‘ดร.สันติธาร’ แสดงความเห็นเรื่อง ดาต้า เซ็นเตอร์ แนะ 3 เลนส์ยุทธศาสตร์ตั้งรับ ‘Data Center’ “รัฐเปิดข้อมูล-จัดระเบียบ-หาความพอดี” ยันต้องส่องผลตอบแทนประเทศให้คุ้มทรัพยากรเมื่อวันที่ 5 ก.ย. ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงเรื่อง ดาต้า เซ็นเตอร์ โดยระบุว่า ช่วงนี้เรื่อง Data Center กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกถกเถียงกันมากในประเทศไทย ด้านหนึ่ง เราเห็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล และมีความหวังว่าไทยจะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาคแต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีคำถามว่า Data Center ใช้ไฟ ใช้น้ำมากแค่ไหน กระทบชุมชนหรือไม่ สร้างงานให้คนไทยจริงเท่าไร และสุดท้ายประเทศไทยได้อะไรกลับมา ความเห็นจึงเริ่มแบ่งเป็นสองขั้ว ฝั่งหนึ่งมองว่านี่คือการลงทุนแห่งอนาคต ต้องดึงเข้ามาให้มากที่สุด อีกฝั่งมองว่าใช้ทรัพยากรมากแต่สร้างงานไม่มาก แล้วเราจะเอาไปทำไม จริง ๆ แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องที่ไทยถกเถียงอยู่ประเทศเดียว หลายประเทศที่ Data Center เติบโตเร็วกำลังเจอคำถามคล้ายกันวันก่อนผมมีโอกาสเข้าร่วมการประชุม คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูเรื่องนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น จึงขอแชร์บางข้อคิดส่วนตัวที่ได้เผื่อจะเป็นประโยชน์ครับสำหรับผม สิ่งแรกที่สำคัญคือต้อง ‘เปิดแผล’ ด้วยการ ‘เก็บดาต้า’ เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ให้ครบเสียก่อนวันนี้ข้อมูล Data Center ของไทยยังกระจัดกระจาย ไม่มีฐานข้อมูลชุดเดียวที่ทำให้เราเห็นภาพครบจริงๆว่า มีอยู่เท่าไร อยู่ตรงไหน และจะสร้างความต้องการไฟ น้ำ และทรัพยากรอื่นในอนาคตเพียงใดเรื่อง “ประเภท” ก็สำคัญ เพราะ Data Center ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด ตั้งแต่ แบบทั่วไป, Hyperscaler ไปจนถึง AI Data Center แต่ละแบบใช้ทรัพยากรต่างกัน และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศในรูปแบบและระดับที่ต่างกันบางปัญหาอาจสะสมมานาน บางเรื่องเพิ่งเกิดจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว และบางเรื่องอาจยังไม่เป็นปัญหาวันนี้ แต่จะกลายเป็นปัญหาได้ถ้าเราไม่เตรียมตัว ถ้าเราไม่เห็นปัญหาตามจริง ก็แก้ให้ตรงจุดไม่ได้ และเมื่อเห็นข้อมูลแล้ว อาจจะมามอง Data Center ผ่านอย่างน้อย 3 เลนส์เลนส์ที่ 1: มอง “เสมือนโรงงาน”แม้สิ่งที่ Data Center ผลิตจะอยู่ในโลกดิจิทัล แต่ทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบอยู่ในโลกจริงต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก บางระบบใช้น้ำในการระบายความร้อน ต้องเชื่อมต่อระบบสายส่ง และอาจมีผลต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนหลายประเทศที่ไปก่อนจึงเริ่มปรับกติกา อย่างไอร์แลนด์ ซึ่ง Data Center ใช้ไฟถึงประมาณหนึ่งในห้าของทั้งประเทศ ก็เริ่มกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับโครงการใหม่ ขณะที่สิงคโปร์เลือกเปิดรับ Data Center โดยมีเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานสะอาดที่เข้มขึ้นบทเรียนคือ กิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ต้องมีกติกาที่สะท้อนต้นทุนและผลกระทบของมันการกำกับไม่ใช่แค่เรื่องอนุญาตหรือไม่อนุญาต แต่ต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสม ทั้งความปลอดภัย ประสิทธิภาพการใช้ไฟและน้ำ ที่ตั้ง สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงทำให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ถูกผลักไปให้ผู้ใช้รายอื่นอย่างไม่เหมาะสมหลักคือ เทคโนโลยีใหม่ไม่ควรหมายถึงพื้นที่ปลอดกติกา แต่ขณะเดียวกันกติกาก็ต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีผู้เล่นที่ทำผิดกฎหมายต้องจัดการอย่างเด็ดขาด แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ผู้เล่นที่ไม่ดี” กับ “อุตสาหกรรมที่ไม่ดี” เพราะทุกอุตสาหกรรมก็มีผู้เล่นที่ดีและไม่ดีเลนส์ที่ 2: มองเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน”คำถามหนึ่งที่ได้ยินบ่อยคือ ลงทุน Data Center เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท แต่สร้างงานประจำไม่มาก แล้วคุ้มหรือ?คำถามนี้มีส่วนที่ถูก Data Center ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมากแต่ถ้าวัดด้วยจำนวนพนักงานอย่างเดียว ก็เหมือนถามว่า “การมีถนนหนึ่งเส้นสร้างงานประจำกี่ตำแหน่ง?”คุณค่าของถนนไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนทำงานบนถนน แต่อยู่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มันรองรับData Center ก็คล้ายกัน เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Cloud, AI ระบบการเงินดิจิทัล โรงงานอัจฉริยะ บริการสุขภาพ และบริการอีกมากในอนาคต แต่การเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้แปลว่ายิ่งเยอะยิ่งดีถ้าจะสร้างถนน เราต้องพอรู้ว่าจะมีรถเท่าไร ไปทางไหน จึงจะรู้ว่าต้องสร้างสี่เลนหรือหกเลน Data Center ก็เช่นเดียวกันวันนี้มีโครงการจำนวนมากทั้งที่เปิดดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง และกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ขณะที่ไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศก็มีข้อจำกัด และต้องรองรับประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นด้วยเราอาจยังทำนายไม่ได้แม่นว่า AI ในอีก 5–10 ปีจะต้องใช้กำลังประมวลผลเท่าไร แต่เราก็ไม่ควรสร้างโดยไม่มีเข็มทิศจึงต้องเชื่อมกับ ยุทธศาสตร์ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ว่าเราต้องการ Data Center แบบไหน เท่าไร เพื่อรองรับเศรษฐกิจแบบไหนและเราจะใช้ “ถนน” ของเราดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลและเอไออื่นๆที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประเทศได้ไหม อย่างไรเพราะการมี Data Center จำนวนมาก ไม่ได้ทำให้เราเป็นเศรษฐกิจ AI โดยอัตโนมัติ ต้องมียุทธศาสตร์อื่นประกอบด้วยเลนส์ที่ 3: มองเป็น “การลงทุนร่วมกัน”เวลาบริษัทต่างชาติประกาศลงทุน เรามักพูดว่า “เขาเอาเงินมาลงทุนกับเรา” ซึ่งก็จริง แต่มีอีกด้านหนึ่ง คือ ประเทศไทยเองก็กำลังลงทุนกับเขาเช่นกันทั้งผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี การจัดสรรไฟ น้ำ ที่ดิน รวมถึงการลงทุนในระบบสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทรัพยากรเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนและค่าเสียโอกาส จึงต้องตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยได้อะไรกลับมา และคุ้มกับทรัพยากรที่เราใส่ลงไปหรือไม่?”ผลตอบแทนต่อประเทศจึงไม่ควรดูเพียงมูลค่าเงินลงทุน แต่ต้องดูว่าเกิดห่วงโซ่อุปทานในประเทศหรือไม่ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SME ได้เข้าไปมีส่วนร่วมแค่ไหน คนไทยได้ทักษะและงานคุณภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และช่วยสร้างระบบนิเวศ AI ในประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่รวมถึงความต้องการพลังงานจำนวนมากของ Data Center จะสามารถช่วยเร่งให้เกิด พลังงานสะอาดใหม่ ในประเทศไทยได้หรือไม่ ซึ่งหลายเรื่องเหล่านี้ก็อยู่ในแนวทางที่กำลังพิจารณา แน่นอน Data Center แห่งหนึ่งคงทำทุกอย่างไม่ได้ บางอย่างต้องออกแบบ บางอย่างต้องกำหนดเป็นเงื่อนไข และบางอย่างต้องเจรจาแลกมา ให้ผู้เล่นแข่งกันว่าใครสร้างประโยชน์ในประเทศได้มากกว่ากันเพราะถ้าประเทศไทยลงทุนทรัพยากรของเราไปพร้อมกับนักลงทุน เราก็ควรคิดถึง “ผลตอบแทนต่อประเทศ” เช่นเดียวกับที่นักลงทุนคิดถึงผลตอบแทนของเขาไม่ต้องเลือกระหว่าง “เอา” กับ “ไม่เอา”สุดท้าย Data Center ก็เหมือนหลายอุตสาหกรรม มีผู้เล่นหลายประเภท และแต่ละโครงการสร้างคุณค่าให้ประเทศไม่เท่ากัน เราจึงต้องระวังสองขั้วกลัวจนปิดประตู – จนพลาดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุค AIกับอยากได้จนเปิดประตูหมด – เห็นตัวเลขเงินลงทุนแล้วรับทุกโครงการ โดยไม่คิดให้ครบถึงต้นทุนและผลกระทบที่ตามมาสำหรับผม 3 เลนส์นี้ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้ค่อนข้างชัดเราต้องเริ่มจาก “เปิดแผล” เปิดข้อมูลให้เห็นภาพจริง ว่าวันนี้เราอยู่ตรงไหน มีช่องโหว่อะไร และกำลังจะเจอกับอะไรจากนั้นต้อง “จัดระเบียบ” วางกติกาและมาตรฐานขั้นต่ำให้ชัด เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าโดยไม่สร้างความเดือดร้อนหรือผลักต้นทุนไปให้ประชาชนต้อง “หาความพอดี” ว่าประเทศไทยต้องการ Data Center แบบไหน เท่าไร และเมื่อไร ให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่เรามี และเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ที่เราต้องการสร้างและสุดท้ายต้อง “สร้างความคุ้มค่า” ทำให้ทรัพยากรทุกหน่วยที่ประเทศใส่ลงไป สร้างประโยชน์กลับมาให้เศรษฐกิจ ธุรกิจ และคนไทยให้มากที่สุดแน่นอนว่ายังมีการบ้านอีกมาก และนี่เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วมาก กติกาและยุทธศาสตร์จึงต้องพร้อมปรับตามข้อมูลและสถานการณ์อยู่เสมอแต่อย่างน้อย ผมคิดว่า 3 เลนส์นี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เราถกเถียงเรื่อง Data Center ได้ครบขึ้น เพื่อให้เรา จัดระเบียบได้ มีให้พอดีกับอนาคต และสร้างความคุ้มค่าให้กับประเทศไทย
‘สันติธาร’ แนะ 3 เลนส์ยุทธศาสตร์ รับมือ ‘Data Center’ ย้ำไทยต้องได้ผลตอบแทนคุ้มค่า
by
Tags: