Category: ต่างประเทศ

  • สุดเหี้ยม อินฟลูฯ ถูกฆ่ายกครัว-ห่อพลาสติกทิ้งท้ายรถ ย้อนโพสต์คาดเหตุดับสลด

    อินฟลูฯ สาวเม็กซิกันถูกสังหารโหด พร้อมสามี-ลูก 2 คน พบร่างห่อพลาสติกทิ้งท้ายรถกระบะ ย้อนโพสต์เก่า เล่าข้อดีการมีแฟนเป็นเจ้าพ่อยาเสพติด ก่อนเจอจุดจบสุดสลดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ กรณีเอสเมรัลดา เฟร์เรร์ การิไบย์ อินฟลูเอนเซอร์และนักร้องสาววัย 32 ปี พร้อมด้วยสามีและลูกอีก 2 คน ถูกพบเสียชีวิต สภาพศพถูกห่อด้วยพลาสติกทิ้งไว้ท้ายรถกระบะของครอบครัว ฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเม็กซิโกระบุว่าเป็นการสังหารหมู่ที่มีลักษณะคล้ายกับการลงมือของแก๊งอาชญากรรมอัยการ อัลฟอนโซ กูเตียร์เรซ ซานติลลัน แถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ศพของครอบครัวนี้ถูกพบเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ภายในรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ สีเทาที่ถูกจอดทิ้งไว้ในเมืองกวาดาลาฮารา พบผู้เสียชีวิตทั้ง 4 ราย ประกอบด้วย อินฟลูสาวคุณแม่ลูกสอง, โรเบร์โต คาร์ลอส กิล ลิเซีย สามีวัย 36 ปี, กาเอล ซานติอาโก ลูกชายวัย 13 ปี และ เรจินา ลูกสาววัย 7 ปีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อแกะรอยเส้นทางของรถกระบะจนพบว่าจุดเกิดเหตุ คาดว่าครอบครัวนี้ถูกสังหารที่อู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง…

  • สื่อนอกเปิดตัว “ฟิกเซอร์” มือประสานงานลับเชื่อมสัมพันธ์ ทักษิณ-ฮุน เซน

    สื่อต่างชาติเปิดตัว “เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์” ชาวแอฟริกาใต้ ผู้เชื่อมสัมพันธ์ ทักษิณ ชินวัตร และ ฮุน เซน มีส่วนในธุรกิจพลังงานและทรัพย์สินลับ หลายคนรู้จักในนาม “ฟิกเซอร์” และ “โจ่ โหลวแห่งประเทศไทย”เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อออนไลน์ Asia Sentinel เผยแพร่รายงานโดย ทอม ไรท์ อดีตผู้สื่อข่าว The Wall Street Journal เกี่ยวกับนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ชาวแอฟริกาใต้ หรือที่บางครั้งใช้ชื่อ "เบน สมิธ" ซึ่งมีบทบาทเป็นตัวกลางเชื่อมโยงอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งกัมพูชา ไรท์ระบุว่าเมาเออร์เบอร์เกอร์ได้รับฉายาว่า "ฟิกเซอร์" (Fixer) และ "โจ่ โหลวแห่งประเทศไทย" ชื่อของนักธุรกิจชาวมาเลเซียที่ถูกตำรวจสากลตามล่าจากคดียักยอกเงินกองทุน 1MDB มูลค่ากว่า 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปี 2559รายงานของไรท์ ซึ่งเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของ "Hunting Whales" ระบุว่าเมาเออร์เบอร์เกอร์เป็นตัวแทนที่ทักษิณใช้ถือครองทรัพย์สินลับ เช่น…

  • เจ้าสาวถึงกับอึ้ง เมื่อเห็นชุดที่ “ว่าที่แม่สามี” จะใส่มางานแต่ง ปฏิกิริยาเจ้าบ่าวคือที่สุด!

    เจ้าสาวถึงกับอึ้ง เมื่อเห็นชุดที่ เจ้าสาวถึงกับอึ้ง เมื่อเห็นชุดที่ "ว่าที่แม่สามี" ตั้งใจจะใส่มางานแต่ง โชคดีที่เจ้าบ่าวเห็นก่อน ช่วยสกัดไว้ทันว่าที่แม่สามีถูกวิจารณ์อย่างหนัก หลังเผยชุดที่จะใส่มางานแต่งลูกชายดีอันนา เจ้าสาว เล่าว่า วันหนึ่งสามีถามแม่ว่าอยากเห็นชุดที่แม่เพิ่งซื้อมา ระหว่างไปช้อปปิ้งกับพี่สาว“แม่บอกว่า มันเป็นเซอร์ไพรส์ แต่สามีก็ตอบกลับไปว่า ไม่สิ ชุดเจ้าสาวของดีอันนาต่างหากที่ควรเป็นเซอร์ไพรส์” ดีอันนาเล่าสุดท้ายแม่ก็ยอมเปิดเผย โดยส่งรูปชุดให้ดู ปรากฏว่าเป็นเดรสลูกไม้สีขาว ลวดลายดอกไม้ คอวีลึก คล้ายชุดเจ้าสาวเต็มตัวเจ้าบ่าวถึงกับพูดกับแม่ว่า “แม่ห้ามใส่ชุดนี้นะ” เพราะเห็นได้ชัดว่าเป็นสีขาว ก่อนที่เขาจะรีบเซฟรูปเก็บไว้ในมือถือ เพื่อนำมาให้ดีอันนาดูภายหลังอย่างไรก็ตาม แม่ของเขายืนกรานว่าชุดนั้น และบอกว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นสีชมพู พร้อมบอกด้วยว่าได้สั่งซื้อและจ่ายมัดจำไปเรียบร้อยแล้วแต่เขายืนยันหนักแน่นว่ามัน “ดูยังไงก็เป็นสีขาว” และบอกกับแม่อย่างจริงจังว่าไม่ให้ใส่มางานเด็ดขาด“เขาบังคับให้แม่โทรไปที่ร้านต่อหน้าทันที และได้ยินกับหูว่ากำลังพยายามยกเลิกคำสั่งซื้อ” ดีอันนาเล่าต่อ “เขาพูดกับแม่อย่างจริงจังมากเรื่องนี้”ดีอันนาบอกว่า สิ่งที่ทำให้เธอ “หงุดหงิดสุด ๆ” คือว่าที่แม่สามีไม่เคยเห็นด้วยซ้ำว่าชุดเจ้าสาวของเธอเป็นแบบไหน ดังนั้นก็มีโอกาสที่ทั้งคู่จะใส่ชุดเหมือนกันโดยไม่รู้ตัวเธอยังเล่าอีกว่า ว่าที่แม่สามีไปเจอชุดนี้มาจาก “ร้านชุดแต่งงาน” โดยตรงอีกด้วย“ในรูปยังมีสติ๊กเกอร์ติดอยู่ด้านหลังที่เขียนว่า I found the one” ดีอันนาหัวเราะขณะเล่า“บอกเลยว่าพฤติกรรมนี้แปลกจริง ๆ เพราะมันคือ ชุดเจ้าสาว ไม่ใช่ชุดแขกที่มาร่วมงาน แล้วจะใส่สีขาวได้ยังไง”ไม่กี่วันต่อมา…

  • สะพรึง! อินฟลูเอนเซอร์สาวพร้อมครอบครัวกลายเป็นศพท้ายรถกระบะ คาดเป็นฝีมือแก๊งค้ายา

    อินฟลูเอนเซอร์สาวจากเม็กซิโกกลายเป็นศพพร้อมลูกๆ ของเธออยู่ในถุงพลาสติกท้ายรถกระบะ คาดว่าโดนฆาตกรรมโดยแก๊งค้ายาเสพติดวานนี้ (1 ก.ย. 2568) สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์รายงานการพบศพของนักร้องและอินฟลูเอนเซอร์สาวชาวเม็กซิโกและครอบครัวของเธอ ได้แก่ สามีของเธอและลูกๆ อีกสองคน ในถุงพลาสติกซึ่งถูกทิ้งไว้ท้ายรถกระบะคันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจเม็กซิโกคาดว่าเป็นฝีมือการสังหารหมู่ของแก๊งค้ายาเสพติดเจ้าหน้าที่อัยการ อัลฟอนโซ กูเตียร์เรซ ซานติลลัน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า มีการพบศพของ เอสเมรัลดา เฟร์เรอร์ การิเบย์ วัย 32 ปี และสามีของเธอ โรแบร์โต คาร์ลอส กิล ลิเซีย วัย 36 ปี พร้อมทั้งลูกชาย กาเอล ซานเตียโก วัย 13 ปี และลูกสาว เรจินา วัย 7 ขวบ ในรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ สีเทาที่จอดทิ้งไว้ในเมืองกัวดาลาฮารา ประเทศเม็กซิโก เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมารายงานจากหนังสือพิมพ์ลาตินไทม์สระบุว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และสามารถย้อนเส้นทางของรถกระบะคันดังกล่าวก่อนหน้านี้ว่า เคยวิ่งไปยังอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้เคียงที่ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พบรอยคราบเลือด ปลอกกระสุน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อื่นๆ ซึ่งบ่งชี้ว่าครอบครัวนี้อาจถูกสังหารในอู่ซ่อมรถดังกล่าว…

  • สาววัย 32 ชีวิตพลิก จากไม่มีเงิน ทานอาหารฟรีในปั๊ม สุดท้ายเก็บเงินได้กว่า 1.4 ล้าน

    สาวสหรัฐฯ วัย 32 เผยชีวิตเคยไม่มีเงิน ต้องทานอาหารฟรีในปั๊ม กลางคืนจุดเทียนแทนแสงไฟ ก่อนชีวิตพลิกออมเงินได้กว่า 1.4 ล้าน ภายใน 3 ปีครึ่งเว็บไซต์ต่างประเทศ รายงานว่า เรย์จคา แอล วัย 32 ปี เปิดเผยเรื่องราวชีวิตสุดลำบากที่ต้องกินอาหารฟรีในปั๊มน้ำมัน จุดเทียนแทนการใช้ไฟอยู่หลายปี เพื่อเอาตัวรอดในช่วงวัยรุ่น ก่อนจะพลิกชีวิตสามารถเก็บเงินได้กว่า 44,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 1.4 ล้านบาท ภายในเวลาเพียงสามปีครึ่งแอล สาวจากรัฐฟลอริดา สหรัฐ เล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวยากจน และต้องเลี้ยงดูตัวเองตั้งแต่อายุ 18 ปี เธอต้องขายเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด ไม่ใช้ไฟฟ้าและอยู่ด้วยแสงเทียนหรือแม้แต่กินอาหารตัวอย่างฟรีจากปั๊มน้ำมันเพื่อประทังชีวิต บางครั้งถึงขั้นต้องนอนบนโซฟาเพื่อน หรือใช้รถยนต์เป็นที่หลับนอนภาพประกอบบางครั้งเธอเหลือเงินเพียงไม่ถึง 3 บาทในบัญชี และต้องรอกว่าเงินเดือนใหม่จะออก ซึ่งเธอต้องพึ่งอาหารตัวอย่างฟรีจากปั๊มน้ำมันถึงจะรอดมาได้ในวัย 23 ปี แอลได้งานที่ทาร์เก็ตและเริ่มเช่าห้องอยู่ร่วมกับเพื่อน แต่ยังคงใช้ชีวิตแบบประหยัดสุดๆ อย่าง ต้องกินพิซซ่าที่เหลือจากปาร์ตี้ที่ทำงาน หรือซื้อเสื้อผ้าใส่แล้วเก็บป้ายไว้ เพื่อนำไปคืนเพราะไม่มีเงินซื้อจริงจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่ออายุ 26 ปี เธอได้งานเป็นผู้ช่วยนักบำบัดจากการที่หัวหน้างานให้โอกาส จากนั้นในปี 2019…

  • ตาย 6 ศพ กินหอยนางรมสด ปนเปื้อน “แบคทีเรียกินเนื้อคน”

    กินหอยนางรมสด ปนเปื้อน แบคทีเรียกินเนื้อ ในสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว 6 ราย พุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ รวม 34 รายเกิดเหตุสลดขึ้นอีกครั้งในสหรัฐอเมริกา มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 2 ราย หลังจากรับประทานหอยนางรมที่เก็บจากแหล่งน้ำในรัฐลุยเซียนา ซึ่งปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย “วิบริโอ วัลนิฟิคัส” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แบคทีเรียกินเนื้อ”ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดรวมในปี 2568 ของรัฐลุยเซียนา เพียงปีเดียว เพิ่มขึ้นเป็น 6 ราย จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด 34 ราย ซึ่งนับเป็นสถิติการติดเชื้อและเสียชีวิตที่สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยผู้เสียชีวิต 2 รายล่าสุดได้รับประทานหอยนางรมจากร้านอาหารคนละแห่ง แห่งหนึ่งอยู่ในรัฐลุยเซียนา และอีกแห่งอยู่ในรัฐฟลอริดาเจนนิเฟอร์ อาร์เมนเทอร์ ผู้บริหารโครงการดูแลหอยและสัตว์น้ำมีเปลือกของกระทรวงสาธารณสุขลุยเซียนา กล่าวในการประชุมคณะทำงานด้านหอยนางรมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า สถานการณ์ในขณะนี้กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักกินหอยนางรมสด ปนเปื้อน แบคทีเรียกินเนื้อ ในสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้ว 6 ราย พุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ รวม 34 ราย กระทรวงสาธารณสุขลุยเซียนาให้ข้อมูลว่า เชื้อวิบริโอ วัลนิฟิคัส สามารถทำให้ผู้ติดเชื้อป่วยหนักได้อย่างรวดเร็ว หลายรายต้องเข้ารับการรักษาในห้องไอซียู หรืออาจต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อรักษาชีวิต ประมาณ…

  • “ตาย” กว่า 1,000 ศพ! เหตุดินถล่มที่เทือกเขามาร์รา ประเทศซูดาน ทั้งหมู่บ้านเหลือรอดแค่คนเดียว

    เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุ ดินถล่มครั้งใหญ่ในเขตเทือกเขามาร์รา ทางตะวันตกของประเทศซูดาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,000 คน เหลือผู้รอดชีวิตเพียง 1 รายเท่านั้น ตามการเปิดเผยของขบวนการปลดปล่อยซูดาน/กองทัพ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมากลุ่มที่นำโดย อับเดลวาฮิด โมฮัมเหม็ด นูร์ ระบุว่า เหตุดินถล่มเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม หลังจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน หมู่บ้านที่ประสบภัยถูกทำลายจน “ราบเรียบเกือบกลายเป็นหน้ากลอง”ขบวนการฯ ซึ่งควบคุมพื้นที่ในเขตดาร์ฟูร์ ได้ร้องขอความช่วยเหลือจาก องค์การสหประชาชาติ (UN) และหน่วยงานบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศ ให้เข้ามาช่วยค้นหาผู้เสียชีวิต ซึ่งรวมถึงชาย หญิง และเด็กจำนวนมากปัจจุบันประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งอพยพหนีสงครามระหว่างกองทัพซูดานกับกองกำลังสนับสนุนเร็ว (RSF) กึ่งทหาร ต้องเผชิญความยากลำบากอย่างหนัก เนื่องจากขาดแคลนทั้งอาหารและยารักษาโรคสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมากว่าสองปีในซูดาน ทำให้ประชากรมากกว่าครึ่งของประเทศเผชิญกับภาวะอดอยากขั้นวิกฤต และบีบให้ผู้คนนับล้านต้องพลัดถิ่น โดยล่าสุดเมืองอัลฟาชีร์ เมืองหลวงของรัฐดาร์ฟูร์เหนือ ก็กำลังถูกโจมตีนี่คือสถานการณ์ที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมในภายหลัง

  • แม่ใจสลาย ลูกชาย 16 กินใบกระท่อมดับ ใช้คลายเครียด เพราะหาซื้อง่าย

    คุณแม่ในดัลลัสออกมาเตือนภัย “กระท่อม” หลังลูกชายวัย 16 ปีเสียชีวิตจากพิษสารไมทราไจนีนและโคลนาซีแพม เชื่อลูกชายหันไปใช้เพราะคิดว่าเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย หาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อ“ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสียลูกได้ ถ้าฉันสามารถป้องกันไม่ให้ใครต้องเจอเรื่องแบบนี้ได้ ฉันก็อยากจะทำ” อไลนา บรูคส์ คุณแม่ผู้สูญเสียกล่าว พร้อมออกมาเตือนภัยเกี่ยวกับการใช้ กระท่อมที่แพร่ระบาดในหมู่วัยรุ่น หลังลูกชายของเธอเสียชีวิตอย่างกะทันหันคีตัน บรูคส์ เด็กหนุ่มวัย 16 ปี ต่อสู้กับโรควิตกกังวลมาเกือบตลอดชีวิต ครอบครัวของเขาพยายามหาทางรักษาทุกวิถีทาง ทั้งคำปรึกษาทางการแพทย์และจิตวิทยา แต่แม่ของเขาเชื่อว่า ความต้องการของลูกชายที่จะจัดการปัญหานี้ด้วยตัวเอง ผ่านสมุนไพรที่ไม่ผ่านการควบคุมและหาซื้อได้ทั่วไป คือสาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิต“ลูกรู้ว่าตัวเองมีความวิตกกังวล แต่เขาก็เรียนรู้วิธีรับมือกับมันได้หลายอย่าง สิ่งที่เขาบอกฉันบ่อยที่สุดคือ เขาแค่อยากเป็นคนปกติ” อไลนากล่าวถึงลูกชายในเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเวลา 12 วันก่อนที่คีตันจะมีอายุครบ 17 ปี อไลนาพยายามปลุกลูกชายไปโรงเรียนตามปกติ แต่เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป เธอก็พบว่าลูกชายไม่ตอบสนองแล้ว แม้จะพยายามช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถทั้งจากผู้เป็นแม่และทีมแพทย์ฉุกเฉิน แต่ก็ไม่สำเร็จ คีตันเสียชีวิตขณะนอนหลับในเวลาต่อมาครอบครัวพบว่า มีนักเรียนอีกคนในโรงเรียนมัธยมไฮแลนด์พาร์คได้นำยาคลายกังวล “โคลนาซีแพม” (Clonazepam) หรือที่รู้จักในชื่อ “โคลโนพิน” (Klonopin) มาแจกจ่ายให้เพื่อนๆ รวมถึงคีตันด้วยอย่างไรก็ตาม ครอบครัวบรูคส์เพิ่งจะเข้าใจสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงเมื่อได้รับรายงานการชันสูตรในอีกหลายเดือนต่อมา าเป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ “จากพิษของสารไมทราไจนีน (Mitragynine)…

  • หดหู่ เด็กกำพร้าวัย 13 ถูกชายวัยรุ่นนับสิบ มอมยา-รุมโทรม กลางเทศกาลดังของเมือง

    คดีบาปโมร็อกโก เด็กวัย 13 กำพร้าพ่อ หาเงินช่วยแม่ป่วย ถูกแก๊งวัยรุ่นกว่า 10 คนล่วงละเมิดจนหมดสติ ตำรวจเร่งล่าตัวคนร้าย ขณะที่สังคมตั้งคำถามถึงความปลอดภัยและเรียกร้องโทษประหารเกิดเหตุอาชญากรรมสร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศโมร็อกโก เด็กชายวัย 13 ปี ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 10 คน มอมยาและรุมล่วงละเมิดทางเพศอย่างโหดเหี้ยม ภายในงานเทศกาลพื้นบ้าน ที่มีผู้คนเข้าร่วมงานเกือบครึ่งล้านคนเหยื่อมีชื่อสมมติว่า “โมฮาเหม็ด” เด็กชายวัย 13 ปี ผู้กำพร้าพ่อ เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการขายถุงและรับโบกรถในตลาด เพื่อหาเงินมาช่วยเหลือแม่ที่พิการและต้องเข้ารับการรักษาทางจิตเวชโมฮาเหม็ดเดินทางไปยังเมืองชายฝั่ง อัล จาดีดา ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเกิดของเขาราว 120 กิโลเมตร เพื่อหวังจะหาเงินพิเศษจากนักท่องเที่ยวในงานเทศกาลประจำปี มอว์ซิม ของเมือง มูเลย์ อับดุลลาห์ อัมการ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่แล้วก็ต้องพบกับฝันร้ายที่สุดในชีวิต เมื่อเขาตกเป็นเหยื่อของกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาองค์กรสิทธิมนุษยชนโมร็อกโก (AMDH) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคประชาสังคมที่เคลื่อนไหวอย่างแข็งขัน ได้บันทึกรายละเอียดของอาชญากรรมอันน่าสยดสยองนี้และยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานอัยการสูงสุดแล้วตามรายงานระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุได้มอมยาโมฮาเหม็ดจนหมดสติ และผลัดกันรุมล่วงละเมิดทางเพศเขาภายในเต็นท์หลังหนึ่ง หลังเกิดเหตุ โมฮาเหม็ดซึ่งอยู่ในสภาพช็อกอย่างรุนแรง พยายามเดินทางกลับบ้านเกิดด้วยรถบัส ผู้โดยสารคนอื่นสังเกตเห็นว่าอาการของเขาทรุดลงเรื่อยๆ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อเดินทางมาถึงในตอนแรกเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลประจำจังหวัด แต่เนื่องจากอาการสาหัส แพทย์จึงส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในเมืองมาร์ราเกช ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปอีก 100 กิโลเมตร…

  • ช็อกทั้งตึก! หญิงเก่งล้างแค้น “คำดูถูก” หวนกลับมาซื้อบริษัท ผงาดนั่ง CEO ปลดบอสเก่าทิ้ง

    ผลงานโดดเด่น แต่ไม่ได้เป็น CEO เลยซื้อบริษัทและปลดเจ้านายเก่าเรื่องจริง! ผู้บริหารหญิง ถูกปฏิเสธตำแหน่ง CEO หวนกลับมา "ซื้อบริษัท" และปลดเจ้านายเก่าออกในโลกธุรกิจ ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องมาในเส้นทางที่ราบเรียบ เรื่องราวของ จูเลีย สจ๊วต คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะความสำเร็จของเธอเกิดจากทั้งผลงาน และการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค วันหนึ่งเธอเคยถูกมองข้ามในการแต่งตั้งซีอีโอ ทั้งที่มีประวัติการทำงานที่ยอดเยี่ยม แต่หลายปีให้หลัง เธอกลับได้เข้าซื้อกิจการของบริษัทเดียวกันนั้นจูเลีย สจ๊วต (Julia Stewart) ประสบกับอุปสรรคครั้งใหญ่ เมื่อเธอไม่ได้รับตำแหน่งซีอีโอของ Applebee’s แม้จะมีผลงานโดดเด่นในฐานะประธานบริษัท แต่เธอไม่ยอมแพ้ หันมาเดินหน้าเปลี่ยนโฉม IHOP และใช้กลยุทธ์เชิงธุรกิจเข้าซื้อกิจการของ Applebee’s ได้สำเร็จ กลายเป็นผู้นำของบริษัทที่เคยปฏิเสธเธอ ถือเป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ในเส้นทางอาชีพผลงานเด่นในช่วงเป็นประธาน แต่ความสำเร็จอาจไม่ใช่เส้นตรงในช่วงที่เธอเป็นประธานของ Applebee’s จูเลีย สจ๊วต ได้ปรับทีมงานใหม่และฟื้นฟูภาพลักษณ์แบรนด์อย่างจริงจัง “ฉันเริ่มต้นกับทีมใหม่ที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ และจนถึงทุกวันนี้ หลายคนก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีของฉัน เราทำสิ่งที่น่าทึ่งร่วมกัน” เธอกล่าวในรายการพอดแคสต์ Matthews Mentality ตามรายงานของ Peopleหลังจากที่ช่วยพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง จูเลีย สจ๊วต เชื่อว่าตัวเองเหมาะสมกับตำแหน่งซีอีโอ เธอเข้าพบผู้บริหารด้วยข้อมูลผลงานที่ชัดเจน“ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ทุกอย่างไปได้สวย…