อาถรรพ์กุนซือถาวร : ทำไม “คาร์ริค” อาจไม่ใช่คำตอบของ แมนยู

วิเคราะห์เจาะลึกบทเรียนทางแท็กติกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลัง ไมเคิ่ล คาร์ริค พาทีมบุกพ่าย ฮัลล์ ซิตี้ 0-2 ในนัดเปิดฤดูกาล 2026/27หลัง รูเบน อโมริม แยกทางกับ แมนฯ ยูไนเต็ด สโมสรตัดสินใจแต่งตั้ง ไมเคิ่ล คาร์ริค เข้ามารับหน้าที่กุนซือขัดตาทัพโดยภารกิจแรกของอดีตกองกลางรายนี้ไม่ใช่การสร้างระบบฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการฟื้นความมั่นใจให้กับนักเตะที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาย่ำแย่คาร์ริค เลือกฟุตบอลที่เรียบง่าย ลดความซับซ้อนทางแท็กติก และเน้นให้นักเตะกลับมาเล่นด้วยความมั่นใจ ผลลัพธ์ในช่วงแรกจึงออกมายอดเยี่ยมอย่างไรก็ตาม ทุกอย่างดูเหมือนกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง จนกระทั่งฤดูกาลใหม่เริ่มต้นขึ้นแมนฯ ยูไนเต็ด กลับบุกไปแพ้ ฮัลล์ ซิตี้ 0-2 ในเกมที่ถูกมองว่าเป็นการเปิดโปงปัญหาหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ช่วงฮันนีมูนของ คาร์ริคคำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า สิ่งที่เราเห็นในช่วง 17 นัดแรกคือ คาร์ริค-บอล ที่กำลังจะพาสโมสรกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่ หรือเป็นเพียงปรากฏการณ์ “บอลเปลี่ยนโค้ช” ที่ยังไม่ทันพิสูจน์ตัวเองในระยะยาว?หาคำตอบพร้อมกันกับ SIAMSPORTบทเรียนที่ แมนยู ไม่ควรลืมแฟนบอลปีศาจแดงหลายคนน่าจะจำเหตุการณ์ในปี 2019 ได้ดี เมื่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาเปลี่ยนโฉมทีมด้วยรอยยิ้มและจิตวิญญาณแบบดั้งเดิมของสโมสร ก่อนจะได้รับสัญญาถาวร และจบลงด้วยความล้มเหลวหากเรามองด้วยตัวเลขจะพบว่าผลงานในช่วง 12 นัดแรกที่ทั้งคู่เริ่มต้นคุมทัพ แมนยู นั้น โซลชา มีตัวเลขที่เหนือกว่า คาร์ริคในทุก ๆ ด้านเพราะสมัย โซลชา คุมทีมทำแต้มได้ถึง 31 คะแนน ขณะที่ คาร์ริค ทำได้ 26 คะแนน ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเฉลี่ยคะแนนต่อเกม ของ โซลชา ยังสูงถึง 2.58 ต่อ 2.17 โดยที่ทีมของ โซลชา ทำประตูได้มากกว่าและเสียประตูน้อยกว่าชัดเจนแม้จะมีข้อโต้แย้งว่าตารางการแข่งขันของ คาร์ริค นั้นหนักหนาสาหัสกว่าจากการต้องเผชิญหน้ากับทั้ง แมนซิตี้, อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์แต่ประเด็นสำคัญที่ประวัติศาสตร์พยายามตักเตือนบอร์ดบริหารโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอมาก็คือ "ความสม่ำเสมอในระยะยาวมักถูกบดบังด้วยอารมณ์ร่วมในระยะสั้นเสมอ"เควิน การ์ไซด์ หัวหน้านักข่าวกีฬาจากสื่อ i Paper ได้วิเคราะห์จุดนี้ไว้น่าสนใจมาก ๆ ว่า คาร์ริค อาจเป็นผู้จัดการทีมเพียงคนเดียวในกลุ่มบิ๊กซิกซ์ที่ "ปราศจากปรัชญาฟุตบอลที่ชัดเจนยึดเหนี่ยว"ในขณะที่เราสามารถจินตนาการโครงสร้างทีมของ มิเกล อาร์เตต้า, เอ็นโซ่ มาเรสก้า หรือแม้กระทั่ง โรเบร์โต้ เด แซร์บี ได้อย่างชัดเจนแต่เมื่อหันกลับมามอง แมนยู ในปัจจุบัน เรากลับแทบไม่รู้เลยว่าอัตลักษณ์ที่แท้จริงของ "คาร์ริค-บอล" คืออะไรกันแน่ นอกจากการเป็นฟุตบอลที่อาศัยจังหวะฉาบฉวยและการเปลี่ยนผ่านเกมรับเป็นรุกอย่างรวดเร็วทางตันของตัวเองนอกจากเกมรับที่มีปัญหาอยู่แล้ว ส่วนของเกมรุกรูปแบบการทำเกมของ คาร์ริค ก็เริ่มถูกคู่แข่งจับทางได้เมื่อ แมนยู ได้ครองบอล ระบบจะเปลี่ยนผ่านจาก 4-2-3-1 ไปเป็น 3-2-5 โดยให้ฟูลแบ็กคนหนึ่งดันสูงขึ้นไปร่วมเล่นในเกมรุก และอีกคนหุบลงมาเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวที่สามแม้ในระยะแรกมันจะดูทันสมัยสไตล์ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แต่ในปัจจุบัน คู่แข่งเรียนรู้ที่จะตั้งรับในแดนกลางแบบเหนียวแน่น ปิดกั้นช่องการจ่ายบอลผ่านแดนกลางและบีบให้ แมนยู ต้องจ่ายบอลออกด้านข้างหรือย้อนกลับไปตั้งหลักใหม่ปัญหาสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกองกลางของ คาร์ริค ขยับตัวขึ้นมาอยู่ในระนาบเดียวกันจนกลายเป็น "เส้นตรง" ตัวจ่ายบอลมองขึ้นมาจะพบว่าเพื่อนร่วมทีมถึง 3 คนยืนทับอยู่ในช่องแนวตั้ง ช่องเดียวกันทั้งหมดซึ่งกลายเป็นการปิดมุมส่งบอลของตัวเองอย่างน่าเสียดาย และทำให้แดนกลางมีสภาพเหมือน "รถติด"ขณะเดียวกัน ปีกทั้งสองข้างก็มักจะถูกสั่งให้หุบเข้าข้างในจนแดนกลางแออัดและโดนรุมล้อมด้วยตัวรับของคู่แข่งได้อย่างง่ายดายแก้เกมที่เหมือนไม่แก้ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในแง่การบริหารจัดการทีมของคาร์ริคคือ "การขาดปฏิกิริยาในการแก้เกมและการเปลี่ยนตัวสำรองที่เชื่องช้า"ผู้จัดการทีมที่ดีต้องสามารถมองเห็นความผิดปกติในสนามและแก้ไขมันได้อย่างรวดเร็วแต่ คาร์ริค มักเลือกที่จะเชื่อมั่นในกระบวนการและทฤษฎีบนกระดาษของตนเองจนบางครั้งเขายอมปล่อยให้ผู้เล่นที่ฟอร์มหลุดฟอร์มแย่อยู่ในสนามต่อไป เหมือนเช่นในแมตช์แพ้ให้กับ ฮัลล์ ซิตี้ หมดรูปเพราะความดื้อรั้นและไม่ยืดหยุ่นต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าเช่นนี้ คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำทีมไปสู่ความตีบตันทางแท็กติกในที่สุดสุดท้ายแล้ว ชัยชนะอันหอมหวานของ ไมเคิjล คาร์ริค ในช่วงแรกอาจเป็นเพียงช่วงโปรโมชั่นสั้น ๆ ที่เปิดโอกาสให้เขาโชว์ความสามารถในการจัดการวิกฤตจิตวิทยาของทีมแต่เมื่อสถานะของเขาเปลี่ยนจาก “กุนซือชั่วคราว” ไปเป็น “กุนซือถาวร” และสัญญาถาวรยาวของเขาก็กำลังจะกลายเป็นบททดสอบที่สาหัสที่สุดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยปรานีใคร และคู่แข่งพร้อมที่จะเรียนรู้และเจาะจุดอ่อนของคุณในทุกสัปดาห์ หากคาร์ริคยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้#CARRICKOUT มันก็อาจจะมาในเกม 5 นัดแรก ก็ เป็น ได้ …


Posted

in

by

Tags: