หมอเตือน 8 วิตามิน-อาหารเสริม อย่าซื้อกินเองเด็ดขาด เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ เส้นเลือดสมองแตก ตับพัง ไตวายหมอโอ๊ค เตือน 8 วิตามิน-อาหารเสริม อย่าซื้อกินเองเด็ดขาด เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ เส้นเลือดสมองแตก ตับพัง ไตวายวิตามินและอาหารเสริมอาจดูเป็นทางลัดในการดูแลสุขภาพ แต่หากเลือกผิด กินเกินความจำเป็น หรือใช้ร่วมกับยาบางชนิด ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ใช่สุขภาพที่ดีขึ้น กลับกลายเป็นผลข้างเคียงรุนแรงตั้งแต่เลือดออกผิดปกติ ตับอักเสบ ไปจนถึงไตทำงานเสียหายนพ.ศุภฤกษ์ วิจารณาญาณ หรือ “หมอโอ๊ค DoctorSixpack” เผยแพร่คลิปเตือนผู้บริโภคเกี่ยวกับวิตามินและอาหารเสริมหลายกลุ่มที่ไม่ควรซื้อกินเองโดยขาดคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะผู้ตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่กินยาเป็นประจำสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ย้ำเช่นกันว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา จึงไม่สามารถรักษา บำบัด หรือป้องกันโรคได้ เลข อย. เป็นเพียงข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์ได้รับอนุญาตตามประเภทที่กำหนด ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าจะรักษาโรคได้ตามคำโฆษณา1. วิตามินเอ ต้องระวังเป็นพิเศษในหญิงตั้งครรภ์วิตามินเอเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการมองเห็น ภูมิคุ้มกัน และการเจริญเติบโตของเซลล์ แต่เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและสะสมในร่างกายได้ การได้รับวิตามินเอสำเร็จรูปหรือ preformed vitamin A ในปริมาณสูงเป็นเวลานานจึงอาจทำให้เกิดพิษต่อตับ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และความผิดปกติอื่น ๆหญิงตั้งครรภ์หรือกำลังวางแผนมีบุตรไม่ควรกินวิตามินเอขนาดสูงเอง เพราะการได้รับมากเกินไปอาจทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติได้ หากใช้วิตามินรวมสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ควรเลือกตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และตรวจดูฉลากเพื่อป้องกันการได้รับวิตามินเอซ้ำซ้อนจากหลายผลิตภัณฑ์ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสัมผัสแร่ใยหินควรระวังอาหารเสริมเบต้าแคโรทีนขนาดสูง งานวิจัยบางส่วนพบความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งปอดที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าต้องหลีกเลี่ยงผักผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท ฟักทอง มะละกอ และมันหวาน เพราะคำเตือนมุ่งไปที่อาหารเสริมขนาดสูง ไม่ใช่อาหารตามธรรมชาติ2. วิตามินอีขนาดสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในสมองหลายคนกินวิตามินอีเพราะหวังบำรุงผิวหรือป้องกันโรคหัวใจ แต่หลักฐานในปัจจุบันยังไม่สนับสนุนให้คนทั่วไปกินวิตามินอีขนาดสูงเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคหัวใจ ขณะเดียวกัน วิตามินอีในรูปอาหารเสริมขนาดสูงอาจลดความสามารถในการแข็งตัวของเลือดและเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกการศึกษาบางชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้วิตามินอีกับภาวะเลือดออกในสมอง หรือเส้นเลือดสมองแตก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด เช่น วาร์ฟารินและแอสไพริน จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มกินความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าอาหารที่มีวิตามินอีตามธรรมชาติเป็นอันตราย การกินถั่ว เมล็ดพืช อะโวคาโด และน้ำมันพืชในปริมาณเหมาะสมยังเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุลได้ตามปกติ3. สังกะสีไม่ใช่ยาครอบจักรวาล กินมากอาจขาดทองแดงสังกะสีมีบทบาทต่อภูมิคุ้มกัน การสมานแผล และการทำงานของเซลล์ แต่ไม่ได้แปลว่ายิ่งกินมากยิ่งดี ความต้องการโดยทั่วไปของผู้ใหญ่อยู่ที่ประมาณ 8 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 11 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ชาย ขณะที่ขีดจำกัดสูงสุดจากทุกแหล่งสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 40 มิลลิกรัมต่อวัน เว้นแต่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์การกินสังกะสีตั้งแต่ประมาณ 50 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไปติดต่อกันหลายสัปดาห์ อาจรบกวนการดูดซึมทองแดง ลดระดับไขมันดี HDL และกระทบการทำงานของภูมิคุ้มกัน ส่วนอาการที่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้น ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง เวียนศีรษะ และเบื่ออาหารผู้ที่กินอาหารหลากหลายมักได้รับสังกะสีจากหอยนางรม เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่ ถั่ว และเมล็ดพืชอยู่แล้ว หากสงสัยว่าขาดสังกะสี ควรให้แพทย์ประเมินสาเหตุแทนการเพิ่มขนาดอาหารเสริมเอง4. แคลเซียมคาร์บอเนต ไม่ใช่ทุกคนต้องกินเพื่อบำรุงกระดูกแคลเซียมคาร์บอเนตไม่ใช่สารอันตรายเมื่อใช้ถูกต้อง และเป็นแคลเซียมรูปแบบหนึ่งที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องกินอาหารเสริมแคลเซียม เพราะความต้องการขึ้นอยู่กับอายุ อาหารที่กิน ภาวะกระดูก โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่แคลเซียมคาร์บอเนตดูดซึมได้ดีเมื่อกินพร้อมอาหาร ส่วนผู้ที่มีกรดในกระเพาะต่ำอาจดูดซึมแคลเซียมซิเตรตได้ง่ายกว่า การกินครั้งละไม่มากและแบ่งตามคำแนะนำยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้นการได้รับแคลเซียมจากอาหารเสริมมากเกินไปอาจทำให้ท้องผูก รบกวนการดูดซึมแร่ธาตุหรือยาบางชนิด และอาจเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไตในบางคน ผู้มีโรคไต ประวัตินิ่ว ระดับแคลเซียมในเลือดสูง หรือกินยาประจำ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนซื้อกินเอง5. อาหารเสริมที่อ้างรักษาได้ทุกโรค ควรตั้งข้อสงสัยก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าสามารถลดเบาหวาน ความดัน ไขมัน รักษามะเร็ง หรือทำให้โรคเรื้อรังหายได้ด้วยผลิตภัณฑ์เดียว ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถโฆษณาอ้างสรรพคุณรักษาโรคได้เหมือนยาอันตรายไม่ได้มีเพียงการเสียเงิน แต่ผู้ป่วยบางรายอาจหลงเชื่อจนลดหรือหยุดยาแพทย์สั่ง ทำให้โรคกำเริบหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน หากพบคำโฆษณาอย่าง “หายขาด” “เห็นผลทันที” หรือ “ไม่ต้องพบแพทย์” ไม่ควรตัดสินใจซื้อจากรีวิวเพียงอย่างเดียวแม้ผลิตภัณฑ์จะมีเลขสารบบอาหาร ก็ต้องตรวจสอบชื่อและเลขผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับฐานข้อมูลของ อย. พร้อมดูว่าข้อความโฆษณาได้รับอนุญาตหรือไม่ เพราะเลข อย. ไม่ได้รับรองคำกล่าวอ้างเกินจริงของผู้ขาย6. อาหารเสริมผิวขาวเร่งด่วน ระวังผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐานคำโฆษณาประเภท “ขาวภายใน 7 วัน” หรือ “เปลี่ยนสีผิวอย่างรวดเร็ว” เป็นอีกจุดที่ควรระวัง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสีผิวอย่างปลอดภัยไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบแหล่งผลิต ไม่มีฉลากภาษาไทย หรือแสดงส่วนประกอบไม่ครบ อาจมีปริมาณสารไม่ตรงกับฉลากหรือมีส่วนผสมที่ไม่ได้รับอนุญาตการอ้างว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดในกลุ่มนี้ทำให้ตับพังหรือไตวายทันทีอาจเป็นการเหมารวมเกินไป แต่ผลิตภัณฑ์เถื่อนหรือปนเปื้อนสามารถก่ออันตรายรุนแรงได้จริง หากกินแล้วมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้รุนแรง บวม ปัสสาวะน้อย หรือเหนื่อยผิดปกติ ควรหยุดใช้และพบแพทย์ทันที พร้อมนำผลิตภัณฑ์ไปให้แพทย์ตรวจสอบ7. ไฟเบอร์และผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ที่ทำให้ถ่ายแรงผลิตภัณฑ์ที่กินแล้วปวดบิดหรือถ่ายทันทีอาจไม่ได้หมายความว่าร่างกายกำลัง “ขับสารพิษ” แต่อาจเกิดจากสารกระตุ้นลำไส้หรือยาระบาย หากใช้ไม่เหมาะสมอาจทำให้ท้องเสีย ขาดน้ำ และเสียสมดุลเกลือแร่ยาระบายมีหลายชนิดและบางชนิดมีประโยชน์เมื่อใช้ตามข้อบ่งชี้ จึงไม่ควรเหมารวมว่าเป็นอันตรายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยาระบายชนิดกระตุ้นไม่ควรถูกใช้ต่อเนื่องเองเพื่อดีท็อกซ์หรือลดน้ำหนัก หากต้องพึ่งยาระบายเป็นประจำ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและวางแผนหยุดอย่างเหมาะสมสำหรับอาการท้องผูกทั่วไป ควรเริ่มจากเพิ่มใยอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา แต่หากมีเลือดปนในอุจจาระ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดท้องมาก อาเจียน หรือท้องผูกเรื้อรัง ควรเข้ารับการตรวจ8. สมุนไพรดองและยาดองไม่ทราบแหล่งที่มาสมุนไพรไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะยาดองหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่มีฉลาก ไม่ระบุส่วนประกอบ ปริมาณ วิธีใช้ และผู้ผลิตอย่างชัดเจน เพราะอาจมีการปนเปื้อน ใช้วัตถุดิบผิดชนิด หรือมีสารออกฤทธิ์ที่เกิดปฏิกิริยากับยาประจำส่วนแอลกอฮอล์ในยาดองยังเพิ่มภาระต่อตับ และไม่เหมาะกับเด็ก ผู้ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคตับ โรคไต หรือผู้ที่ใช้ยาบางชนิด หากต้องการใช้สมุนไพรเพื่อรักษาอาการ ควรปรึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์ แพทย์ หรือเภสัชกรที่มีใบประกอบวิชาชีพ แทนการทดลองจากคำบอกเล่าในโซเชียลก่อนซื้อวิตามินหรืออาหารเสริม ควรถามตัวเอง 5 ข้อ1. จำเป็นจริงหรือไม่ มีผลตรวจหรือการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญว่าขาดสารอาหารนั้น หรือซื้อเพราะเห็นรีวิวและกระแสในโซเชียล2. ปริมาณรวมต่อวันเท่าไร ต้องนับรวมจากอาหาร วิตามินรวม และอาหารเสริมทุกตัว เพราะผลิตภัณฑ์หลายชนิดอาจมีสารตัวเดียวกันจนได้รับเกินโดยไม่รู้ตัว3. มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอะไรอยู่ โดยเฉพาะโรคตับ โรคไต โรคหัวใจ ภาวะเลือดออกง่าย การตั้งครรภ์ รวมถึงการใช้ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด และยาประจำอื่น ๆ4. ฉลากและแหล่งขายน่าเชื่อถือหรือไม่ ควรมีฉลากภาษาไทย เลขสารบบอาหาร ชื่อผู้ผลิต วันหมดอายุ ส่วนประกอบและคำเตือนครบถ้วน พร้อมตรวจสอบเลขกับฐานข้อมูลของ อย.5. โฆษณาเกินจริงหรือไม่ หากอ้างรักษาได้หลายโรค เห็นผลรวดเร็วผิดธรรมชาติ หรือชักชวนให้หยุดยาและไม่ต้องพบแพทย์ ควรหลีกเลี่ยงทันทีสรุป วิตามินไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ต้องกินให้ถูกคนและถูกขนาดคำเตือนของหมอโอ๊คไม่ได้หมายความว่าวิตามินและอาหารเสริมทุกชนิดเป็นอันตราย บางกลุ่มมีความจำเป็นจริง เช่น ผู้ที่ได้รับการตรวจพบภาวะขาดสารอาหาร ผู้ตั้งครรภ์ที่ต้องได้รับสารบางชนิด หรือผู้ป่วยที่แพทย์พิจารณาให้เสริมตามข้อบ่งชี้สิ่งที่น่ากังวลคือการซื้อกินเองหลายชนิดพร้อมกัน กินขนาดสูงต่อเนื่อง หรือเชื่อคำโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรักษาโรคได้ ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือกินอาหารให้หลากหลาย นอนหลับและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พร้อมปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มอาหารเสริม โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัวและผู้ใช้ยาเป็นประจำ
หมอเปิดลิสต์ “วิตามิน” ที่ไม่ควรซื้อกินเอง เสี่ยงตับพัง ไตวาย เส้นเลือดสมองแตก!
by
Tags: