Category: ต่างประเทศ

  • นักท่องเที่ยวสาวเจอคลื่นยักษ์ซัดทะลุโขดหิน หวิดดับอนาถขณะโพสท่าถ่ายรูป

    นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากที่เธอโดนคลื่นยักษ์ซัดสาด ขณะโพสท่าถ่ายภาพที่โขดหินชื่อดัง ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คริมทะเลของอียิปต์วานนี้ (22 ธ.ค. 2568) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน ที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากถูกคลื่นยักษ์ซัดกระแทกเข้ากับโขดหิน ระหว่างที่เธอกำลังท่องเที่ยวเมืองริมทะเลในประเทศอียิปต์รายงานข่าวระบุว่า ขณะเกิดเหตุ นักท่องเที่ยวสาวรายนี้ไปเยี่ยมชมโขดหิน “ดวงตาแห่งมะตรูห์” ที่โด่งดังบนชายหาดคลีโอพัตรา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามในเมืองมาร์ซา มะตรูห์ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่หลั่งไหลไปชมความแปลกของโขดหินที่มีช่องโหว่ตรงกลาง มองทะลุไปเห็นทะเลอันสวยงามได้แต่บริเวณดังกล่าวก็มีเกลียวคลื่นที่ซัดสาดอย่างรุนแรงเกือบตลอดเวลา กระแสน้ำที่ซัดเข้าหาหน้าผา ทำให้กลายเป็นจุดเสี่ยงอันตราย หากนักท่องเที่ยวยืนใกล้กับแนวคลื่นซัดมากเกินไป ดังเช่นกรณีของหญิงสาวในข่าวนี้ระหว่างที่นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนกำลังโพสท่าถ่ายภาพ ก็มีเกลียวคลื่นที่ยกตัวสูงขึ้นพุ่งทะลุผ่านช่องหินออกมา กระแสน้ำที่รุนแรงซัดจนนักท่องเที่ยวสาวตกจากตำแหน่งที่เธอนั่งอยู่และกวาดร่างเธอออกสู่ทะเลโชคยังดีที่นักท่องเที่ยวรายนี้สามารถเอาชีวิตรอดจากการโดนคลื่นยักษ์ซัดมาได้ ซึ่งเธอได้บรรยายว่าเป็นประสบการณ์ที่ "น่ากลัวมาก" โดยได้รับบาดเจ็บเป็นแผลถลอกหลายแห่งนักท่องเที่ยวสาวกล่าวว่า เธอสามารถกลับเข้าฝั่งได้โดยการยึดเกาะเชือกนิรภัยซึ่งติดตั้งอยู่ในบริเวณนั้น ทั้งนี้ มีชาวโซเชียลให้ข้อมูลว่า เพิ่งจะมีการติดตั้งเชือกนิรภัยเส้นนี้ได้ไม่นานหญิงสาวกล่าวว่าตนเองโชคดีที่ผลลัพธ์ไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้ และให้คำมั่นว่าจะระมัดระวังให้มากขึ้นระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในอนาคตการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพเซลฟี่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้กลายเป็นความเสี่ยงอันตรายอย่างมาก จนนักวิจัยอ้างว่าควรถูกจัดให้เป็น "ปัญหาด้านสาธารณสุข" ตามกรณีศึกษาในปี 2566ที่มา : nypost.comเครดิตภาพ : GETTY IMAGES

  • ทัวร์ลง “สาวรัสเซียขี่บิ๊กไบค์” อัดคลิปโชว์ท่ายากบนถนนเวียดนาม ส่อโดนโทษหนัก

    บางครั้ง ความเร็วก็เป็นสิ่งที่คล้ายกับยาเสพติด มันดึงคุณออกจากความเป็นจริง ทำให้โลกใบนี้ดูพร่ามัว และทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่เมื่อความเร็วนั้นมาพร้อมกับความประมาท มันก็กลายเป็นเรื่องราวที่ต่างออกไปเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ VnExpress ได้รายงานถึงเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะหลุดออกมาจากฉากในภาพยนตร์ แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นบนถนนสัญจรกลางวันแสกๆ ในจ.คั้ญฮหว่าของเวียดนามคลิปวิดีโอหนึ่งปรากฏขึ้นในโลกออนไลน์และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว กับภาพของหญิงต่างชาติรายหนึ่งซึ่งกำลังขี่บิ๊กไบค์คู่ใจท้าทายกฎเกณฑ์ของฟิสิกส์และกฎหมายจราจรไปพร้อมๆ กันจากรายงานระบุว่า เธอไม่ได้แค่นั่งขี่แบบที่คนปกติทำ โดยท่าทางผาดโผนที่แสงดออกมามีทั้งคุกเข่าบ้าง นอนราบบนเบาะบ้าง ปล่อยให้ร่างกายลู่ไปกับลมในชุดกระโปรงสั้นที่ดูจะไม่เหมาะกับการขับขี่แม้แต่น้อย อีกทั้งมีชอตที่เรียกเสียงสวดสนั่น เมื่อบางช่วงสาวบิ๊กไบค์หมีขาวคล้ายจงใจอวดบั้นท้ายต่อสายตาของผู้คนบนถนนและชาวเน็ตนับล้านอย่างชัดเจนจนเห็นชุดชั้นในภาพ @SAO Starแน่นอนว่ามันเป็นภาพที่ผสมผสานระหว่างความอันตรายและความไร้ยางอายในแบบที่สังคมเวียดนามยากจะยอมรับพฤติกรรมนั้นไม่ใช่แค่ความคึกคะนองชั่ววูบ มีคนชี้เป้าว่านี่ไม่ใช่คลิปเดียวของเธอ เธอทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกำลังเสาะหาความหมายบางอย่างผ่านความเสี่ยงตาย แต่สำหรับผู้คนบนท้องถนนและชาวเน็ตในเวียดนาม มันคือการคุกคาม ! คือความหยาบคายที่ละเมิดกติกาการอยู่ร่วมกันเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อตัวขึ้นเป็นพายุ และในที่สุด เรื่องราวก็ถูกส่งต่อไปยังผู้พิทักษ์กฎตำรวจจราจรจังหวัดคั้ญฮหว่า ไม่ได้เพิกเฉยต่อเสียงวิพากษ์วิจาร์เหล่านั้น โดยต่อมามีการสืบสวนจนควบคุมตัวสาวรัสเซีย อายุ 34 ปี ซึ่งสารภาพเป็นตัวเธอเองที่ปรากฏในคลิปวีดิโอที่เป็นประเด็น เบื้องต้นเธอยอมรับสารภาพว่าถ่ายคลิปลักษณะดังกล่าวจริง ทำมาแล้วหลายครั้งทั้งในเดือนมกราคมและเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาบนถนนหลายสายในตำบลกามลัม (Cam Lam Commune)ส่วนบิ๊กไบค์คันที่ใช้ก่อเหตุตรวจสอบประวัติพบว่าผ่านการซื้อ-ขายมาแล้วหลายมือ เดิมเป็นของชาวเวียดนามคนหนึ่งก่อนนำไปขายให้ร้านและมีชายรัสเซียด้วยกันซื้อต่อให้เป็นของขวัญแก่สาวรายนี้ความผิดที่เกิดขึ้นนั้นตำรวจจราจรมองว่า เป็นโทษที่ร้ายแรงในเวียดนามจึงได้ส่งสำนวนและตัวผู้ก่อเหตุต่อไปยังแผนกคดีอาญา เพื่อทำการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งออกประกาศเตือนไปยังประชาชนและชาวต่างชาติที่พำนักในเวียดนามให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และงดเว้นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายหรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญบนทางสาธารณะ.ภาพ @SAO Starภาพ @SAO Starอ่านข่าวเพิ่มเติมเศร้า! อินฟลูฯ ไบค์เกอร์สาววัย…

  • เจอตัวการแล้ว! สิ่งที่แอบ “เลี้ยง” มะเร็งปอด ให้โตวันโตคืน ไม่ใช่แค่บุหรี่ แต่คืออาหารชนิดนี้

    หมอเตือน! หยุดป้อนอาหารให้โรคร้าย เผยตัวการลับ เจอตัวการแล้ว! สิ่งที่แอบ "เลี้ยง" มะเร็งปอดให้โตวันโตคืน ไม่ใช่บุหรี่ แต่คือ "น้ำตาล"เมื่อพูดถึง "มะเร็งปอด" จำเลยอันดับหนึ่งในความคิดของทุกคนย่อมหนีไม่พ้น "บุหรี่" แต่ล่าสุดงานวิจัยใหม่ได้เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พฤติกรรมการกินของเรา โดยเฉพาะความหวาน อาจเป็นตัวการสำคัญที่คอยป้อนอาหารให้เซลล์มะเร็งเติบโตอย่างเงียบๆความหวาน = ลูกอมยักษ์ของมะเร็งงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Metabolism ได้สืบสวนความเชื่อมโยงระหว่างอาหารกับมะเร็งปอด และพบว่าก้อนเนื้อมะเร็งปอดนั้นถูก "เลี้ยงให้อ้วนพี" ด้วยน้ำตาลนักวิจัยเปรียบเปรยว่า ไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งเป็นรูปแบบการสะสมของน้ำตาลกลูโคส เปรียบเสมือน "ลูกอมยักษ์สำหรับความหิวกระหายของมะเร็ง" นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันระบุชัดเจนว่า ยิ่งมีปริมาณไกลโคเจนในเซลล์มะเร็งมากเท่าไหร่ ก้อนเนื้อมะเร็งก็จะยิ่งเติบโตใหญ่ขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้นระวัง "อาหารสไตล์ตะวันตก"ในการทดลอง นักวิทยาศาสตร์พบว่าก้อนเนื้อมะเร็งปอดในหนูทดลองจะเจริญเติบโตได้ดีมากเมื่อหนูได้รับ "อาหารแบบตะวันตก" ซึ่งอุดมไปด้วยไขมันและ ฟรักโทส (Fructose)ฟรักโทสคือน้ำตาลที่พบในผลไม้ แต่ในอุตสาหกรรมอาหารมักมาในรูปแบบของ "น้ำเชื่อมข้าวโพด" (High Fructose Corn Syrup) ซึ่งเป็นสารให้ความหวานยอดฮิตในอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มต่างๆ ในทางตรงกันข้าม เมื่อระดับไกลโคเจนลดลง การเติบโตของก้อนเนื้อมะเร็งก็ลดลงตามไปด้วยทีมนักวิจัยสรุปผลการค้นพบว่า "อาหารตะวันตกแบบดั้งเดิมส่งผลให้ระดับไกลโคเจนเพิ่มสูงขึ้น และเจ้าไกลโคเจนนี้เองที่ไปหล่อเลี้ยงก้อนเนื้อมะเร็งปอด โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำหรับการเติบโตของพวกมัน"เปลี่ยนความคิด: มะเร็งปอดก็เกี่ยวกับ "การกิน"ดร.รามอน ซัน…

  • สามีญี่ปุ่นช็อก เจอเมีย-ลูกนอนจมกองเลือดในบ้าน ช็อกซ้ำสอง พบเมียแอบเช่าห้องซ่อนศพชายปริศนา

    ไม่รู้จะช็อกเรื่องไหนก่อนดี เมื่อสามีชาวญี่ปุ่นเจอภรรยาและลูก 3 คน นอนจมกองเลือด ถูกแทงอาการสาหัส แต่กลับความจริงว่า ภรรยาเช่าห้องไว้อีกห้อง ด้านในมีศพชายในตู้เสื้อผ้าคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17:30 น. ตามเวลาท้องถิ่นตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากชายวัย 40 ปีคนหนึ่งในย่านคิตะมาจิ เมืองนิชิโตเกียว ว่าประตูบ้านถูกคล้องโซ่ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และได้ยินเสียงดังมาจากภายในบ้านเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงและเข้าไปภายในบ้านพร้อมกับผู้แจ้งเหตุ พบผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านรวม 4 ราย นอนสลบอยู่ในสภาพอาการสาหัส ประกอบด้วย แม่วัย 36 ปี พร้อมลูกชาย 3 คนวัย 16 ปี, 11 ปี และ 9 ปีจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าแม่และลูกชายคนโตนอนจมกองเลือด มีร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากของมีคมตามร่างกาย ส่วนลูกชายคนรองวัย 11 ปี มีแผลถูกปาดบริเวณลำคอ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบมีด 1 เล่ม ตกอยู่ใกล้กับร่างของลูกชายคนโตผู้บาดเจ็บทั้ง 4 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่ทั้งหมดยังคงอยู่ในอาการโคม่าและไม่รู้สึกตัวขณะนี้กรมตำรวจนครบาลโตเกียวอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุและลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด โดยเบื้องต้นตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นการพยายาม “ฆ่าตัวตายพร้อมกัน” (Murishinju) ภายในครอบครัวแต่ในระหว่างที่ตำรวจกำลังสืบคดีนี้…

  • คนเกาหลีใต้ลุกฮือ! บุกสถานทูตเขมร ซัดแรงฐานอาชญากรรมข้ามชาติ

    วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เพจ Drama-addict ได้รายงานว่า บริเวณหน้าสถานทูตกัมพูชาประจำกรุงโซล กลุ่มภาคประชาสังคมและตัวแทนผู้เสียหายได้รวมตัวกันเพื่อจัดงานแถลงข่าว โดยมีการชูป้ายและส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่พุ่งสูงขึ้นวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เพจ Drama-addict ได้รายงานว่า บริเวณหน้าสถานทูตกัมพูชาประจำกรุงโซล กลุ่มภาคประชาสังคมและตัวแทนผู้เสียหายได้รวมตัวกันเพื่อจัดงานแถลงข่าว โดยมีการชูป้ายและส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่พุ่งสูงขึ้นผู้ชุมนุมระบุว่า กัมพูชาได้กลายเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ ทั้งการหลอกลวงต้มตุ๋น (Voice Phishing), การพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่คือพลเมืองชาวเกาหลีใต้ที่บริสุทธิ์มีรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับคนหนุ่มสาวชาวเกาหลีที่ถูกหลอกลวงด้วยคำโฆษณาจ้างงานที่ให้ค่าตอบแทนสูง แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกักขังในนิคมอาชญากรรม ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมายภายใต้การข่มขู่และความรุนแรงกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาหยุดพฤติกรรมที่เพิกเฉยต่อการกระทำผิดกฎหมายภายในประเทศของตน และต้องให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการกวาดล้างซ่องโจรเหล่านี้อย่างจริงจังรัฐบาลเกาหลีใต้ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดในการปกป้องพลเมือง และต้องกดดันรัฐบาลกัมพูชาผ่านช่องทางทางการทูต หากยังไม่มีการแก้ไข เราจะเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรและการสั่งห้ามเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงการชุมนุมจบลงด้วยการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสถานทูต โดยเน้นย้ำว่า ชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอ่านข่าวเพิ่มเติมสันติภาพต้องไม่ใช่แค่กระดาษ! ไทยยื่นคำขาด 3 เงื่อนไข หากกัมพูชาต้องการกลับสู่การหารือ วาสนา เฉลยแล้ว! ทำไมไทยไม่ยิงสวน จรวด BM-21 กัมพูชาแบบสุ่ม อนุทินโต้แรงนานาชาติ ปมกดดัน ไทย–กัมพูชา หยุดปะทะ

  • ขนลุก! ภูเขาน้ำแข็ง “คาย” ร่างชายหายสาบสูญ 28 ปี สภาพแทบไม่เชื่อสายตา ไม่เหมือนศพ!!

    ปาฏิหาริย์แช่แข็ง! เจอแล้วร่างชายหายตัวปี 1997 ผ่านไปเกือบ 30 ปี เสื้อผ้า-หน้าตา ยังอยู่ครบขนลุก! ภูเขาน้ำแข็ง "คาย" ร่างชายหายสาบสูญ 28 ปี สภาพศพทำเอาคนเจอไม่เชื่อสายตา เหมือนเพิ่งหลับ!เกือบ 3 ทศวรรษที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยกลางหุบเขาหิมะ ล่าสุดธรรมชาติได้ส่งเขากลับคืนสู่ครอบครัวในสภาพที่ใครเห็นก็ต้องตะลึงเรื่องราวปาฏิหาริย์ปนเศร้าสร้อยนี้เกิดขึ้นที่ประเทศปากีสถาน เมื่อชายผู้สูญหายไปนานถึง 28 ปี ถูกค้นพบร่างอีกครั้ง ท่ามกลางความตกใจของทั้งผู้พบเห็นและครอบครัวย้อนรอยการหายตัวไปเมื่อปี 1997ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1997 "นาซีรุดดิน" (Naseeruddin) ชายหนุ่มวัย 31 ปี ได้เดินทางออกจากบ้านเพื่อไปท่องเที่ยวที่หุบเขา Supat ในเขต Kohistan ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชันทางตอนเหนือของปากีสถานแต่ทริปนั้นกลายเป็นการเดินทางที่ไม่มีวันหวนกลับ เขาหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากเดินเข้าไปในถ้ำใกล้กับธารน้ำแข็ง ทิ้งภรรยาและลูกเล็ก 2 คน ให้รอคอยอย่างสิ้นหวัง ครอบครัวพยายามออกตามหาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไร้วี่แวว"ครอบครัวเราพยายามเต็มที่แล้ว ญาติๆ กลับไปที่ธารน้ำแข็งหลายรอบ หวังจะเจอเบาะแสอะไรบ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เพราะพื้นที่มันอันตรายและแทบเป็นไปไม่ได้เลย"- มาลิก อุเบด (Malik Ubaid) หลานชายของผู้ตายกล่าววินาทีธารน้ำแข็ง "คืนร่าง"การค้นหาที่ดูเหมือนจะจบลงด้วยความว่างเปล่า กลับมามีคำตอบอีกครั้งในวันที่…

  • เจ้าของหอโวย รปภ.ตายเหม็นเน่า แพทย์เอะใจทำไมศพใส่ “รองเท้าหุ้มข้อ” ถอดดูถึงกับน้ำตาซึม

    รปภ.ตายโดดเดี่ยว เจ้าของหอโวย รปภ.ตายโดดเดี่ยว เจ้าของหอโวย "เหม็นเน่า" หมอเอะใจทำไมศพใส่ "รองเท้าหุ้มข้อ" ถอดดูถึงกับน้ำตาซึมไม่ใช่แค่เรื่องของศพเน่าเปื่อย… แพทย์นิติเวชเผยเบื้องหลังคดี "ความตายอันโดดเดี่ยว" ของ รปภ. หนุ่มใหญ่ ที่เจ้าของหอพักเอาแต่บ่นเรื่องกลิ่นเหม็น แต่เมื่อถอดรองเท้าผ้าใบที่ศพสวมใส่อยู่ ความจริงที่น่าเวทนาก็ปรากฏคดีการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว (Lonely Death) กำลังกลายเป็นปัญหาสังคมที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง แต่สำหรับเคสนี้ที่ไต้หวัน กลับมีรายละเอียดที่สะเทือนใจยิ่งกว่า เมื่อแพทย์นิติเวชชื่อดัง "ไช่ เซิ่งโจว" ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์การชันสูตรศพ รปภ. รายหนึ่ง ที่เสียชีวิตลำพังในห้องเช่าปริศนา "รองเท้าหุ้มข้อ" ในห้องนอนเหตุการณ์เกิดขึ้นที่เขตซานฉง นครนิวไทเป เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุพบศพชายอาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) เสียชีวิตอยู่ในห้องเช่า เมื่ออัยการและหมอไช่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ สิ่งแรกที่พบคือเจ้าของหอพักที่ยืนโวยวายด้วยความหงุดหงิด บ่นไม่หยุดปากเรื่อง "กลิ่นเหม็นเน่า" ที่โชยออกมาจากห้อง ทำเอาผู้เช่าคนอื่นเดือดร้อนจากการตรวจสอบเบื้องต้น หมอไช่คาดว่าผู้ตายน่าจะเสียชีวิตจากโรคประจำตัว แต่สายตาของเขากลับไปสะดุดกับสิ่งผิดปกติวิสัยอย่างหนึ่ง นั่นคือ "ศพผู้ตายสวมรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ" ทั้งที่นอนอยู่บนเตียงในห้องพักตัวเอง มันดูขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างมาก ใครจะใส่รองเท้าหนาๆ นอนในบ้าน?ความจริงใต้พื้นรองเท้า… ไม่ใช่ความซกมก แต่คือความเจ็บปวดด้วยความสงสัย หมอไช่จึงตัดสินใจถอดรองเท้าคู่นั้นออก เพื่อไขปริศนา ทันทีที่ถอดรองเท้า กลิ่นเหม็นรุนแรงก็พวยพุ่งออกมา สภาพเท้าของผู้ตายดำคล้ำ…

  • เลิกกันแล้ว! นักร้องสาวปิดฉากรักพระเอกดัง ฝ่ายหญิงร้องไห้กลางงานปาร์ตี้ (ข่าวต่างประเทศ)

    เลิกกันแล้ว! นักร้องสาวปิดฉากรักพระเอกดัง ฝ่ายหญิงร้องไห้กลางงานปาร์ตี้ (ข่าวต่างประเทศ)จากสื่อต่างประเทศ ได้รายงานว่า โอลิเวีย โรดริโก (Olivia Rodrigo) ป็อปสตาร์สาวชื่อดัง และ หลุยส์ พาร์ทริดจ์ (Louis Partridge) นักแสดงหนุ่ม ได้ตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กันแล้วโดยสื่อเผยว่า โอลิเวียได้เดินทางไปร่วมงานปาร์ตี้ของศิลปินรุ่นพี่ ลิลี่ อัลเลน ในกรุงลอนดอน ในงานดังกล่าวมีรายงานว่านักร้องสาวร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ขณะที่พูดคุยระบายความในใจเกี่ยวกับการเลิกรา แหล่งข่าวคนใกล้ชิดเผยกับ The Sun ว่า “ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพวกเขาเลย ทั้งคู่ตัดสินใจร่วมกันว่าการแยกทางกันในตอนนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า”

  • สงสาร..นางเอก AV หน้าตาดี หุ่นเด็ด แต่ “ไม่มีงาน” จ่อหมดอนาคตเพราะ “ปัญหาเดียว”

    เปิดเบื้องลึก เปิดเบื้องลึก "Hiiragi Yuki" นางเอก AV คัพ D งานหดเพราะ "รอยสัก" กูรูชี้วงการนี้ไม่ใช่แค่ "ยอมเปลืองตัว" แล้วจะรวยวงการหนังผู้ใหญ่ญี่ปุ่นที่มีการแข่งขันสูงลิ่ว ล่าสุดมีประเด็นน่าสนใจของ "Hiiragi Yuki" (柊優希) นางเอกสาววัย 28 ปี เจ้าของหน้าอกคัพ D ที่แม้จะมีใจรักในอาชีพนี้ แต่กลับต้องเผชิญอุปสรรคใหญ่จนแทบไม่มีงานทำ สาเหตุหลักไม่ใช่เรื่องฝีมือ แต่เป็นเพราะ "รอยสัก" บนเรือนร่างของเธออุปสรรคใหญ่คือ "รอยสัก" ที่สังคมยังไม่เปิดรับผู้เชี่ยวชาญด้านวงการหนังผู้ใหญ่เจ้าของนามปากกา "อี้เจี้ยนหว่านชุนชิว" (Yi Jian Huan Chun Qiu) ได้วิเคราะห์ผ่านเว็บบอร์ดชื่อดังว่า แม้ Hiiragi Yuki จะประกาศออกจากสังกัดเดิมเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่เธอยังไม่ได้ต้องการอำลาวงการแต่อย่างใด ทว่าปัญหาหลักที่ทำให้เธอหางานยากคือรอยสัก ซึ่งในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ยังมีความอนุรักษนิยม ค่ายหนังส่วนใหญ่จึงไม่กล้าเสี่ยงร่วมงานด้วยเข้าวงการเพราะเพื่อนชมเรื่อง "เซ็กซ์"ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น Hiiragi Yuki ตัดสินใจเดบิวต์เมื่ออายุ 25 ปี หลังจากถูกเพื่อนเอ่ยปากชมว่าเธอ "เก่งเรื่องเซ็กซ์" มาก ทำให้เธอมีความมั่นใจและก้าวเข้าสู่วงการในปี…

  • แต่งงาน 3 ปี สามีสุดทนขอหย่า เขียนสาเหตุสั้นๆ “แค่ 3 คำ” ทำอายทั้งตระกูล ญาติรุมสวดยับ!!

    เหตุผลที่ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่อาจสั่นคลอนชีวิตคู่จนพังทลาย เรื่องราวของสามีที่ตัดสินใจฟ้องหย่าด้วยเหตุผลที่ใครฟังก็ต้องกุมขมับนึกว่าเรื่องเล็ก! สามีหมดความอดทนฟ้องหย่า "เมียกินจุ" เหตุผลที่ระบุทำญาติเดือดดาล แต่พอฟังความจริงถึงกับน้ำตาร่วงเหตุผลที่ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่อาจสั่นคลอนชีวิตคู่จนพังทลาย ดังเช่นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ถูกบอกเล่าผ่านทางเว็บไซต์ SOHA เมื่อเขาตัดสินใจฟ้องหย่าด้วยเหตุผลที่ใครฟังก็ต้องกุมขมับ โดยเจ้าตัวเริ่มต้นบรรยายว่า….ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ต้องมานั่งมือสั่น เซ็นชื่อลงในใบหย่า และยิ่งไม่เคยคิดว่าเหตุผลที่ระบุลงไปจะสั้นกุดจนใครอ่านก็ต้องอึ้งว่า: "เมียกินเยอะ"… ใช่ครับ มีแค่ 3 คำนี้จริงๆวันที่ครอบครัวทั้งสองฝ่ายรู้เรื่อง บ้านแทบแตก! แม่ผมปาดน้ำตา ทั้งโกรธทั้งช็อก"แต่งงานมา 3 ปี แกจะหย่าเพราะเมียกินเยอะเนี่ยนะ?" พ่อผมตบโต๊ะปัง ถามสวนทันที "กินเยอะแล้วมันผิดตรงไหน ถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาล?"แม้แต่ภรรยาผมเองก็ไม่อยากเชื่อสายตา เธอมองผมเหมือนคนแปลกหน้า "คุณล้อเล่นใช่ไหม?" เธอถามเสียงสั่น ด้วยความอับอายและโมโห ผมไม่ได้ตอบทันที ไม่ใช่เพราะเห็นการหย่าเป็นเรื่องเล่นๆ แต่ถ้าให้เขียนสาธยายความรู้สึกทั้งหมดลงไป คงไม่มีใครอ่านจบ ผมเลยเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ความง่ายนั้นกลับทำให้ทุกคนเข้าใจผิดมหันต์ความจริงหลังคำว่า "เมียกินเยอะ"จนกระทั่งถูกญาติผู้ใหญ่รุมซักไซ้ ผมถึงยอมเปิดปากพูดความจริงที่ซ่อนอยู่หลัง 3 คำนั้นเราแต่งงานกันตั้งแต่ยังหนุ่มสาว 3 ปีก่อนผมคิดแค่ว่ามีความรักก็พอแล้ว ตอนจีบกันเรามักจะไปเดตตามร้านอาหาร เช้ากินที่ร้าน เที่ยงสั่งมากิน เย็นก็ไปหาร้านอร่อยๆ เปลี่ยนบรรยากาศ ผมมองว่ามันปกติและสนุกดี แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตแต่งงาน ผมคาดหวังสิ่งที่ต่างออกไป… นั่นคือ "กับข้าวฝีมือคนในบ้าน"แต่ทว่า…