เจาะลึกโมเดลความสำเร็จ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน โดย โทนี่ บลูม ผู้ใช้ข้อมูลสถิติขั้นสูง สเกาต์เฉพาะตำแหน่ง และระบบ Next Man Up สร้างทีมที่ขายกินได้ไม่รู้จบแต่ฟอร์มยังโหดในพรีเมียร์ลีกทุก ๆ ซัมเมอร์ ภาพเดิม ๆ มักเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับ ไบรท์ตัน เสมอ นักเตะตัวหลักถูกสโมสรระดับท็อปของยุโรปทุ่มเงินซื้อตัวไปบรรดานักวิเคราะห์ต่างพากันคาดการณ์ว่า ทีมจะต้องพบกับความตกต่ำ แต่แล้วนักเตะหน้าใหม่ที่แฟนบอลแทบไม่เคยได้ยินชื่อก็เดินเข้ามาทำหน้าที่แทนได้อย่างไร้รอยต่อ ก่อนจะถูกขายออกไปในราคามหาศาลในอีกไม่กี่ฤดูกาลถัดมาทำไม ไบรท์ตัน ที่เสียนักเตะตัวหลักแทบจะทุกซัมเมอร์ถึงยังยืนหยัดใน พรีเมียร์ลีก ได้จนถึงทุกวันนี้หาคำตอบกับ SIAMSPORT[ จุดเริ่มต้นของความมั่งคั่งเชิงข้อมูล ]คนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้คือ โทนี่ บลูม ประธานสโมสรผู้เติบโตมาในเมืองไบรท์ตัน และจบการศึกษาด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์บลูม เคยทำงานในบริษัทบัญชีชั้นนำอย่าง Ernst & Young และเป็นเทรดเดอร์ตราสารอนุพันธ์ ก่อนจะผันตัวเข้าสู่วงการการเดิมพันระดับอาชีพจนได้รับฉายาว่า "The Lizard"ในปี 2006 บลูมได้ก่อตั้ง Starlizard บริษัทที่ปรึกษาด้านการเดิมพันกีฬาที่ใช้นวัตกรรมทางสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเพื่อประเมินราคาและโอกาสชนะในเกมฟุตบอลเมื่อเขาเข้ามาเทกโอเวอร์สโมสรบ้านเกิดในปี 2009 บลูม ได้นำปรัชญาการลงทุนเชิงคณิตศาสตร์นี้มาประยุกต์ใช้กับตลาดซื้อขายนักเตะ โดยมองนักเตะแต่ละคนเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง และมองการสเกาต์เป็นการหาโอกาสสร้างความได้เปรียบในตลาดกระบวนการค้นหานักเตะของ ไบรท์ตัน เริ่มต้นจากความต้องการในตำแหน่งทางแท็กติกเป็นอันดับแรก ตามด้วยการกรองข้อมูลเชิงวิเคราะห์เป็นลำดับถัดมา และปิดท้ายด้วยการใช้สายตาของมนุษย์ในการตรวจสอบขั้นสุดท้ายสโมสรเลือกใช้สเกาต์ตามตำแหน่ง แทนการใช้สเกาต์ตามภูมิภาคแบบดั้งเดิม เพื่อให้สเกาต์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะตำแหน่งนั้น ๆ โฟกัสไปที่ศักยภาพของนักเตะอย่างตรงจุดเครือข่ายการค้นหาของพวกเขาครอบคลุมมากกว่า 30 ลีกทั่วโลก โดยเน้นตลาดที่มักถูกทีมใหญ่ละเลย เช่น อเมริกาใต้, สแกนดิเนเวีย, เบลเยียม, ออสเตรีย, ไอร์แลนด์ และญี่ปุ่นตัวชี้วัดสำคัญที่ ไบรท์ตัน ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือความสามารถในการรับมือและเอาชนะการบีบกดดันของคู่แข่ง ตลอดจนอัตราการครองบอลและการจ่ายบอลสำเร็จภายใต้สภาวะแรงกดดันสูงข้อมูลเหล่านี้นำไปสู่การจัดกลุ่มนักเตะด้วยระบบสัญญาณไฟจราจร (เขียว, เหลือง, แดง) และจำแนกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ นักเตะสำหรับปัจจุบัน, สำหรับปัจจุบันและอนาคต และสำหรับอนาคตผลลัพธ์ของโมเดลนี้ ใครหลายคนที่- มอยเซส ไคเซโด : คว้าตัวมาจากอินดิเพนเดียนเต้ เดล วัลเล่ ในเอควาดอร์ ด้วยราคาเพียง 5 ล้านยูโร ก่อนจะปล่อยตัวให้เชลซีด้วยราคาสถิติพรีเมียร์ลีกสูงถึง 116 ล้านยูโร- อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์: ดึงมาจากอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ด้วยค่าตัว 8 ล้านยูโร แล้วขายต่อให้ลิเวอร์พูลในราคา 42 ล้านยูโร- มาร์ก กูกูเรย่า : ซื้อมาจากเกตาเฟ่ 18 ล้านยูโร ขายให้เชลซี 65 ล้านยูโร- อีฟส์ บิสซูม่า : ซื้อมาจากลีลล์ 17 ล้านยูโร ขายให้ สเปอร์ส 30 ล้านยูโรเฉพาะนักเตะเพียง 4 รายนี้ สามารถทำกำไรสุทธิเข้าสู่สโมสรได้รวมกันมากกว่า 230 ล้านยูโร นอกจากนี้ยังมี คาโอรุ มิโตมะ ที่ถูกค้นพบจากลีกญี่ปุ่น และ เอแวน เฟอร์กูสัน ที่ดึงมาจากสโมสรโบฮีเมียนส์ในไอร์แลนด์[ ปรัชญาที่ไม่เคยปล่อยให้ทีมสูญพันธุ์ ]การหากกสเกาต์เจอนักเตะเก่งอายุ 19 ปีเป็นเพียงก้าวแรก … แต่การพัฒนาพวกเขาให้พร้อมสำหรับความเคี่ยวของ พรีเมียร์ลีก คือจุดที่หลายสโมสรล้มเหลวไบรท์ตัน ยึดถือปรัชญา "Next Man Up" หรือการเตรียมตัวแทนล่วงหน้า 2-3 ตลาดการซื้อขายก่อนที่สตาร์ประจำทีมจะย้ายออกไปเมื่ กูกูเรย่า ย้ายไป เชลซี เพอร์วิส เอสตูปีญาน ก็พร้อมเสียบแทนทันที เมื่อ บิสซูม่า ย้ายออก ไคเซโด ก็ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ และเมื่อ ไคเซโด ย้ายออก สโมสรก็เซ็นสัญญา คาร์ลอส บาเลบา เข้ามารับช่วงต่ออย่างทันท่วงที (ตอนนี้ บาเลบา ไป แมนยู แล้ว)กระบวนการเจียระไนนักเตะของ ไบรท์ตัน ยังพึ่งพานวัตกรรมระบบยืมตัวแบบเฉพาะเจาะจง โดยส่งดาวรุ่งไปทดสอบสภาวะแรงกดดันในลีกที่มีความเคี่ยว เช่น ยูเนียน แซงต์-จิลลัวส์ ในเบลเยียม หรือสโมสรในลีกรองของอังกฤษ เพื่อเก็บเกี่ยวชั่วโมงบินและปรับตัวกับฟุตบอลอาชีพจริงก่อนถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่นอกจากนี้ สโมสรยังให้ความสำคัญกับการคัดเลือกผู้จัดการทีมที่มีโครงสร้างความคิดสอดคล้องกับระบบไม่ว่าจะเป็น แกรแฮม พ็อตเตอร์, โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ จนถึง ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ ทุกคนต้องมีแนวทางการเล่นที่กล้าหาญในการครอบครองบอล รับมือกับการบีบกดดันได้ดี และพร้อมเปิดโอกาสให้ดาวรุ่งได้ลงสนามพัฒนาฝีเท้า[ ทำไมยุคนี้ใคร ๆ ก็อยากเป็น ไบรท์ตัน แต่กลับไม่มีใครก๊อปปี้ได้สำเร็จ? ]หลายสโมสรพยายามลอกเลียนแบบแนวทางของไบรท์ตันด้วยการซื้อโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลหรือพยายามดึงตัวบุคลากรระดับหัวกระทิไปร่วมทีมแต่สิ่งที่ยากที่สุดในการก๊อปปี้ไม่ใช่ตัวอัลกอริทึม แต่คือ "วัฒนธรรมและความอดทนขององค์กร"สโมสรใหญ่ส่วนใหญ่ทนต่อแรงกดดันจากแฟนบอลและสื่อมวลชนไม่ได้ พวกเขาต้องการผลการแข่งขันในทันที จึงมักจบลงด้วยการทุ่มเงินซื้อนักเตะที่แพงเกินจริงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในทางกลับกัน ไบรท์ตัน มีโครงสร้างผู้บริหารที่มั่นคงภายใต้การนำของ โทนี่ บลูม ผู้เข้าใจเรื่องความเสี่ยงและกระบวนการทางสถิติเป็นอย่างดีพวกเขาไม่เคยซื้อขายนักเตะด้วยความลนลาน แต่บริหารสโมสรด้วยความสงบนิ่งและยึดมั่นในโมเดลระยะยาวอย่างเคร่งครัดสิ่งที่ ไบรท์ตัน กำลังทำ ไม่ใช่แค่เรื่องราวของสโมสรเล็กที่ล้มยักษ์ แต่เป็นการปฏิวัติโครงสร้างทางความคิดของวงการฟุตบอลยุคใหม่ งบประมาณที่จำกัด ไม่ใช่ข้ออ้างของการไร้ชัยชนะหากสโมสรมีการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และกล้าที่จะเชื่อมั่นในกระบวนการตัน กวาร์ดิโอล่า
เบื้องหลังความสำเร็จ ไบรท์ตัน : สูตรสเกาต์ที่เปลี่ยน ‘แข้งโนเนม’ เป็นทองคำ
by
Tags: