ศาลอุทธรณ์สั่งคุก ‘ตั้ม ษิทรา-ช่อฉัตร’ คนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาจำคุก ‘ตั้ม ษิทรา-ช่อฉัตร’ คนละ 1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ชี้แถลงข่าวหวังผลทางคดี ไม่คำนึงถึงผลกระทบผู้เสียหาย สั่งชดใช้ค่าเสียหาย 2 แสนบาท เผยคดีเข้าข่ายต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง29 ตุลาคม 2569 – ที่ศาลจังหวัดนครพนม ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่ง ผศ.ดร.ธนบวร สิริคุณากรกุล นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และ น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ตั้ม” และ น.ส.ช่อฉัตร โตชูวงศ์ นักธุรกิจน้ำยางพารา เป็นจำเลย พร้อมเรียกร้องค่าเสียหายคดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการแถลงข่าวของจำเลยทั้งสอง ซึ่งฝ่ายโจทก์ระบุในคำฟ้องว่า มีเนื้อหาเป็นข้อความอันเป็นเท็จและบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้ผู้รับฟังเกิดความเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม จึงนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาแล้ว มีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ พร้อมกำหนดให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยศาลอุทธรณ์เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่พฤติการณ์การแถลงข่าวมีลักษณะมุ่งหวังผลในทางคดี โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เสียหาย ถือเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง จึงยังไม่มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษส่วนกรณีที่จำเลยที่ 1 นำเงินจำนวน 30,000 บาท มาวางต่อศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย ศาลเห็นว่าเป็นเพียงเงินจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุประกอบการพิจารณารอการลงโทษจำคุกสำหรับการกำหนดโทษ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า โทษจำคุกคนละ 2 ปีที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ก่อนลดโทษนั้นหนักเกินไปเมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี จึงพิพากษาแก้เป็นจำคุกคนละ 1 ปี โดยยังคงไม่รอการลงโทษก่อนหน้านี้ ศาลจังหวัดนครพนมมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี แต่เห็นว่าคำเบิกความของจำเลยทั้งสองในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงมีเหตุบรรเทาโทษตามมาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษศาลชั้นต้นให้เหตุผลว่า ภายหลังเกิดเหตุไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองสำนึกผิดหรือมีการเยียวยาบรรเทาความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษในส่วนคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระแก่โจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 3 คนละ 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราเดียวกัน รวมทั้งให้รับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามที่ศาลกำหนด ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาแก้ในส่วนโทษจำคุกและค่าเสียหายดังกล่าวผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้เข้าข่ายข้อจำกัดการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ซึ่งบัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษไม่เกินอัตราดังกล่าว คู่ความจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างไรก็ตาม กฎหมายยังเปิดช่องให้มีการขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามขั้นตอนที่กำหนด หากได้รับอนุญาต คดีจึงจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป ส่วนการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามดังกล่าว.


Posted

in

by

Tags: