ถึงว่า “มะเร็งระยะ 4” บางคนไปไว แต่บางคนอยู่ได้นาน รู้สาเหตุแล้ว

"หมอเจด" นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่ามะเร็งระยะ 4 ไม่ได้เหมือนกันทุกคน! ทำไมบางคนอยู่ได้หลายปี บางคนโรคไปเร็ว?เวลาคนในบ้านได้ยินคำว่า “มะเร็งระยะ 4” ห้องมันเงียบลงได้จริง ๆ ครับบางคนไม่ได้ถามอะไรต่อบางคนพยายามตั้งสติบางคนหันไปมองหน้าคนข้าง ๆ แล้วคิดในใจว่า“จากนี้เราจะมีเวลาอีกเท่าไหร่?”ผมเข้าใจครับว่าคำว่า “ระยะ 4” มันหนักแต่ผมอยากให้ทุกคนรู้ไว้อย่างหนึ่งก่อนว่า ระยะ 4 ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีเส้นทางเหมือนกันบางคนโรคไปเร็วบางคนคุมได้หลายปีบางคนเปลี่ยนยาแล้วโรคนิ่งลงอีกครั้งบางคนยังทำงาน ยังเที่ยว ยังกลับไปใช้ชีวิตที่ตัวเองชอบได้ครับเพราะคำว่า “ระยะ 4” บอกว่า มะเร็งมีการกระจายออกจากจุดต้นกำเนิดแล้วแต่ยังไม่ได้บอกทั้งหมดว่ามะเร็งชนิดนั้นดุแค่ไหนกระจายไปตรงไหนมีมากแค่ไหนมียาที่ตรงกับมันหรือไม่และร่างกายของเรายังมีแรงรับการรักษาแค่ไหนถ้าเป็นเราหรือคนในบ้าน ผมเลยไม่อยากให้หยุดอยู่ที่คำว่า “ระยะ 4”ต้องถามต่อครับว่า แล้วโรคของเราเป็นแบบไหน และวันนี้ยังมีอะไรที่ทำต่อได้อีกบ้าง1. อย่างแรก ต้องรู้ให้ชัดว่า “เป็นมะเร็งชนิดไหน” เพราะชื่ออวัยวะอย่างเดียวยังไม่พอมะเร็งปอดระยะ 4 เหมือนกัน อาจรักษาไม่เหมือนกันครับมะเร็งเต้านมระยะ 4 เหมือนกัน ก็อาจใช้ยาคนละกลุ่มเพราะปัจจุบันเราไม่ได้ดูแค่ว่า ก้อนเริ่มจากปอด เต้านม หรือลำไส้เราดูต่อว่า เซลล์มะเร็งมีลักษณะอะไร มีตัวรับหรือการเปลี่ยนแปลงของยีนบางอย่างที่ช่วยเลือกยาได้หรือไม่เช่น มะเร็งปอดบางคนมี EGFR mutation แล้วมียามุ่งเป้าให้ใช้ได้มะเร็งเต้านมบางกลุ่มไวต่อฮอร์โมน หรือมี HER2มะเร็งลำไส้บางคนก็มี biomarker ที่ช่วยบอกทางเลือกของยาได้ครับตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันเปลี่ยนจากคำถามว่า“เป็นระยะ 4 แล้วทำอะไรได้บ้าง?”ไปเป็น“มะเร็งของเรามีจุดอ่อนอะไรให้ใช้ยาหรือเปล่า?”ถ้าเป็นคนในบ้าน ผมอยากให้ถามหมอให้ชัดว่าผลชิ้นเนื้อบอกว่าเป็นชนิดไหนมีผลตัวรับหรือยีนอะไรแล้วบ้างยังมีอะไรที่ควรตรวจเพิ่มเพื่อเลือกยาไหมเพราะรายละเอียดพวกนี้ไม่ได้มีไว้ทำให้ชื่อโรคยาวขึ้นครับมันมีไว้ช่วยหา “ทางเลือกที่ตรงกับมะเร็งก้อนนี้”2. ต้องดูว่า “กระจายไปที่ไหน” เพราะแต่ละตำแหน่งมีผลต่อชีวิตไม่เหมือนกันคำว่าแพร่กระจายเหมือนกันครับแต่กระจายไปกระดูกกับกระจายไปตับกับกระจายไปสมองความหมายไม่เหมือนกันเลยบางคนกระจายไปกระดูกไม่กี่จุด ยังเดินได้ กินได้ และคุมโรคได้อีกนานบางคนกระจายไปตับมากจนเริ่มกินได้น้อย อ่อนเพลีย หรือค่าตับเปลี่ยนบางคนกระจายไปสมองแล้วเริ่มปวดหัว ชัก เดินเซ หรือแขนขาอ่อนแรงตรงนี้ความเร่งด่วนต่างกันครับจำนวนจุดก็สำคัญเหมือนกันกระจาย 1–2 จุดกับกระจายหลายจุดในหลายอวัยวะภาระโรคไม่เท่ากันเพราะฉะนั้นเวลาได้ยินว่า “ระยะ 4” ผมอยากให้ถามต่อว่ากระจายไปที่ไหนบ้างมากน้อยแค่ไหนมีอวัยวะไหนเริ่มได้รับผลกระทบแล้วหรือยังเพราะคำตอบพวกนี้ช่วยให้เราเห็นภาพจริงของโรค มากกว่ารู้แค่เลขระยะครับ3.ต้องถามให้ชัดว่า “มียาอะไรตรงกับมะเร็งก้อนนี้” และถ้าตัวแรกไม่ได้ผล ยังมีทางต่อไหมตรงนี้เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คนระยะ 4 สองคนเดินไปคนละทางครับบางคนได้เคมีบำบัดบางคนได้ยามุ่งเป้าบางคนได้ยาฮอร์โมนบางคนได้ยาภูมิคุ้มกันบางคนใช้หลายอย่างร่วมกันแล้วการตอบสนองก็ไม่เหมือนกันครับบางคนให้ยาชุดแรกแล้วก้อนยุบดีบางคนโรคนิ่งอยู่หลายเดือนหรือหลายปีบางคนยาตัวแรกเริ่มเอาไม่อยู่ แต่พอเปลี่ยนไปอีกกลุ่ม โรคกลับมานิ่งได้อีกตรงนี้แหละครับที่ทำให้ผมไม่อยากให้ใครได้ยินคำว่า “ระยะ 4” แล้วรีบคิดว่าทางเลือกหมดแล้วถ้าเป็นคนในบ้าน ผมอยากให้ถามหมอแบบนี้ครับยาชุดนี้หวังให้เกิดอะไรจะประเมินผลเมื่อไหร่ถ้ายังไม่ตอบสนอง มีทางเลือกต่อไหมเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกคำตอบในวันเดียวครับแต่ควรรู้ว่า วันนี้กำลังเดินแผนไหน และถ้าแผนนี้ไม่เวิร์ก ยังมีทางถัดไปหรือเปล่าความหวังแบบนี้ไม่ใช่การหลอกตัวเองมันคือความหวังที่ตั้งอยู่บนข้อมูลจริงครับ4.ร่างกายที่ยังมีแรง มีความหมายมากกว่าที่หลายบ้านคิดบางบ้านพอรู้ว่าเป็นมะเร็งระยะ 4 ก็เริ่มดูแลกันเต็มที่ครับไม่ให้เดินไม่ให้ทำอะไรกลัวเหนื่อยกลัวล้มกลัวใช้แรงทุกอย่างเกิดจากความรักแต่ถ้ายังเดินไหว กินไหว และทำกิจวัตรได้ สิ่งที่เราควรรักษาไว้คือ “ความสามารถในการใช้ชีวิต” นี่แหละครับเพราะช่วงรักษา คนหนึ่งคนไม่ได้ต้องการแค่ยาที่ดีเขายังต้องการแรงขาความอยากอาหารการนอนที่พอความมั่นใจและความรู้สึกว่า “ฉันยังทำอะไรด้วยตัวเองได้อยู่”เวลาหมอวางแผนรักษา เราจึงไม่ได้ดูแต่ CTเราดูด้วยว่ายังเดินเองได้ไหมยังกินข้าวได้หรือเปล่าน้ำหนักลดเร็วไหมยังลุกจากเตียงเองได้หรือไม่ตับ ไต และหัวใจยังรับยาไหวแค่ไหนคนหนึ่งก้อนใหญ่กว่า แต่ยังเดินได้ กินได้ กล้ามยังดี อาจรับการรักษาได้หลายทางอีกคนก้อนอาจไม่ได้ต่างกันมาก แต่กินแทบไม่ได้ น้ำหนักลดเร็ว กล้ามหาย และนอนติดเตียง การรักษาก็ยากขึ้นครับตรงนี้คนในบ้านช่วยได้เยอะมากไม่ใช่ด้วยการช่วยทุกอย่างแทนแต่ด้วยการช่วยให้เขา “ยังทำสิ่งที่ทำไหว” ต่อไปได้ครับ5. น้ำหนักกับกล้ามเนื้อ อย่ารอให้หายไปเยอะแล้วค่อยแก้อันนี้ผมห่วงมากครับบางบ้านโฟกัสแต่ผลสแกนจนลืมดูคนตรงหน้าช่วงแรกยังหนัก 60 กิโลหนึ่งเดือนเหลือ 56อีกสองเดือนเหลือ 52แล้วทุกคนคิดว่า“ก็มะเร็งนี่หมอ ผอมลงเป็นธรรมดา”แต่ถ้าน้ำหนักและกล้ามลดเร็ว เราควรรีบแก้ครับเพราะบางคนไม่ได้เสียแรงจากก้อนอย่างเดียวแต่เสียจากการกินไม่ได้คลื่นไส้ปากขมเจ็บปากท้องผูกอิ่มเร็วพอรวมกันหลายวัน ร่างกายจะค่อย ๆ อ่อนลงถ้าเป็นคนในบ้าน ผมอยากให้ดูว่าแต่ละวันกินได้แค่ไหน น้ำหนักลดต่อเนื่องไหม และมีอาการอะไรขวางการกินอยู่บางคนกินมื้อใหญ่ไม่ไหว ก็แบ่งเป็นมื้อเล็กหลายครั้งได้บางคนต้องเพิ่มอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานมากขึ้นบางคนควรคุยกับนักกำหนดอาหารตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับเป้าหมายช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่ “กินคลีนที่สุด”แต่อยู่ที่ กินให้พอ เพื่อรักษาแรงไว้เดินต่อกับการรักษา6. อย่าดูแค่ก้อนยุบ ต้องดูว่า “ชีวิตดีขึ้นไหม” ด้วยสมมติผลสแกนออกมาว่าก้อนเล็กลงครับถือเป็นข่าวดีแต่ถ้าช่วงเดียวกันคนคนนั้นปวดมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เดินแทบไม่ไหว และอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ เราก็ยังต้องแก้เรื่องพวกนี้ครับเพราะเป้าหมายการรักษามะเร็งระยะ 4 ไม่ได้มีแค่ทำให้ภาพ CT สวยเราต้องดูด้วยว่าอาการดีขึ้นไหมกินได้ไหมยังเดินได้หรือไม่ยังทำกิจกรรมที่อยากทำได้หรือเปล่าบางครั้งก้อนไม่ได้หายไปหมดครับแต่โรคนิ่งอาการดียังใช้ชีวิตได้ยังมีแรงไปกินข้าวกับครอบครัวยังไปเที่ยวใกล้ ๆ ได้สิ่งเหล่านี้ก็มีความหมายมากครับผมอยากให้ถามหมอตรง ๆ ว่า“ตอนนี้เป้าหมายของการรักษาคืออะไร?”ยุบก้อนคุมโรคลดอาการหรือรักษาคุณภาพชีวิตไปพร้อมกันพอรู้เป้าหมาย เราจะวัดความสำเร็จได้ถูกครับ7.ทีมประคับประคองไม่ใช่ทีมของ “หมดทางแล้ว” แต่เป็นทีมที่ช่วยให้วันนี้อยู่ดีขึ้นหลายบ้านได้ยินคำว่า palliative care แล้วกลัวครับเหมือนเป็นสัญญาณว่า “จบแล้ว”จริง ๆ ทีมประคับประคองช่วยได้ตั้งแต่ยังรักษามะเร็งอยู่ครับช่วยจัดการอาการปวด คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ท้องผูก นอนไม่หลับ หายใจลำบาก รวมถึงความเครียดและความกังวลที่เกิดขึ้นระหว่างทางปัญหาคืออาการพวกนี้พอมารวมกัน มันดึงแรงคนเราออกไปเร็วมากปวดจนไม่เดินไม่เดิน กล้ามลดคลื่นไส้จนไม่กินไม่กิน น้ำหนักลดนอนไม่ดี ก็ยิ่งหมดแรงมันต่อกันเป็นทอด ๆ ครับถ้าเราแก้อาการได้เร็ว คนคนนั้นก็มีโอกาสกินได้ดีขึ้น ขยับได้มากขึ้น นอนดีขึ้น และรักษาคุณภาพชีวิตระหว่างการรักษาได้มากขึ้นตรงนี้ผมอยากให้มองว่า “การประคับประคอง” คือการช่วยรักษาคนทั้งคนไม่ใช่แค่ดูตัวก้อนอย่างเดียวครับ8. คนในบ้านต้องรู้ด้วยว่าอาการไหน “รอไม่ได้”ช่วงรักษามะเร็ง มีหลายอาการที่รอปรึกษาตามนัดได้ครับแต่บางอย่างควรติดต่อโรงพยาบาลเร็วเช่น มีไข้สูงหลังให้ยา หอบมากขึ้น ซึม สับสน ชัก แขนขาอ่อนแรงใหม่ อาเจียนจนกินน้ำไม่ได้ ปวดรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ หรือมีเลือดออกมากผิดปกติอีกอย่างคือ ถ้ากินไม่ได้ต่อเนื่อง ปัสสาวะน้อยลงมาก หรืออ่อนแรงจนลุกแทบไม่ไหว ก็ไม่ควรรอให้ถึงวันนัดถัดไปครับเพราะบางอย่างถ้าเจอเร็ว แก้ง่ายกว่าเยอะแต่ถ้ารอจนขาดน้ำ ติดเชื้อหนัก หรือร่างกายอ่อนลงมาก การฟื้นกลับมาจะยากขึ้นครับถ้าเป็นเราหรือคนในบ้าน เพิ่งรู้ว่าเป็นมะเร็งระยะ 4 ผมอยากให้เริ่มแบบนี้ครับ• ขอให้หมออธิบายชนิดย่อยของมะเร็งให้ชัด• ถามว่ามีผลยีน ตัวรับ หรือ biomarker อะไรที่ใช้เลือกยาได้บ้าง• ขอให้บอกว่ากระจายไปที่ไหน และตำแหน่งไหนต้องเฝ้าระวัง• ถามว่ายาชุดแรกมีเป้าหมายอะไร และถ้ายังไม่ตอบสนองมีทางต่อไหม• ชั่งน้ำหนักและดูการกินเป็นระยะ ถ้าลดเร็วหรือกินไม่ไหวให้รีบแจ้งทีมรักษา• ถ้ายังเดินไหว ให้รักษาการขยับและมวลกล้ามไว้ตามกำลัง• อย่าปล่อยอาการปวด คลื่นไส้ ท้องผูก หรือนอนไม่หลับจนกินไม่ได้และหมดแรง• ถ้ากังวลเรื่องคุณภาพชีวิต ขอคุยกับทีมประคับประคองได้ตั้งแต่ระหว่างรักษาครับสุดท้าย ถ้าวันนี้เป็นเราหรือคนในบ้านที่เพิ่งได้ยินคำว่า “มะเร็งระยะ 4” ผมอยากให้จำไว้อย่างหนึ่งครับเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกคำตอบในวันเดียววันนี้รู้ชนิดของโรคให้ชัดก่อนดูว่ากระจายไปตรงไหนถามว่ามียาอะไรตรงกับมันรักษาการกิน รักษาแรง รักษากล้ามมีอาการอะไรก็รีบแก้ยาตัวนี้ไม่ตอบสนอง ก็ถามว่ามีทางถัดไปไหมเดินทีละช่วงครับบางอย่างเราเลือกไม่ได้จริงแต่ยังมีอีกหลายอย่างที่เราเลือกได้เลือกถามให้ชัดเลือกดูแลร่างกายเลือกไม่ปล่อยให้อาการข้างเคียงพาแรงเราหายไปและเลือกใช้วันที่ยังมีแรง ทำสิ่งที่ยังอยากทำกับคนที่เรารักครับผมอยากให้ความหวังของเราอยู่บนข้อมูลจริงไม่ใช่หวังแบบหลอกตัวเองแต่ก็ไม่หมดหวังก่อนที่เราจะรู้รายละเอียดของโรคครบครับเพราะคำว่า “ระยะ 4” เป็นข้อมูลสำคัญแต่ยังไม่ใช่เรื่องทั้งหมดของชีวิตคนหนึ่งคน


Posted

in

by

Tags: