โควิด-19 กลับมาระบาดจริงหรือไม่? เปิดข้อมูลล่าสุด ปี 2569 เสียชีวิต 15 ราย : เช็กข่าวชัวร์

โควิด-19 กลับมาระบาดจริงหรือไม่? กรมควบคุมโรคเปิดข้อมูลล่าสุด ปี 2569 ป่วยเกือบแสน เสียชีวิต 15 รายกรมควบคุมโรคยัน “โควิด-19” ยังไม่ระบาดหนัก เปิดตัวเลขปี 69 ป่วยเกือบแสน เสียชีวิต 15 รายกรมควบคุมโรค ออกมายืนยันสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย หลังมีการแชร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์จนทำให้ประชาชนเกิดความกังวล โดยระบุว่า แม้จำนวนผู้ติดเชื้อในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ ยังไม่พบว่าการระบาดรุนแรงเท่ากับช่วง 2-3 ปีก่อน และอัตราป่วยตายลดลงอย่างชัดเจนข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 สิงหาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 99,691 ราย เสียชีวิต 15 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายประมาณ 0.02% ขณะที่ปี 2568 มีผู้ป่วย 614,601 ราย เสียชีวิต 274 ราย อัตราป่วยตาย 0.04% ส่วนปี 2567 มีผู้ป่วย 777,730 ราย เสียชีวิต 219 ราย และปี 2566 มีผู้ป่วย 618,793 ราย เสียชีวิตสูงถึง 852 รายกรมควบคุมโรคชี้ โควิดเพิ่มขึ้นจริง แต่ยังน้อยกว่าหลายปีก่อนพญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกรมควบคุมโรค เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ว่า ขณะนี้มีประชาชนกังวลจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงข้อมูลที่ถูกแชร์ในโซเชียลมีเดีย แต่ยืนยันว่าข่าวที่ระบุว่าโควิดกำลังกลับมาระบาดหนักนั้น ไม่เป็นความจริงแม้จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจมักเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2566-2568 จำนวนผู้ป่วยในปีนี้ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า ขณะที่อัตราป่วยตายก็ลดลงอย่างต่อเนื่องเทียบตัวเลข 4 ปี โควิดปี 69 เสียชีวิตน้อยลงปี 2569: ผู้ป่วย 99,691 ราย เสียชีวิต 15 ราย อัตราป่วยตาย 0.02%ปี 2568: ผู้ป่วย 614,601 ราย เสียชีวิต 274 ราย อัตราป่วยตาย 0.04%ปี 2567: ผู้ป่วย 777,730 ราย เสียชีวิต 219 ราย อัตราป่วยตาย 0.03%ปี 2566: ผู้ป่วย 618,793 ราย เสียชีวิต 852 ราย อัตราป่วยตาย 0.14%ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้จำนวนผู้ป่วยในปี 2569 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ความรุนแรงของโรคโดยภาพรวมยังไม่เพิ่มขึ้นตาม โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้เสียชีวิตและอัตราป่วยตายที่ต่ำกว่าหลายปีก่อนผู้เสียชีวิต 15 ราย/ปี 69 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค.)อนึ่ง สำหรับข้อมูลผู้เสียชีวิต 15 ราย พบ 14 รายอยู่ในกลุ่ม 608 โดยอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป รายละเอียด คือรายที่ 1 เป็นชาย อายุ 76 ปี อาชีพ งานบ้าน ไม่ทราบโรคประจำตัวรายที่ 2 เป็นหญิง อายุ 60 ปี อาชีพค้าขาย ไม่ทราบโรคประจำตัวรายที่ 3 เป็นชาย อายุ 82 ปี เป็นข้าราชการบำนาญ ไม่ทราบโรคประจำตัวรายที่ 4 เป็นหญิง อายุ 82 ปี ไม่ทราบโรคประจำตัว แต่พักอาศัยในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุรายที่ 5 เป็นชาย อายุ 83 ราย ไม่ทราบโรคประจำตัว พักอาศัยในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (การระบาดเป็นกลุ่มก้อน)รายที่ 6 เป็นหญิง อายุ 48 ปี อาชีพ แม่ค้าขายอาหาร มีโรคภูมิแพ้ผิวหนังรายที่ 7 เป็นชาย อายุ 42 ปี งานบ้าน มีโรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง(มีการล้างไต) โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง ป่วยขณะรักษาตัวในรพ.รายที่ 8 เป็นชาย อายุ 88 ปี ไม่ระบุอาชีพ ไม่ทราบโรคประจำตัวรายที่ 9 เป็นหญิง อายุ 57 ปี รับจ้าง ไม่ทราบโรคประจำตัวรายที่ 10 เป็นชาย อายุ 60 ปี รับจ้าง ไม่ทราบโรคประจำตัวรายที่ 11 เป็นชายอายุ 76 ปี มีโรคประจำตัว ทั้งไตวายเรื้อรัง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง พักอาศัยในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุรายที่ 12 เป็นชาย อายุ 69 ปี มีอาชีพเกษตรกรรม ไม่ทราบโรคประจำตัวรายที่ 13 เป็นหญิง อายุ 72 ปี ป่วยโรคมะเร็งรายที่ 14 เป็นหญิง อายุ 78 ปี ทำสวน ไม่ทราบโรคประจำตัวรายที่ 15 เป็นชาย อายุ 75 ปี มีโรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยติดเตียงพักอาศัยในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเด็กเล็กติดเชื้อสูง แต่กลุ่มที่ต้องระวังคือผู้สูงอายุกรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ในปีนี้พบได้ทุกช่วงอายุ แต่กลุ่มที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี โดยรูปแบบการติดเชื้อส่วนหนึ่งเกิดจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองได้รับเชื้อมาจากชุมชน ก่อนนำมาแพร่สู่เด็กเล็กภายในบ้านอย่างไรก็ตาม กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงและเสียชีวิตกลับเป็นผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และมะเร็ง10 จังหวัดป่วยสูงสุด กรุงเทพฯ ครองอันดับ 1ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 พบว่า จังหวัดที่มีอัตราป่วยโควิด-19 สูงสุด 10 อันดับแรก เมื่อคำนวณต่อประชากร 100,000 คน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต ลำพูน นนทบุรี นครปฐม ระยอง สระบุรี เชียงใหม่ และอ่างทองพบ 20 คลัสเตอร์ ส่วนใหญ่เกิดในเรือนจำและสถานศึกษากรมควบคุมโรคได้รับรายงานการระบาดแบบกลุ่มก้อน 20 เหตุการณ์ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 โดยเดือนมิถุนายนพบ 1 เหตุการณ์ เดือนกรกฎาคม 7 เหตุการณ์ และเดือนสิงหาคม 12 เหตุการณ์สถานที่ที่พบการระบาดมากที่สุดคือ เรือนจำ 8 เหตุการณ์ มีผู้ป่วยสะสม 761 ราย รองลงมาคือ โรงเรียนและสถานศึกษา 5 เหตุการณ์ มีผู้ป่วย 400 ราย นอกจากนี้ยังพบการระบาดในโรงพยาบาล 2 เหตุการณ์ ซึ่งเป็นการติดเชื้อในบุคลากร มีผู้ป่วยรวม 37 ราย รวมถึงพบในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สถานประกอบการ และค่ายทหารสายพันธุ์หลักยังเป็นโอมิครอน NB.1.8.1นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกรมควบคุมโรค ระบุว่า ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-21 สิงหาคม 2569 พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน 1,045 ราย โดยมากกว่า 50% เป็นสายพันธุ์ย่อย NB.1.8.1 ซึ่งยังเป็นสายพันธุ์หลักที่พบในประเทศไทย รองลงมาคือ JN.1ส่วนสายพันธุ์ PQ.16.1.1 องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “สายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง” (Variants Under Monitoring: VUM) โดยเป็นสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการมาจากโอมิครอน NB.1.8.1 และตรวจพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลักของประเทศไทย โดยพบผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 1 รายอาการโควิดปีนี้ยังคล้ายไข้หวัดทั่วไปสำหรับอาการของโควิด-19 ในปัจจุบันยังคงใกล้เคียงกับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไป เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก และมีไข้ต่ำ ส่วนอาการสูญเสียการรับกลิ่นหรือรสชาติพบลดลงอย่างมาก อาการและความรุนแรงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคนตามสุขภาพและโรคประจำตัวระยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 2-14 วัน และเชื้อยังสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด การไอหรือจาม โดยพื้นที่แออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวกยังเป็นสถานที่ที่ควรเพิ่มความระมัดระวังลองโควิดและภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบลดลงกรมควบคุมโรคระบุว่า เนื่องจากไวรัสในปัจจุบันมีความรุนแรงลดลง ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและระบบทางเดินหายใจล้มเหลว จึงพบลดลงตามไปด้วย ขณะที่ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดยังเป็นภาวะที่ต้องระวัง แต่ปัจจุบันพบไม่บ่อยส่วนภาวะ ลองโควิด (Long COVID) ก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน จากเดิมที่เคยพบประมาณ 30-50% ปัจจุบันพบในสัดส่วนที่ลดลง โดยรวมทั้งภาวะแทรกซ้อนระยะสั้นและระยะยาวหลังติดเชื้อมีแนวโน้มลดลงประชาชนที่มีอาการป่วยควรพักผ่อนและลดการใกล้ชิดกับผู้อื่น รวมถึงสวมหน้ากากเมื่อมีอาการหรืออยู่ในสถานที่แออัด และดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก ซึมลง หรืออาการทรุดลง ควรรีบพบแพทย์ทันทีกรมควบคุมโรคย้ำว่า ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกกับข้อมูลเก่าที่ถูกนำมาแชร์ซ้ำ โดยประเทศไทยยังมีระบบเฝ้าระวังโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422


Posted

in

by

Tags: