเปลี่ยนไม่ได้ แต่อนาคตยังสร้างใหม่ได้เสมอ.และครั้งนี้ ผมอยากช่วยน้องเดินกลับออกมาด้วย "ทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย" ไม่ใช่ทางลัด.


Posted

in

by

Tags: