Category: การเมือง

  • เปิดปฏิบัติการทลายรัง “เสี่ยบอย” อดีตรองนายกเทศมนตรี พบต่างด้าวลงขันตาละล้าน

    ภาพไฮไลต์“อธิบดีกรมการปกครอง” สั่งชุดปฏิบัติการพิเศษบุกโรงแรมร้างย่านพระสมุทรเจดีย์ รวบเจ้ามือ-นักพนันเฉียดครึ่งร้อย ผงะเจออาวุธปืนสงครามคุมบ่อนวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้สั่งการให้นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วย ร้อยตำรวจตรี สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และนายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการสำนักกองอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน นำกำลังเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) จำนวนกว่า 70 นาย เข้าปิดล้อมและตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย ที่ชั้น 4 โรงแรมเฉลิมวงศ์ ซอยสุขสวัสดิ์ 80 อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ หลังสืบทราบว่าถูกดัดแปลงเป็นบ่อนพนันลอยฟ้าขนาดใหญ่เปิดเย้ยกฎหมายจากการบุกเข้าตรวจสอบจับกุมของเจ้าหน้าที่ พบว่าภายในบ่อนลอยฟ้าดังกล่าวมีนักพนันกำลังล้อมวงเดิมพันกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 55 ราย แบ่งเป็นเจ้ามือ 6 ราย และนักพนันอีก 49 ราย (ชายไทย 30 คน, หญิงไทย 16 คน และแรงงานต่างด้าว 3 คน) โดยพบของกลางประกอบด้วย…

  • ฟาดเจ็บ! ‘ฮุน มาเนต’ เนรคุณ เข้าเวสต์ปอยต์จากโควตากองทัพไทย เขารู้กันทั้งบาง

    ซัด "ฮุน มาเนต" แตหลอ-เนรคุณ ปากแจ๋วได้เพราะเกียรติศักดิ์ "เวสพอยตท์" ไม่ ทำความลับรั่วไหล! "วันวิชิต" แฉ "ลุงจิ๋ว" รับรอง สานต่อนโยบาย "น้าชาติ" เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า30 พฤษภาคม 2569 – นายวันวิชิต บุญโปรง นักวิชาการ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีที่ นายฮุน มาเน็ต ออกมาโพสต์การได้ไปเรียนที่โรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ สหรัฐอเมริกาด้วยเป็นความช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐ โดยอ้างว่า ไม่เกี่ยวกับกองทัพบกไทยนั้น ผมอยากจะบอกว่า มัน “แตหลอ” ครับ คนเนรคุณจะพูดอะไรให้ตัวเองดูดีก็ได้ ผมจะไล่เรียงให้ฟัง ว่า ฮุนมาเน็ตไปเรียนที่โน่นได้อย่างไร1. ชาติมิตรประเทศที่ไปเรียนเวสต์ปอยต์ในอาเซียน ที่เรียกว่า “ขาประจำ” ได้แก่ ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ ส่วน สิงคโปร์ เพิ่งมาถี่ช่วงหลังได้รับเอกราชแล้ว ดังนั้น เขมรอยากเรียนต้องทำอย่างไร1.1 ต้องได้รับความเห็นชอบ และได้รับการ “รับรอง” จากสมาชิกมิตรประเทศ ว่าจะให้ เขมร มีโควต้ามาเรียน…

  • เปิดแฟ้ม 8 คดี ‘ความเชื่อ’ บทสรุปของคนที่หากินกับ ‘ศรัทธา’ ท้ายที่สุดจบลงอย่างไร?

    เมื่อไม่นานมานี้ สังคมไทยได้เกิดข้อถกเถียงและตั้งคำถามตัวโตๆ ขึ้นอีกครั้ง จากกรณีข่าวการจับกุมผู้ที่อ้างตัวเป็น "อาจารย์แก้กรรม" ชื่อดัง ซึ่งตกเป็นประเด็นอื้อฉาวและถูกกล่าวหาว่าอาศัยความเชื่อของประชาชนเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ ภาพล่าสุดที่ปรากฏผ่านหน้าสื่อคือผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยวงเงินประกันศาลจำนวน 150,000 บาท ภาพการเดินออกจากศาลเพื่อไปต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ได้สร้างข้อคำถามให้กับหลายฝ่ายว่า ท้ายที่สุดแล้วบทสรุปทางกฎหมายสำหรับข้อพิพาทที่มีความทับซ้อนกับเสื้อคลุมของ "ความเชื่อ" ลักษณะนี้ จะมีบรรทัดฐานออกมาอย่างไรวันนี้ 'แนวหน้าออนไลน์' จะขอพาท่านผู้อ่านย้อนรอย 6 แฟ้มคดีดังระดับตำนาน ที่เคยสั่นคลอนศรัทธาของสังคมไทยจนพังทลาย เพื่อร่วมกันถอดบทเรียนว่า แท้จริงแล้วอาชญากรรมในคราบนักบุญไม่เคยเลือนหายไปไหน เพียงแต่ผลัดเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ให้แนบเนียนไปกับยุคสมัยเท่านั้นเอง"1. พระยันตระ อมโร วิกฤตศรัทธาแห่งยุค 90ในช่วงปี พ.ศ. 2537 สะเทือนวงการพุทธศาสนาและสังคมไทยเพราะ "พระยันตระ อมโร" หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ ที่ทำให้ความศรัทธานั้นพังทลายลง โดยอดีตภิกษุรูปงามผู้มีน้ำเสียงนุ่มนวลและวาทศิลป์ในการเทศนาที่จับใจ มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธาอย่างล้นหลามทั่วประเทศ ถึงขั้นที่มีคำกล่าวขานว่าผู้คนแย่งกันเพื่อขอ "ดื่มน้ำล้างเท้า" ของท่านเพื่อความเป็นสิริมงคลแต่เมื่อมีสีกาออกมาเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม นำไปสู่การขุดคุ้ยเรื่องราวการล่วงละเมิดทางเพศจนถึงขั้นมีบุตรด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารและบัตรเครดิต ซึ่งขัดต่อสมณสารูปอย่างร้ายแรง มติมหาเถรสมาคมในเวลานั้นจึงสั่งให้ท่านสละสมณเพศ ทว่าเจ้าตัวปฏิเสธที่จะเปล่งวาจาสึก และเลือกที่จะหันไปสวมจีวรสีเขียวแทนก่อนที่ท้ายที่สุดจะตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศไปใช้ชีวิตเป็นฆราวาสที่สหรัฐอเมริกา จนกระทั่งคดีความหมดอายุความลง (20 ปี) ในปี 2557 และได้มีรายงานการเสียชีวิตที่รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 มีนาคม…

  • สภาฯ แจงตรวจปัสสาวะตำรวจสภาฯ ไม่พบฉี่ม่วง แต่เจอ สารมอร์ฟีน ในร่างกาย 2 คน อยู่ระว่างหาสาเหตุ

    สภาฯ แจงตรวจปัสสาวะตำรวจสภาฯ ไม่พบฉี่ม่วงโยง ยาบ้า แต่เจอ สารมอร์ฟีน ในร่างกาย 2 คน 1 คนมี ใบรับรองแพทย์ มายัน ขณะที่อีกคนอ้าง กินยารักษาโรค หลายขนาน เผยอยู่ระว่างหาสาเหตุ ยังให้ปฏิบัติงานตามปกติ จนกว่าจะทราบผลเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2569 นายเจษ อนุกูลโภคารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัย สภาผู้แทนราษฎร กล่าวชี้แจงกรณีมีรายงานผลตรวจหาสารเสพติด กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา สำนักรักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานยานพาหนะ ตามนโยบายของนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา โดยพบผลปัสสาวะเป็นสีม่วง 1 คนว่า ข้อเท็จจริงจากการตรวจสารเสพเสพติด โดยเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) พบว่าผลตรวจไม่ได้มีปัสสาวะม่วงที่เป็นการบ่งบอกถึงยาเสพติดให้โทษประเภทยาบ้า ตามที่มีการเข้าใจผิด แต่ทาง ป.ป.ส. ยืนยันว่าเป็นการตรวจพบสารมอร์ฟีน (Morphine) ในร่างกาย 2 คน โดย 1 คน มีใบรับรองแพทย์การใช้ยาระงับปวด ประเภทมอร์ฟีน ชัดเจน ส่วนอีก 1 คนไม่มีหลักฐานยืนยัน…

  • อย่าดึงฟ้าต่ำ

    เป็นไปตามคาดครับ…พรรคส้มได้รับคำยกย่องชมเชยจากบรรดาผู้ต้องหาหนีคดี ม.๑๑๒ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวซ้ายจัด ที่มีแนวคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์คำชมเชยที่พยายามทำให้พรรคส้มดูยิ่งใหญ่ นั่นคือ…ยังคงยึดมั่น "อุดมการณ์"เป็นความกล้าหาญทางจริยธรรมขั้นสูงสุดเขาชมกันว่างั้นครับอุดมการณ์คืออะไร?คือ ชุดความคิด ความเชื่อ และค่านิยมที่กลุ่มบุคคลยึดถือร่วมกัน เป็นเสมือนแผนที่หรือเข็มทิศชี้นำในการปฏิบัติ เพื่อสร้างสังคมในอุดมคติตามแนวคิดของตัวเองให้กลายเป็นความจริงแสดงว่าในกลุ่มที่สนับสนุนพรรคส้มจำนวนหนึ่งยังเชื่อว่า พรรคส้มคือความหวังในการล้มล้างสถาบัน!ครับ…ปฏิกิริยาจากพรรคส้มต่อการประชุมระหว่างรัฐบาลกับคณะองคมนตรี เพื่อติดตามสถานการณ์และแนวทางในการรับมือสาธารณภัยมีการพูดถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข ไม่มีข้อสั่งการ ตรงนี้ชัดเจนนะครับแต่พรรคส้มเห็นช่อง โจมตีรัฐบาลเพื่อกระทบไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีใครสักกี่คนที่ตีความเรื่องนี้ว่าเป็นอันตรายต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคำให้สัมภาษณ์ของ "หัวหน้าเท้ง" ชัดเจนจนไม่ต้องตีความอะไรทั้งนั้น"…ผมก็มีความคิดเห็นว่าบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากไม่ควรห้อยหรือโหนฟ้ามาลงต่ำ อีกหนึ่งกรณีเช่นเดียวกันก็คือ พอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางในการดันฟ้าให้ขึ้นสูง…"มองว่าเป็นการดึงฟ้าต่ำ!ไม่น่าเชื่อว่านี่คือคำพูดของคนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒พูดง่ายๆ แค่ "เท้ง" อ้าปากก็เห็นไปถึงลิ้นไก่แล้วครับ!การประชุมระหว่างรัฐบาลกับคณะองคมนตรีจึงเป็นเพียงเหยื่้อทางการเมืองที่พรรคส้มใช้ในการขยายความในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้นปั่นกระแสว่าเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยองคมนตรีมีอำนาจหน้าที่อะไร?พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแก่คณะองคมนตรี ในโอกาสที่เสด็จฯ ไปทรงเปิดอาคารทำเนียบองคมนตรี ณ พระราชอุทยานสราญรมย์ วันอังคารที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๗ ไว้ดังนี้ครับ…"…องคมนตรีเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ จึงมีหน้าที่ที่จะให้คำปรึกษา และก็นี่เป็นสิ่งที่คนเขาสงสัยว่าองคมนตรีมีอำนาจ มีหน้าที่อะไรก็สรุปว่าเป็นผู้ที่ให้คำปรึกษาในทุกด้าน ทุกอย่าง พระมหากษัตริย์จะรับทราบ จะรับรู้หรือไม่ก็อย่าน้อยใจ เพราะว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นผู้ที่ตัดสินในเรื่องราวต่างๆ แต่ว่าคำปรึกษาของท่านองคมนตรีก็มีประโยชน์มาก เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากในด้านต่างๆ จึงขอให้ท่านได้คิดดีๆ…

  • ‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ ลากไส้ ขบวนการเซาะกร่อน พุ่งเป้าองคมนตรี-กองทัพ ตีวัวกระทบคราด

    22พ.ค.2569- นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่าเซาะกร่อนขบวนการในการซ่อนกร่อนบ่อนทำลายสถาบัน มีกลเม็ดหลายช่องทางกลุ่มขบวนการรู้ดีว่า การพุ่งเป้าโจมตีต่อสถาบันโดยตรงมีความเสี่ยงอย่างมากปัจจุบัน ศาลได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากคนไทยที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันและพร้อมให้ความร่วมมือเป็นพยานศาลทำให้ศาลสามารถลงโทษต่อผู้กระทำผิดสถาบันในมาตรา 112 ได้มากขึ้นดังนั้น ขบวนการซ่อนกร่อนจึงพุ่งเป้าต่อกลุ่มองคมนตรี และกองทัพ ที่เป็นเกราะป้องกันสถาบันองคมนตรีคือบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานต่างพระเนตรพระกรรณและมีความใกล้ชิดต่อองค์พระประมุขการโจมตีองคมนตรีเสมือนตีวัวกระทบคราดหากทำลายองคมนตรีได้สำเร็จเท่ากับทำลายเกราะป้องกันสถาบันให้พังทะลายลงสถาบันจะไม่มีแนวป้องกัน และอาจถูกเสียดสีกระทบกระทั่งได้ง่ายขึ้น หรือล่วงละเมิดได้ง่ายเปรียบเหมือนการจะรื้อบ้าน ต้องโยกคลอนเสาบ้านให้ล้มลงแม้สามารถโยกเสาบ้านเพียงหนึ่งหรือสองต้น ก็อาจทำให้บ้านทั้งหลังล้มพังครืนลงได้ทั้งหลายทั้งปวงก็มีด้วยประการเช่นนี้

  • ‘ไชยันต์’ ออกโรง! อบรมพรรคส้ม ทำการบ้านก่อนวิจารณ์บทบาท ‘องคมนตรี’

    'อ.ไชยันต์' สอนพรรคส้ม ทำการบ้านก่อนวิจารณ์บทบาท 'องคมนตรี' กางโมเดลเดนมาร์ก-อังกฤษ-นอร์เวย์ พร้อมย้ำ รธน.มาตรา 10 ทำให้ต้องรับฟังข้อมูลจากหน่วยราชการ22 พ.ค. 2569 – จากกรณี พรรคประชาชน แสดงท่าทีทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ในเชิงตั้งคำถามถึงบทบาทขององคมนตรี หลังเก้าองคมนตรี ร่วมประชุมหารือรับฟังข้อมูลการเตรียมการป้องกันปัญหาภัยแล้ง-ภัยธรรมชาติ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เมื่อ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีดังกล่าวของพรรคประชาชนทางการเมืองตามมาศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักรัฐศาสตร์-นักวิชาการที่ติดตามศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มาอย่างต่อเนื่องและศึกษาระบอบดังกล่าวในหลายประเทศ ให้สัมภาษณ์กับ”ไทยโพสต์”ว่า ภาพการประชุมดังกล่าวระหว่างฝ่ายองคมนตรีและฝ่ายรัฐบาลเมื่อ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา เท่าที่สืบข้อมูลของไทยเรา ก็เห็นว่าทำกันมาหลายปีแล้ว เป็นการที่ทางองคมนตรีมารับฟังเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันภัยของทางหน่วยราชการพอเห็นภาพที่นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) โพสต์ รวมถึงที่พรรคประชาชนมีการโพสต์ในเรื่องนี้ จึงได้สอบถามกับทางข้าราชการผู้ใหญ่ที่อยู่ในภาพ เขาก็บอกว่า ไม่ใช่เป็นการพบกันกับทางคณะรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายการเมือ งแต่เป็นการพบกับหน่วยงาน ที่ดูเรื่องเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ ฝนแล้ง น้ำท่วม ลักษณะแบบนี้ ซึ่งก็ทำมานานแล้ว โดยทางองคมนตรีมารับฟัง…

  • การเมือง บางวันก็เป็นเทพ บางวันก็เป็นมาร บางวันเป็นทั้งมารเป็นทั้งเทพ

    จตุพร ชี้ ไทยเป็นประเทศร่ำรวยด้วย รธน.มากที่สุด และมีไว้เพื่อการฉีก แล้วมาทะเลาะกันด้วยเรื่องเดิมๆ ซ้ำซากผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า กลไกและระบบใน รธน. ไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ เพราะ คน ซึ่งมีหน้าที่ไม่ทำตามหน้าที่การปราบปรามทุจริตโดยทุกเรื่องการทุจริตในวันนี้ต้องตั้งหลักกันให้มั่น เพราะถ้าบ้านเมืองต้องการปราบปรามการทุจริต แต่อำนาจการปราบอยู่ที่หน่วยงานมีหน้าที่ตั้งแต่ สตง., ปปช., คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) และนำไปสู่ศาลอาญาทุจริตหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกทั้งบางประเด็นยังเกี่ยวข้องกับศาล รธน. ด้วยอย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลจะแก้ไขการทุจริตได้ ซึ่งรัฐบาลและ ปปช.ต้องถูกตรวจสอบดำเนินการเช่นกัน ดังนั้น ในบ้านเมืองถ้าบุคคลมีหน้าที่ไปตรวจสอบคนอื่น ภาษาโบราณบอกต้องล้างเท้าให้สะอาดก่อนขึ้นธรรมมาสน์เทศสั่งสอนเขาอีกทั้งกล่าวว่า ในวันนี้ภาวะวิกฤตศรัทธานำพาประเทศไทยสู่ล้มเหลว มีค่าเฉลี่ยจีดีพี (GDP) โดยเป็นอันดับ 8 ในกลุ่มอาเซียน 11 ประเทศ ซึ่งจัดว่าต่ำมาก ทั้งที่ไทยเป็นประเทศมีความหวัง มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ระบบการเมืองการปกครอง และการปราบปรามการทุจริตยังเป็นลักษณะเล่าสู่กันฟัง เมื่อได้ฟังก็หายอยาก แล้วไปจำเรื่องอื่นกันต่อ ดังนั้นจึงไม่มีวันแก้ไขปัญหาทุจริตกันได้ส่วนการแก้ รธน. 2560 ฉบับเน้นปราบโกงนั้น คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3…

  • ‘อ.อัจฉราวดี’ เย้ย ‘พรรคส้ม’ อ่อนหัด หมกมุ่นการล้มล้าง เพิ่มคะแนนนิยมให้รัฐบาล

    22 พ.ค.2569- อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต โพสต์ข้อความว่า·การออกมากล่าวถึงการร่วมประชุมแก้ภัยพิบัติขององคมนตรี ว่าอาจถูกตีความว่าแทรกแซงฝ่ายบริหาร ทั้งๆ ที่เป็นกิจดูแลทุกข์สุขของทวยราษฎร์ ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็คิดไปได้ว่า พรรคปชช.ต้องการบีบสถาบันกษัตริย์ ให้อยู่ในกรอบที่ตนวางไว้.นัยหนึ่ง ก็ต้องการกันสถาบันกษัตริย์ออกห่างจากราษฎร ให้ดำรงอยู่อย่างสูงส่ง ไม่ต้องมารับรู้เรื่องการบริหารบ้านเมือง ขนาดจะแสดงความห่วงใยเรื่องการแก้ปัญหาภัยแล้งก็ยังไม่ได้..แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องการลดสถานะของสถาบัน ให้มีฐานะไม่ต่างอะไรกับประชาชนทั่วไป ผ่านการพยายามแก้ไขม.112 ที่บทลงโทษการหมิ่น ไม่ต่างไปจากบุคคลธรรมดาพรรคประชาชนทำประหนึ่งต้องการจองเวรต่อสถาบันพอใจจะแขวนก็แขวนไว้สูงๆพอใจจะดึง ก็ดึงฟ้าลงมาสู่ที่ต่ำกระแสปกป้องสถาบันที่เงียบๆ ไปตามครรลองก็ถูกปลุกให้ลุกโชนขึ้นราวกับแสงไฟในกระถางที่มีเปลวไฟริบหรี่จู่ๆ ก็มีผู้มาเติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้โยนหอกไปหนึ่งเล่มโดนธนูพุ่งกลับมาเป็นห่าฝนรัฐบาลทำงานอยู่ดีๆก็เพิ่มคะแนนนิยมไปให้ซะอย่างงั้นนี่คือพรรคอ่อนหัดที่หมกมุ่นอยู่กับการล้มล้างการปกครอง

  • เกิดอะไรขึ้น! สามี‘ทนายแจม’โผล่คอมเมนต์ใต้โพสต์ สส.ปชน. แซะใครปมชู้สาวก่อนลบทิ้ง

    เกิดอะไรขึ้น! สามี‘ทนายแจม’โผล่คอมเมนต์ใต้โพสต์ สส.ปชน. แซะใครปมชู้สาวก่อนลบทิ้งณัฐพล ปชน.โพสต์ กมธ.ติดตามงบฯ นัดแรกก็ตึงแล้ว แฉกองทุน DE ใช้เงินนอกงบพันล้านไม่ต้องผ่าน ครม. ขณะอดีตผู้สมัครสส. สามี‘ทนายแจม’ โผล่คอมเมนต์แซะแรงประเด็นชู้สาวก่อนลบทิ้งเมื่อวันที่ 21 พ.ค.2569 นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ว่า แค่นัดแรกก็ตึงแล้ว กมธ.ติดตามงบฯ วันนี้พิจารณาวาระ เรื่อง การใช้เงินของกองทุน DE (กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ที่ปีงบ 69 นี้มีเงินเพื่ออุดหนุนให้ไปทำโครงการต่างๆสูงถึง 7,906.82 ล้านบาทนายณัฐพล ระบุว่า แต่เงินก้อนนี้เป็นเงินนอกงบประมาณ ซึ่งหมายความว่า เงินนี้ไม่ได้อยู่ในการพิจารณาอนุมัติโดยสำนักงบประมาณหรือรัฐบาลโดยตรง ไม่ได้ผ่านสภาใดๆ ทั้ง สส. และ สว. เพราะ เป็นเงินตาม พ.ร.บ. เฉพาะของหน่วยงานตนเองที่ระบุให้มีกองทุนไว้เป็นของตัวเองได้เพื่อความคล่องตัว ซึ่งอำนาจในการเคาะใช้เงินทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการจากการแต่งตั้ง ตามที่ พ.ร.บ.นั้นๆ ระบุเงินนอกงบประมาณ ลักษณะเดียวกันแบบกองทุน…