ยึดทรัพย์ 215 ล้าน สมีโชติ-สีกาเอ๋ รวยอู้ฟู้!

คดีสะเทือนวงการพระ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปราม ขยายผลจากหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนพบปมการเงินที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของวัด และนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 6 จุดใน 4 จังหวัดจุดเริ่มต้นของคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ได้รับหนังสือร้องเรียนจากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม กล่าวหา “พระวชิรญาณ (อติโชติ)” หรือ “พระวชิรญาณ (อติโชติ ธมฺมวโร)” เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ น.ส.ปุณยวีร์ หญิงคนสนิท ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ทั้งที่ไม่มีรายได้ประจำเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนและตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบพฤติกรรมที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเข้าข่ายเสพเมถุน ซึ่งตามพระธรรมวินัยถือเป็นอาบัติปาราชิก ส่งผลให้ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุ และเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับคณะสงฆ์ผู้ปกครอง ได้ดำเนินการให้พระวชิรญาณลาสิกขาแต่เรื่องไม่ได้จบเพียงประเด็นทางพระธรรมวินัยเพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ขยายผลตรวจสอบเรื่องการเงินของวัด กลับพบข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินบริจาคจำนวนมาก โดยมีข้อมูลว่ามีการรับเงินในนามวัด พร้อมออกใบอนุโมทนาบัตรให้แก่ผู้เช่าบูชาวัตถุมงคล แต่เงินที่ปรากฏตามหลักฐานบางรายการกลับไม่ได้เข้าสู่บัญชีของวัดเจ้าหน้าที่ระบุว่า พบหลักฐานการโอนเงินและการออกใบอนุโมทนาบัตรหลายรายการ รวมมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาทเศษ โดยในคดีที่ถูกกล่าวหามีการระบุมูลค่าเงินวัดประมาณ 92 ล้านบาทประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่คำถามว่า เงินที่ประชาชนตั้งใจทำบุญให้กับวัดนั้น ถูกนำไปเก็บไว้ที่ใด และถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดการตรวจสอบยังพบความผิดปกติด้านทรัพย์สินของ น.ส.ปุณยวีร์ ซึ่งในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทั้งบ้านทาวน์เฮาส์ 2 หลัง มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท รถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ และเงินฝากธนาคารกว่า 5 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่ามีการใส่ชื่อบุตรสาวเพื่อถือครองทรัพย์สินบางส่วนข้อมูลดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งจุดที่เจ้าหน้าที่นำไปขยายผลในประเด็นเส้นทางการเงิน และข้อกล่าวหาเรื่องการสมคบกันฟอกเงินจากนั้นพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ อดีตเจ้าอาวาส และ น.ส.ปุณยวีร์ พร้อมเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 6 จุดใน จ.พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และบุรีรัมย์ผลการตรวจค้นพบทรัพย์สินจำนวนมากในส่วนของอดีตเจ้าอาวาส เจ้าหน้าที่ระบุว่าพบเงินฝากในบัญชีกว่า 290 ล้านบาท เงินสดจำนวน 138,308,986 บาท รวมถึงทองคำแท่งและทองรูปพรรณ น้ำหนักรวมกว่า 1,000 บาททองคำ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 70 ล้านบาทขณะที่บ้านพักของ น.ส.ปุณยวีร์ พบเงินสด 3,873,614 บาท และทองคำประมาณ 90 บาท มูลค่าประมาณ 6.15 ล้านบาท รวมถึงเอกสารสำคัญเกี่ยวกับที่ดิน บัญชีธนาคาร สัญญาซื้อขายที่ดิน กรมธรรม์ ใบซื้อขายทองคำ และสลากออมสินเจ้าหน้าที่ระบุยอดของกลางที่ตรวจยึดรวมประมาณ 215,229,847 บาทคดีนี้จึงไม่ได้มีเพียงประเด็น “เงินบริจาค” แต่ยังมีประเด็นเรื่องเส้นทางทรัพย์สินและการฟอกเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยอดีตเจ้าอาวาสถูกแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือทุจริต และสมคบกันฟอกเงิน ขณะที่ น.ส.ปุณยวีร์ ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนการกระทำความผิดและสมคบกันฟอกเงินอย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเพียงข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดสิ่งที่คดีนี้ทำให้ประชาชนต้องหันกลับมามอง คือ “เงินทำบุญ” ที่โอนไปยังวัดนั้นสามารถตรวจสอบปลายทางได้หรือไม่ตำรวจสอบสวนกลางจึงฝากเตือนพุทธศาสนิกชน ก่อนโอนเงินทำบุญหรือบริจาค ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นบัญชีธนาคารในนามวัดที่รับบริจาคอย่างถูกต้อง และหากเป็นไปได้ควรตรวจสอบผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรโดยเฉพาะกรณีที่มีการขอให้โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของพระภิกษุ บุคคลอื่น หรือบัญชีที่ไม่ใช่บัญชีของวัด แม้จะมีการออกใบอนุโมทนาบัตรให้ก็ตาม ก็ควรตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบเพราะสิ่งที่ประชาชนตั้งใจมอบให้พระพุทธศาสนา อาจไม่ได้เดินทางไปถึงวัดตามเจตนาที่ตั้งใจไว้จาก “เหนือดวง” ที่คนศรัทธา สู่คดีที่ตำรวจต้องตรวจสอบเส้นทางเงินอย่างละเอียด บทสรุปสุดท้ายของคดีนี้จึงต้องจับตาทั้งเส้นทางเงิน 92 ล้านบาท ทรัพย์สินกว่า 215 ล้านบาท และพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์ว่าเงินเหล่านั้นมีที่มาและถูกนำไปใช้ในลักษณะใด


Posted

in

by

Tags: