เปิดความจริงสุดจุก! จากเหตุผู้ป่วยเสียชีวิตที่ รพ.มุกดาหาร หลังรอประเมินช้า ล่าสุดหมอออกมาฉะแรง เผยคืนนั้นบุคลากร 11 คน ต้องรับมือคนไข้ทะลัก ER 35 ราย แฉตรงๆ คนไข้ไม่ฉุกเฉินแต่อยากลัดคิว มีส่วน “แย่งเวลาชีวิต” ของคนที่กำลังจะตาย!เมื่อวันที่ 16 ส.ค. เพจเฟซบุ๊ก ช่วยๆกันหน่อยนะหมอ ซึ่งเป็นเพจของหมอ ได้โพสต์ข้อความระบุว่าใช่ครับ ประชาชนทั่วไปรวมถึงหลายๆคนที่คอย comment ด่าหมอ ด่า รพ. ตามเพจต่างๆ พวกคุณก็มีส่วนฆ่าคนไข้ฉุกเฉินจริงๆเหมือนกัน — ทุกครั้งที่คุณเดินเข้าห้องฉุกเฉินทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ฉุกเฉิน แค่ขี้เกียจรอคิว OPD หรืออยากได้หมอเร็ว ๆ นอกเวลาราชการฟังดูโหดใช่มั้ยล่ะ แต่เคสที่มุกดาหารเมื่อคืนวันที่ 12 ส.ค. คือหลักฐานที่จับต้องได้ว่าคำพูดของแอดมินนี้ไม่ได้เวอร์เกินจริง**ที่มาที่ไปแบบย่อ:ผู้ป่วยชายอายุ 65 ปี มาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้องรุนแรงตอนหนึ่งทุ่ม หมอตรวจ ultrasound เบื้องต้น คัดกรองเป็นสีชมพู (ระดับ 2) ตามเกณฑ์ต้องประเมินซ้ำทุก 30 นาที แต่ในความเป็นจริงห่างไปเกือบ 1 ชั่วโมง กว่าจะรู้ตัวว่าอาการหนักคือ 3 ทุ่มกว่า อาการทรุด CT พบหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองฉีกขาด — เสียชีวิตแม้พยายามช่วยเต็มที่ ซึ่งเป็นโรคที่วินิจฉัยยาก และ อัตราการเสียชีวิตสูงอยู่แล้ว ผอ.รพ. ออกมายอมรับตรง ๆ ว่าประเมินช้ากว่ากรอบเวลา ไม่มีข้อแก้ตัว ปลัด สธ. สั่งตรวจสอบมาตรฐานเพิ่มเติมแล้วพอกระแสแรงขึ้น ก็มีอีกมุมโผล่มา — โพสต์จากคนที่ระบุว่าเป็นบุคลากรที่อยู่เวรคืนนั้น (เตือนไว้ก่อนว่าเป็นโพสต์ส่วนตัว ยังไม่ใช่แถลงการณ์ทางการ) ให้ตัวเลขที่ข่าวไม่ได้พูดถึง: เวรบ่ายวันนั้นมีหมอ EP 1 คน (เฉพาะทางเวชศาสตร์ฉุกเฉิน), หมอ intern 2 คน พยาบาล/จนท. 8 คน รวม 11 คน ต่อคนไข้ในห้องฉุกเฉินราว **35 คน** และมีการประกาศ ER Crowding แล้ว ขณะเดียวกันมีสีแดง 4 ราย พร้อมกัน — งูเห่ากัดต้องให้เซรุ่ม+ใส่ท่อ, stroke ต้องรีบให้ rtPA (ยาสลายลิ่มเลือด), เคสหัวใจหยุดเต้นต้อง CPR — ทั้งหมดนี้ก็รอไม่ได้เหมือนกันเอา 35 หารด้วย 11 คนดูเล่น ๆ — คนละ 3.2 เคส แต่ 4 ใน 35 คนกำลังจะตายพร้อมกัน ทีมต้องทุ่มกำลังไปที่ 4 เคสนั้นก่อนแทบทั้งหมด ส่วนสีชมพูที่เหลือก็ต้องรอ ไม่ใช่มักง่าย แต่ไม่มีทางเลือกอื่นในกำลังคนที่มี**และนี่คือจุดที่แอดมินอยากชี้หน้าคนอ่านตรง ๆ** ในบรรดา 35 คนที่นอนเต็ม ER คืนนั้น สพฉ. เคยให้ข้อมูลว่าทั่วประเทศกว่า **60%** ของคนไข้ ER ไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์จริง ๆ เทียบกับ NHS อังกฤษที่ 5-10%, ฝรั่งเศส 20-30% นั่นแปลว่าในคืนนั้น อาจมีคนไข้อีกหลายสิบคนในห้องเดียวกันที่ไม่จำเป็นต้องมา ER เลยด้วยซ้ำ แต่ดันมาแย่งพื้นที่ แย่งสายตา แย่งเวลาของบุคลากร 11 คนไปจากคนที่กำลังจะตายจริง ๆไม่ได้บอกว่าทุกคนผิด บางคนก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองไม่ฉุกเฉิน แต่บางคนก็รู้ทั้งรู้ว่าไม่ฉุกเฉิน แค่ ER สะดวกกว่า เปิด 24 ชม. ไม่ต้องรอคิว OPD ไม่มีใครเก็บเงินเพิ่ม ไม่มีใครไล่กลับ แล้วพอมีคนตายเพราะรอ คุณก็ comment ด่าหมอ ด่า รพ. ในเพจข่าวว่า "ทำไมไม่รีบดู"OPD เปิดแค่เวลาราชการ คนทำงานจะไปหาหมอได้ตอนไหนถ้าไม่ใช่เย็นหรือค่ำ พอ ER เป็นที่เดียวที่เปิดตลอด และไม่มีด่านคัดกรองบังคับให้ไปหาหมอปฐมภูมิก่อน ผลคือ ER กลายเป็น walk-in clinic ของทั้งประเทศโดยปริยาย — ประเทศที่ ER ไม่ล้นขนาดนี้ไม่ได้เก่งกว่าเรา เขาแค่มีระบบ "gatekeeping": อังกฤษ/สแกนดิเนเวียบังคับผ่าน GP ก่อนถึงส่งต่อ ER ได้ สหรัฐฯ ใช้ managed care ต้องขออนุมัติก่อน ไต้หวันใช้ copayment เพิ่มต้นทุนของการไป ER แบบไม่จำเป็นไทยไม่มีด่านไหนเลยสักด่าน บัตรทองไม่เก็บส่วนต่างสำหรับเคสไม่ฉุกเฉินที่มา ER (แม้ รพ.บางแห่งจะเริ่มทำแล้วแต่ก็โดนทัวร์ลงอยู่ดี) ระบบส่งต่อปฐมภูมิก็อ่อนแอ walk-in ตรงไป ER ได้เลย ไม่มีใครห้าม ไม่มีใครเสียเงินเพิ่ม สุดท้ายภาระทั้งหมดตกที่หมอกับพยาบาลไม่กี่คน ให้แบกทั้งสีแดงจริงและสีเขียวปลอมพร้อมกันทุกเวรจะเพิ่ม gatekeeping หรือ copayment ตอนนี้ก็ยาก เพราะโดนโจมตีทันทีว่า "ลิดรอนสิทธิคนจน" ทั้งที่จริง ๆ มันคือการปกป้องคนที่กำลังจะตายให้ได้คิวก่อนคนที่แค่เป็นไข้หวัด แต่ไม่มีนักการเมืองคนไหนอยากแบกป้ายนั้นไปติดหน้าผลงานตัวเอง ต่อให้มันช่วยชีวิตคนได้มากกว่าก็ตาม ส่วนประชาชนก็ไม่มีใครอยากเสียสิทธิ "ไปที่ไหนก็ได้ฟรี" ที่ตัวเองคุ้นเคยสุดท้ายเคสแบบนี้ก็จะเกิดซ้ำไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพราะหมอพยาบาลไม่เก่งพอ และก็ไม่ใช่แค่เพราะระบบอย่างเดียว — แต่เพราะทุกฝ่ายรวมทั้งคนไข้หลายคนที่ไม่ควรอยู่ใน ER ตั้งแต่แรก ต่างมีส่วนยัดคนไข้ 35 คนกับคนทำงาน 11 คนไว้ในห้องเดียวกัน จนคนไข้เสียชีวิตในที่สุด
ช็อกทั้งประเทศ! หมอทนไม่ไหวแฉคืนสลด มุกดาหาร เผยคนไข้ไม่ฉุกเฉินเบียดบังเวลาผู้ป่วยวิกฤติจนดับ!
by
Tags: