ระทึกกลางเมือง! ตร.ตาดี ช่วยเด็กเกาะท้ายรถน้ำแข็ง วิ่งไกลกว่า 10 กิโลฯ ปลอดภัยรอดหวิว

ตำรวจจราจร สภ.เมืองสกลนคร ตาดีเหลือบเห็นสิ่งผิดปกติท้ายรถขนส่งน้ำแข็ง จอดติดไฟแดงสี่แยกประตูเมือง เข้าช่วยเด็กไว้ได้อย่างปลอดภัย พบยืนแอบเกาะบันไดท้ายรถวิ่งไกลกว่า 10 กิโลเมตรจากจุดเดิม คนขับยันไม่รู้เรื่องขับผ่านหลายหมู่บ้าน โชคดีเจ้าหน้าที่สังเกตเห็นและพาพักรอโรงพัก ก่อนประสานหน่วยงานนำส่งคืนอ้อมกอดครอบครัวได้อย่างปลอดภัยเมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 17 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองสกลนคร พบเด็กยืนเกาะท้ายรถขนส่งน้ำแข็ง ขณะออกตรวจสภาพการจราจรบริเวณสี่แยกประตูเมืองสกลนคร เขตเทศบาลนครสกลนคร ก่อนเข้าช่วยเหลือเด็กไว้ได้อย่างปลอดภัย และนำตัวไปพักรอที่โรงพัก เพื่อประสานผู้ปกครองมารับกลับบ้านด.ต.จักรกริศน์ บุพศิริ ผบ.หมู่ (ป.) ปฏิบัติหน้าที่งานจราจร สภ.เมืองสกลนคร เล่าว่า ขณะออกตรวจสภาพการจราจรโดยรอบงานบวงสรวงบริเวณประตูเมืองสกลนคร พบรถขนส่งน้ำแข็งจอดอยู่บริเวณสี่แยกไฟแดง ก่อนเหลือบเห็นสิ่งผิดปกติบริเวณท้ายรถ เมื่อมองอย่างละเอียดจึงพบว่าเป็นเด็ก จึงรีบเข้าไปตรวจสอบจากการสอบถามคนขับรถ ทราบว่าไม่รู้ว่าเด็กขึ้นรถมาตั้งแต่จุดใด โดยก่อนหน้านี้ได้ไปส่งน้ำแข็งบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตสกลนคร ซึ่งห่างจากจุดพบเด็กกว่า 10 กิโลเมตร โดยเด็กอยู่ในลักษณะยืนใช้แขนเกาะบริเวณบันไดท้ายรถ และไม่มีอาการตื่นกลัวหรือพูดจาใด ๆเจ้าหน้าที่จึงพาเด็กกลับไปที่โรงพัก พร้อมจัดขนมและนมให้รับประทาน ก่อนประสานศูนย์วิทยุให้ตรวจสอบพื้นที่ที่รถจอดครั้งล่าสุด ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลเชียงเครือ สภ.ขมิ้น แต่เบื้องต้นยังไม่มีผู้ปกครองแจ้งเด็กหายต่อมาเจ้าหน้าที่ประสานบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสกลนคร เพื่อให้ช่วยติดตามหาครอบครัว ก่อนประสานเทศบาลตำบลเชียงเครือส่งเจ้าหน้าที่มารับตัวเด็ก และนำกลับไปส่งถึงครอบครัวได้อย่างปลอดภัยด้านคนขับรถขนส่งน้ำแข็งให้ข้อมูลว่า ก่อนพบเด็ก รถได้ออกจากปั๊ม ปตท.บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สกลนคร และขับมาตามเส้นทางบ้านเชียงเครือ เลียบหนองหาร ผ่าน 2-3 หมู่บ้าน เป็นระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร โดยไม่ได้จอดพักระหว่างทาง และไม่ทราบเลยว่ามีเด็กเกาะอยู่ท้ายรถเหตุการณ์ครั้งนี้นับว่าโชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสังเกตเห็นเด็กและเข้าช่วยเหลือไว้ได้ทัน ก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝัน เนื่องจากเด็กอาจพลัดตกจากรถและได้รับบาดเจ็บรุนแรงหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้


Posted

in

by

Tags: