แมนยู 0-1 แมนซิตี้ : แมนเชสเตอร์ ดราม่า, กึ๋นมาเรสก้า-คาร์ริค! 5 ประเด็นผีแพ้เรือใบคาบ้าน

แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ทั้งดราม่าวีเออาร์ จังหวะใบแดงที่มีหลายคนตั้งคำถาม และการคว้าชัยชนะครั้งแรกของ เอ็นโซ่ มาเรสก้า กับการคุมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดวล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครั้งแรก รวมถึงประเด็นที่น่าสนใจมากๆ ว่าทำไม ไมเคิ่ล คาร์ริค ถึงไม่สามารถใช้ความได้เปรียบเรื่องจำนวนผู้เล่นที่มากกว่า 1 ชั่วโมงให้เกิดประโยชน์ แต่กลับกลายเป็นว่า 1. แมนเชสเตอร์ ดราม่าเกมนี้มีจังหวะดราม่าสำคัญทั้งในครึ่งแรกและครึ่งหลัง โดยในนาทีที่ 23 ฟิล โฟเด้น โดนใบแดงไล่ออกจากการเล่นนอกเกมใส่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซึ่งหากพิจารณาแล้วจะเห็นว่า กัปตันทัพ "ปีศาจแดง" เล่นตุกติกด้วยการใช้เหลี่ยมลูกหนังเตะเบาๆ ใส่ โฟเด้น ก่อนจนทำให้เขาตบะแตกส่วนอีกจังหวะเกิดขึ้นในนาทีที่ 60 จากจังหวะทำประตูของ เออร์ลิง ฮาลันด์ ซึ่งตอนแรกผู้ตัดสินไม่ให้เพราะเป็นจังหวะล้ำหน้า แต่วีเออาร์เช็คแล้วยืนยันว่าไม่ล้ำ เนื่องจาก แพทริค ดอร์กู เป็นนักเตะคนสุดท้ายที่ทำให้ หัวหอกทีมชาตินอร์เวย์ ไม่ล้ำหน้ากระนั้นในจังหวะเดียวกันเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงกันอย่างมากก็คือ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า และเขาพยายามที่จะเล่นบอล แต่ท้ายที่สุดวีเออาร์ยืนยันว่า ดาวเตะชาวออร์เจนไตน์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับจังหวะดังกล่าว ดังนั้นจึงยืนยันว่าสมควรเป็นประตูล่าสุด องค์กรผู้ตัดสินอาชีพอังกฤษ ยอมรับว่าจังหวะดังกล่าวเป็นความผิดพลาดของวีเออาร์ในเรื่องการใช้ดุลยพินิจ แต่มันก็เท่านั้นเพราะเกมจบไปแล้ว และ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็แพ้คาบ้าน !!!2. มาเรสก้าสมควรได้รับเครดิตแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกสตาร์ตฤดูกาล 2026/27 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และพวกเขาสมควรได้รับคำชื่นชมอย่างมากกับผลงานที่ทำได้ หลังจากหมดยุค เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และปรับเปลี่ยนขุมกำลังครั้งใหญ่ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะที่วุ่นวาย ก็คงเป็นเรื่องเข้าใจได้ถ้าหาก เอ็นโซ่ มาเรสก้า ต้องใช้เวลาสักระยะในการสร้างทีมให้ลงตัวอย่างไรก็ตาม พวกเขาคว้าชัยชนะทั้ง 4 เกมแรกในพรีเมียร์ลีก ทำให้ยังคงไล่บดบี้กับ อาร์เซน่อล แชมป์เก่าได้อย่างสูสี ขณะเดียวกันก็ยังทำผลงานได้ดีในการไปเยือน เอฟซี ปอร์โต้ ในศึก ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยนับตั้งแต่เกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ (แพ้ อาร์เซน่อล 0-3) เป็นต้นมา ทัพ "เรือใบสีฟ้า" แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมในแบบฉบับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยุครุ่งเรืองอีกครั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ มาเรสก้า เข้ามาสืบทอดตำแหน่งต่อจาก กวาร์ดิโอล่า มาโดยตลอด และตอนนี้สาวกทัพ "สำเภาทอง" กำลังได้เห็นแล้วว่าเหตุใดบอร์ดบริหารจึงเลือกเขา3. 10 ต่อ 11 แต่เกมกลับสูสีใบแดงควรจะเป็นแรงกระตุ้นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เดินหน้าบุกและพยายามทำประตูขึ้นนำ แต่กลับกลายเป็นว่ามันเหมือนการดับไฟของเจ้าบ้านซะเองมาเรสก้า ปรับตำแหน่งให้ รายาน เชอร์กี้ ขยับไปเล่นทางฝั่งขวาแทนตำแหน่งของ โฟเด้น พร้อมจัดระบบเป็น 4-4-1 และหากมองกันตามจริง ทีมเยือนกลับดูเป็นฝ่ายที่ทำได้ดีกว่าตลอดช่วงเวลาที่เหลือของครึ่งแรกพื้นที่ว่างที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านั้น ซึ่ง เอลเลียต แอนเดอร์สัน ได้รับมอบหมายให้ตามประกบ กัปตันบรูโน่ และรับมือกับการที่ มาเตอุส คุนญ่า ถอยลงมายืนลึก จู่ๆ ก็ถูกปิดลง เมื่อ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ถอยลงมาเล่นเป็นคู่หูในแดนกลางร่วมกับเขาการปรับหมากดังกล่าวทำให้ แมนฯ ซิตี้ มีแผงมิดฟิลด์ที่แน่นขึ้น โดยพละกำลังของ แอนเดอร์สัน ผสมผสานกับชั้นเชิงลูกหนังของ เฟร์นานเดซ ส่งผลให้แดนกลาง แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นไม่ออก และสร้างความหงุดหงิดจนเสียบอลหลายครั้ง4. คาร์ริค แก้เกมได้น่าผิดหวังลองคิดดู โฟเด้น โดนใบแดงไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 23 แต่ช่วงเวลาที่เหลืออยู่มากกว่า 1 ชั่วโมง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับไม่สามารถสร้างความอันตรายให้กับเกมรับทีมเยือนได้มากนัก ได้แต่สร้างความหวาดเสียวเท่านั้นวิธีการที่ แมนฯ ซิตี้ จัดการกับการรักษาสกอร์นำถือว่ายอดเยี่ยมตามตำรา พวกเขาทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นไม่ออก เล่นอย่างรัดกุมตามสถานการณ์ เรียกฟาวล์จนได้ลูกตั้งเตะ และถ่วงเวลาขณะที่ "ผีแดง" ไม่สามารถแก้วิธีรับมือแบบนี้ได้ โดย บรูโน่ แฟร์นันด์ส ไม่สามารถสร้างสรรค์จังหวะอันตรายได้มากนัก ส่วน มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกประกบจนเล่นไม่ออก และ มาเตอุส คุนญ่า ไม่สามารถสร้างอิทธิพลต่อเกมได้เลย ขณะที่ ไบรอัน เอ็มเบอโม่ หนักกว่าเพราะทิ้งโอกาสทองไปถึงสองครั้งไพ่ตายเพียงใบเดียวของ ไมเคิ่ล คาร์ริค คือการส่ง เบนยามิน เชชโก้ ลงสนาม แต่ก็ไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ส่วน โจชัว เซิร์กซี หัวหอกชาวดัตช์ ถูกส่งลงสนามในช่วงท้ายเกม แต่เหมือนลงมายืนให้ครบ 11 คนเท่านั้น5. ย้อนรำลึก แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ นัดแรกของ กวาร์ดิโอล่า ถึง มาเรสก้าภาพของ กวาร์ดิโอล่า ชูมือขึ้นพร้อมกางมือ พร้อมตะโกนสั่งลูกทีมให้ช่วยกันตั้งรับและรักษาสกอร์เพื่อคว้าชัยชนะที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สะท้อนให้เห็นถึงช่วง 10 ปีที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเวลาผ่านมาครบหนึ่งทศวรรษแล้วนับตั้งแต่แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ นัดแรกในยุคของ เป๊ป ซึ่งตอนนั้นเกมเต็มไปด้วยความดุเดือด การสู้กันอย่างเข้มข้นในทุกตำแหน่ง และการชิงไหวชิงพริบด้านแท็กติกของสองกุนซือแมตช์ดังกล่าวเป็นชัยชนะนอกบ้านครั้งแรกจากอีกหลายครั้งที่ แมนฯ ซิตี้ ของ กวาร์ดิโอล่า บุกมาชนะ แมนฯ ยูฯ ในยุคโชเซ่ มูรินโญ่ แต่รูปเกมก็ยังมีจุดที่ไม่ลงตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะนี่เป็นเพียงเกมพรีเมียร์ลีกนัดที่ 4 ที่กุนซือจากแคว้นคาตาลันคุมทัพตัดภาพมาที่ 10 ปีต่อมา แมนฯ ซิตี้ บุก "โรงละครแห่งความฝัน" ด้วยสภาพทีมที่สดใหม่ และกุนซือคนใหม่ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือพวกเขาสามารถเอาชนะคู่อริร่วมเมืองได้ ในเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ครั้งแรกของ มาเรสก้าแม้เกมนี้จะจบลงด้วย 3 คะแนนของ แมนฯ ซิตี้ โดยที่มีผู้เล่นน้อยกว่าเจ้าบ้าน 1 คน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขายังมีบางจุดที่ต้องปรับปรุงกระนั้นการย้อนกลับไปนึกถึงเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ นัดแรกของ กวาร์ดิโอล่า ช่วยให้ทุกๆ คนเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่า การคว้าชัยชนะด้วยรูปเกมที่ไม่สวยงามก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นเช่นนี้


Posted

in

by

Tags: