(28 ส.ค. 69) จากกรณี “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” โพสต์คลิปเหตุการณ์ผู้จัดการร้านบาร์โฮสแห่งหนึ่ง ใช้ปัตตาเลี่ยนโกนผมลูกค้าสาว ก่อนนำตัวไปที่โรงพักและแจ้งความในข้อหากินแล้วไม่จ่าย โดยเบื้องต้นมีการระบุยอดความเสียหายประมาณ 60,000 บาท ขณะที่มีบุคคลออกมาอ้างว่าหญิงสาวรายนี้มีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้งล่าสุด คุณเบนซ์ พรชัย ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ ลงพื้นที่ไปยังบ้านของผู้เสียหาย ในพื้นที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ และได้พูดคุยกับ น.ส.นิว (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี หญิงสาวที่ปรากฏในคลิปถูกโกนศีรษะน.ส.นิว เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงจรการเที่ยวบาร์โฮสว่า เริ่มจากการดูบาร์โฮสไลฟ์สดผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง เมื่อเข้าไปดูจะมีโฮสทักข้อความเข้ามาพูดคุย จากนั้นจึงเริ่มมีการโอนเงินเข้าสู่ระบบเพื่อซื้อดื่มหรือดริ้ง โดยเจ้าตัวเปรียบเทียบว่าเป็นลักษณะคล้ายกับการเที่ยวบาร์โฮสในโลกจริงต่อมาเมื่อเริ่มพูดคุยกับโฮสมากขึ้น จึงมีการชักชวนให้เดินทางไปใช้บริการที่ร้าน โดย น.ส.นิว ระบุว่า เธอเดินทางไปใช้บริการทั้งหมด 3 ร้าน ภายในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ซึ่งแต่ละร้านเป็นคนละสถานที่และคนละเจ้าของกันโดย ร้านแรก มียอดค้างชำระประมาณ 13,000 บาท ซึ่งเธอได้ไกล่เกลี่ยปัญหาโดยให้โฮสประจำร้านเซ็นค้ำประกันให้ ส่วนร้านที่ 2 มียอดค้างประมาณ 30,000 บาท มีการเซ็นสัญญาเพื่อยึดโทรศัพท์ไว้เป็นหลักประกัน ขณะที่ร้านที่ 3 มียอดค้างชำระประมาณ 60,000 บาท ก่อนจะเกิดเหตุถูกโกนศีรษะตามที่ปรากฏในคลิปสำหรับเหตุการณ์ในวันที่ถูกโกนหัว น.ส.นิว เล่าว่า วันดังกล่าวเดินทางไปใช้บริการร้านบาร์โฮสเพียงคนเดียว ดื่มกินตามปกติ และเรียกโฮสลงมานั่งด้วย โดยเป็นการซื้อดื่ม จากนั้นโฮสได้พูดโน้มน้าวให้ซื้อดื่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงขอให้ช่วยซื้อดื่มให้เพื่อนของโฮสอีกคนที่อยู่บนเวทีให้ลงมานั่งด้วยน.ส.นิว อ้างว่า ขณะนั้นอยู่ในอาการมึนเมา ประกอบกับเป็นคนใจใหญ่ จึงตอบตกลงและทำตามที่โฮสพูด กระทั่งมีการเช็กบิล พบยอดค่าใช้บริการประมาณ 60,000 บาทเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนเดินทางไปใช้บริการมีเงินติดตัวไปจำนวนเท่าใด น.ส.นิว ยอมรับว่า ไม่มีเงินติดตัวเลย ภายหลังเช็กบิล ผู้จัดการร้านไม่พอใจ และพยายามหาทางไกล่เกลี่ย โดย น.ส.นิว พยายามให้ผู้จัดการร้านติดต่อผู้ปกครองให้ช่วยเจรจาหาทางออกหลังผู้จัดการร้านพูดคุยกับผู้ปกครองแล้ว น.ส.นิว อ้างว่า ผู้จัดการร้านบอกเธอว่าน่าจะไม่มีความสามารถหาเงินมาชำระค่าบริการได้ จึงเสนอให้ทำสัญญาซื้อขายเส้นผม โดยกำหนดว่าตั้งแต่ปลายผมถึงโคนผม ในราคา 3,000 บาทน.ส.นิว บอกว่าในตอนแรกยินยอมให้ตัดผมตามข้อตกลง แต่หลังจากตัดไปได้ระยะหนึ่ง เจ้าของร้านกลับเสนอเงื่อนไขใหม่ว่า หากยอมโกนผมทั้งหมด จะยกหนี้จำนวน 60,000 บาทให้เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เธอยินยอมให้โกนหัวหรือไม่ น.ส.นิว บอกว่า ขณะนั้นมีคนของสถานบันเทิง ประมาณ 5 คน ยืนล้อมตัวเธออยู่ และก่อนถูกโกนผม อ้างว่ามีการกระชากศีรษะ รวมถึงใช้มือบีบตามลำตัวและแขน ทำให้ในสถานการณ์ดังกล่าว เธอคิดว่าการยอมให้โกนหัวอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด เนื่องจากส่วนหนึ่งยอมรับว่าตัวเองค้างค่าบริการจริงส่วนประเด็นที่ น.ส.นิว เข้าใช้บริการสถานบันเทิงทั้งที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ เจ้าตัวระบุว่า ร้านที่เกิดเหตุเธอเข้าไปใช้บริการเวลาประมาณ 04.00 น. และขณะเข้าไปไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรประชาชนขณะที่ร้านแรกและร้านที่ 2 ก่อนหน้านั้น น.ส.นิว ยอมรับกับทีมข่าวว่า ได้ใช้บัตรประชาชนปลอมในการเข้าไปใช้บริการอย่างไรก็ตาม น.ส.นิว ยืนยันว่า สาเหตุที่ออกมาร้องเรียนและต้องการเข้าแจ้งความ ไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธว่าตัวเองมีหนี้กับสถานบริการ แต่เป็นกรณีที่เธอถูกโกนศีรษะและมีการนำคลิปเหตุการณ์ไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์โดยเจ้าตัวระบุว่า คลิปดังกล่าวถูกถ่ายโดยคนของฝั่งสถานบันเทิง และเดิมคิดว่าหากยอมโกนหัวแล้วเรื่องก็น่าจะจบลง ไม่คิดว่าจะมีการนำคลิปไปเผยแพร่ในโลกโซเชียล ซึ่งตอนนี้ส่งผลให้เกิดความอับอายแก่ตัวเธอเป็นอย่างมากน.ส.นิว บอกว่า รู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับว่าเรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงในการใช้ชีวิตขณะเดียวกัน น.ส.สมฤดี อายุ 34 ปี แม่ของ น.ส.นิว เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ช่วงเช้าวันที่ 25 สิงหาคม ทางร้านมีการโทรศัพท์เข้ามา แต่ตนไม่ได้รับสาย เนื่องจากเป็นเบอร์แปลก จากนั้นลูกสาวส่งข้อความมาบอกให้รับสาย ก่อนจะทราบจากทางร้านว่า ลูกสาวมียอดค่าดื่มค้างอยู่ประมาณ 60,000 บาททางร้านแจ้งว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย และมีการพูดคุยกันว่าจะหาทางแก้ไขอย่างไร เนื่องจากทางร้านมองว่า น.ส.นิว น่าจะไม่มีเงินชำระหนี้จำนวนดังกล่าว โดยตอนแรกมีการเสนอให้ลูกสาวไปทำงานเป็นแม่บ้านที่ร้านเพื่อชดใช้หนี้ แต่ตนมองว่าบ้านอยู่พระสมุทรเจดีย์ การเดินทางไปทำงานที่ร้านเป็นเรื่องลำบาก จึงเสนอให้ทางร้านเดินทางมาที่บ้าน เพื่อพูดคุยและทำสัญญาผ่อนชำระกันแม่ของ น.ส.นิว เล่าว่า ต่อมามีการพูดคุยเรื่องการผ่อนชำระ โดยได้ยินว่าทางร้านอาจให้ผ่อนประมาณเดือนละ 3,000 บาท ตนจึงตอบว่า หากจะทำสัญญาก็สามารถมาทำที่บ้านได้ และตนจะช่วยกำชับให้ลูกสาวทำงานหาเงินมาชำระหนี้ แต่ไม่ขอเซ็นรับผิดแทน เพราะเป็นหนี้ที่ลูกสาวเป็นผู้ก่อขึ้นเองอย่างไรก็ตาม ประมาณ 10.00 น. ทางร้านโทรศัพท์มาแจ้งว่า ได้มีการ “ยกหนี้” ให้ลูกสาวแล้ว โดยการตัดผมเพื่อชดใช้หนี้จำนวน 60,000 บาท และถือว่าจบเรื่องไม่มีหนี้ค้างกันอีกน.ส.สมฤดี ยอมรับว่า ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าการตัดผมจะหมายถึงการโกนศีรษะทั้งหมด เพราะเข้าใจว่าเป็นเพียงการตัดผม เนื่องจากลูกสาวเป็นคนผมยาว และเมื่อทางร้านแจ้งว่ามีการเซ็นสัญญาและตัดผมเรียบร้อยแล้ว ตนก็เข้าใจว่าเรื่องทุกอย่างจบลงแล้วต่อมาลูกสาวส่งข้อความมาบอกว่า “โกนผมหมดแล้ว” ทำให้ตนตกใจและพูดไม่ออก แต่พยายามปลอบลูกว่าไม่เป็นไร ให้ถือว่าเป็นบทเรียน และไม่ต้องอายหรือกลัวที่จะกลับบ้านแม่ บอกว่า หากตนทราบตั้งแต่แรกว่าเงื่อนไขในสัญญาหมายถึงการโกนผมทั้งหมด ตนจะไม่ยินยอมอย่างแน่นอน และจะเลือกให้ลูกผ่อนชำระหนี้เป็นเงินแทน เพราะมองว่าการตัดผมเพียงบางส่วนกับการโกนศีรษะทั้งหมดมีความแตกต่างกันมากนอกจากนี้ แม่ยังเปิดเผยว่า เพิ่งมาทราบภายหลังว่าลูกสาวมีรอยฟกช้ำตามร่างกาย โดยลูกสาวเพิ่งเล่าให้ฟังว่า ระหว่างเกิดเหตุไม่กล้าบอกแม่ เพราะถูกขู่ และต้องการให้เรื่องจบลงเมื่อแม่ดูตามแขนและร่างกายของลูกสาว พบว่ามีรอยเขียวช้ำหลายแห่ง จึงรู้สึกว่าการกระทำที่เกิดขึ้นเกินกว่าเหตุ ประกอบกับคลิปเหตุการณ์ถูกนำไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ทำให้ลูกสาวเกิดความอับอาย เนื่องจากเพื่อนและคนรู้จักมีการแชร์คลิปต่อ รวมถึงมีบางคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อว่าน.ส.สมฤดี ยืนยันว่า สิ่งที่ตนรับไม่ได้คือ เดิมเข้าใจว่าทางร้านตกลงยุติเรื่องกันแล้ว แต่ภายหลังกลับมีการเผยแพร่คลิปและภาพของลูกสาวออกสู่สาธารณะ ทั้งที่ครอบครัวไม่ได้ยินยอมให้มีการนำภาพหรือคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ส่วนกรณีที่ลูกสาวเซ็นเอกสารยินยอมเกี่ยวกับการตัดหรือโกนผม แม่บอกว่า ตนเองไม่เคยเห็นสัญญาก่อนการเซ็น และทางร้านไม่ได้ส่งเอกสารมาให้ครอบครัวตรวจสอบ โดยหากรู้รายละเอียดว่าต้องโกนผมตั้งแต่ปลายจนถึงโคนทั้งหมด ตนจะไม่ยินยอม และจะเลือกเจรจาผ่อนชำระเป็นเงินแทนสำหรับกรณีร้านที่ 1 และร้านที่ 2 ซึ่งลูกสาวมียอดค้างชำระก่อนหน้านี้ แม่ระบุว่า ไม่เคยมีเจ้าของร้านติดต่อมาหาตน แม้ร้านที่ 2 จะยึดโทรศัพท์ของลูกสาวไว้และมีเบอร์โทรศัพท์ของแม่อยู่ก็ตาม โดยมองว่าหากลูกสาวไม่สามารถชำระเงินได้ ทางร้านควรติดต่อผู้ปกครองเพื่อพูดคุยหาทางออกแม่ยืนยันว่า หากร้านแรกและร้านที่ 2 ต้องการดำเนินคดีเรื่องหนี้ ก็พร้อมพูดคุยและหาแนวทางผ่อนชำระ โดยไม่ได้ต้องการหลบหนีหรือปฏิเสธความรับผิดชอบ เพียงขอให้พูดคุยกันก่อนว่า ลูกสาวสามารถผ่อนชำระได้เดือนละเท่าใด เนื่องจากยอดเงินเป็นจำนวนมากส่วนร้านที่ 3 ซึ่งเป็นร้านที่เกิดเหตุโกนศีรษะ แม่ระบุว่า ล่าสุดทางผู้จัดการร้านได้ติดต่อมา โดยบอกว่าต้องการให้เรื่องจบ และพร้อมเยียวยาในส่วนที่มองว่าเกินกว่าเหตุ แต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนเงินเยียวยาที่ชัดเจนอย่างไรก็ตาม แม่ระบุว่า ขณะนี้ไม่ต้องการเจรจาในลักษณะที่จะให้เรื่องจบโดยไม่มีการตรวจสอบ เพราะมองว่าเรื่องควรเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย เนื่องจากนอกจากประเด็นการโกนศีรษะแล้ว ยังมีเรื่องรอยฟกช้ำตามร่างกาย รวมถึงการนำภาพและคลิปของลูกสาวไปเผยแพร่วันนี้เตรียมเดินทางเข้าแจ้งความ เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้น รวมถึงกรณีการเผยแพร่ภาพและคลิปของลูกสาวโดยไม่ได้รับความยินยอม พร้อมยอมรับว่า ลูกสาวเองมีส่วนผิดจากการเข้าไปใช้บริการและมีหนี้ค้างชำระจริง แต่สิ่งที่ครอบครัวต้องการให้ตรวจสอบคือ วิธีการจัดการกับลูกสาวหลังเกิดหนี้ และการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นว่าเกินกว่าเหตุหรือไม่ทั้งนี้ แม่ยังเปิดเผยด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนไม่เคยรู้ว่าลูกสาวเข้าไปเที่ยวบาร์โฮส หรือมีการพูดคุยกับโฮสผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงไม่ทราบเรื่องการใช้บัตรประชาชนปลอมในการเข้าใช้บริการร้านแรกและร้านที่ 2แม้ลูกสาวจะเริ่มออกเที่ยวกลางคืนตั้งแต่อายุประมาณ 16–17 ปี แต่ที่ผ่านมาเข้าใจเพียงว่าไปเที่ยวกับเพื่อนและมักกลับบ้านช่วงดึก โดยตนและสามีจะคอยเตือนเรื่องการใช้ชีวิตและระมัดระวังตัว เนื่องจากลูกสาวยังไม่บรรลุนิติภาวะแม่ยอมรับว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกเสียใจและเป็นห่วงลูกมาก โดยเฉพาะผลกระทบจากการถูกนำภาพและคลิปไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ เพราะเกรงว่าลูกจะเกิดความอับอายและคิดมาก พร้อมยืนยันว่า แม้ลูกสาวจะยอมรับว่าตัวเองมีส่วนผิดเรื่องหนี้และการเข้าใช้บริการสถานบันเทิง แต่ครอบครัวก็ต้องการให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการพูดคุยและกฎหมายอย่างเป็นธรรม
สาววัย 18 เปิดใจถูกบาร์โฮสโกนหัว อ้างถูกล้อม-กระชากผม ก่อนยอมแลกเส้นผมใช้หนี้ 6 หมื่น เผยต้นเหตุจากเที่ยวบาร์โฮสผ่านไลฟ์สด
by
Tags: