Category: ต่างประเทศ
-
กลัวไม่ไวรัล! สาวขี่บิ๊กไบก์ “ท่ายาก” ยกบั้นท้ายโต้ลม สุดหวาดเสียว จนทัวร์ลง
โซเชียลเดือด! สาวต่างชาติขี่บิ๊กไบก์โชว์ท่ายาก ยกบั้นท้ายสูงโต้ลม สุดหวาดเสียวเสี่ยงอันตราย ก่อนเจอตำรวจเรียกสอบโซเชียลเดือด! สาวต่างชาติขี่บิ๊กไบก์โชว์ท่ายาก ยกบั้นท้ายสูงโต้ลม สุดหวาดเสียวเสี่ยงอันตราย ก่อนเจอตำรวจเรียกสอบกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ร้อนแรงในโลกออนไลน์เวียดนาม หลังมีการเผยแพร่คลิปหญิงชาวต่างชาติขี่รถบิ๊กไบค์ด้วยท่าทางโลดโผน หวาดเสียว และละเมิดกฎจราจรอย่างชัดเจน จนถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมอันตรายและไม่เหมาะสมต่อสังคมเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนถนนในจังหวัดคั้ญฮหว่า ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 โดยคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่แสดงให้เห็นหญิงต่างชาติรายหนึ่งขี่รถบิ๊กไบค์ด้วยความเร็วสูง พร้อมโชว์ท่าผาดโผน ทั้งการคุกเข่าบนเบาะและนอนราบไปกับตัวรถนอกจากนี้ ยังมีหลายช่วงที่ผู้ขับขี่สวมกระโปรงสั้นจนเปิดเผยบั้นท้ายอย่างชัดเจน เห็นถึงชุดชั้นใน สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้ถนนและชาวเน็ตจำนวนมาก ซึ่งมองว่าเป็นการกระทำที่ทั้งอันตรายและไม่เหมาะสมในที่สาธารณะกระแสวิจารณ์ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อมีผู้ชี้ว่าคลิปดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก แต่เป็นพฤติกรรมที่หญิงรายนี้ทำซ้ำหลายครั้ง ราวกับท้าทายกฎหมายและความปลอดภัยบนท้องถนน ก่อนที่เรื่องจะถูกส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบต่อมา ตำรวจจราจรจังหวัดคั้ญฮหว่าได้สืบสวนและสามารถควบคุมตัวหญิงในคลิปได้ โดยพบว่าเป็นหญิงชาวรัสเซีย อายุ 34 ปี ซึ่งเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ถ่ายคลิปดังกล่าวจริง และเคยก่อพฤติกรรมลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ทั้งในช่วงเดือนมกราคมและเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บนถนนหลายสายภายในตำบลกามลัมสำหรับรถบิ๊กไบค์ที่ใช้ในการขับขี่ ตำรวจตรวจสอบพบว่าผ่านการซื้อขายมาแล้วหลายมือ เดิมเป็นของชาวเวียดนาม ก่อนถูกขายต่อให้ร้านรถ และมีชายชาวรัสเซียซื้อไปมอบให้หญิงรายนี้เป็นของขวัญอย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่มองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายอันตรายร้ายแรงและรบกวนความสงบเรียบร้อยของสังคม จึงส่งตัวผู้ก่อเหตุพร้อมสำนวนคดีให้แผนกคดีอาญาดำเนินการสอบสวนและพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมออกประกาศเตือนประชาชนและชาวต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
-
สลด! เครื่องบินธุรกิจตกใกล้อังการา “ผบ.ทบ.ลิเบีย” เสียชีวิต พร้อมผู้โดยสารรวม 5 ราย
สลด! เครื่องบินธุรกิจตกใกล้อังการา “ผบ.ทบ.ลิเบีย” เสียชีวิต พร้อมผู้โดยสารรวม 5 รายเกิดเหตุเครื่องบินธุรกิจแบบ Falcon 50 ประสบอุบัติเหตุตกในประเทศตุรกี ส่งผลให้ มูฮัมหมัด อาลี อาเหม็ด อัล-ฮัดดัด ผู้บัญชาการทหารบกของลิเบีย เสียชีวิตพร้อมผู้โดยสารรวม 5 ราย เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ตามการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ในกรุงอังการาและกรุงตริโปลีรายงานระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวซึ่งมุ่งหน้าไปยังประเทศลิเบีย ประสบอุบัติเหตุตกไม่นานหลังจากขึ้นบินจากกรุงอังการา โดยจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากหมู่บ้านเคซิกคาวัค (Kesikkavak) ในเขตฮายมานา (Haymana) ทางตอนใต้ของกรุงอังการา ราว 2 กิโลเมตรเจ้าหน้าที่ทหารตุรกีได้เข้าควบคุมพื้นที่ซากเครื่องบิน ขณะที่หน่วยค้นหาและกู้ภัยยังคงปฏิบัติภารกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดด้าน อาลี เยอร์ลิกายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของตุรกี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของตุรกีเป็นผู้พบซากเครื่องบิน Falcon 50 ในเขตฮายมานา ใกล้กรุงอังการา และอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับทั้งลิเบียและตุรกี เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นบุคคลสำคัญระดับสูงของกองทัพลิเบีย ขณะที่ทางการทั้งสองประเทศเตรียมประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อดำเนินการสอบสวนและจัดการขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป#เครื่องบินตก #Falcon50 #ผบ_ทบ_ลิเบีย #อังการา #ตุรกี #ข่าวต่างประเทศ #อุบัติเหตุการบิน #Libya…
-
พ่อแม่จีนตามหาลูกสาวหายตัวปริศนาที่เยอรมันกว่า 17 ปี ก่อนรู้ความจริงสุดช็อกก่อนสิ้นใจ
พ่อแม่ชาวจีนรอคอยลูกสาวคนเดียวที่ขาดการติดต่อไป 17 ปี หลังไปเรียรต่อที่เยอรมนี ก่อนที่จะพบความจริงสุดปวดใจในวาระสุดท้ายของชีวิตที่หมู่บ้านเฉาเจียตี้ มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน สองสามีภรรยาวัยชรา เฉา เจ้ายู๋กัง และ หลิว อวี้หง ต้องใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างโดดเดี่ยวพร้อมกับความทุกข์ระทมที่เกาะกินใจมานานกว่า 20 ปี นั่นคือการหายตัวไปของ เฉาเชี่ยน ลูกสาวเพียงคนเดียวที่เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมนีเมื่อปี 2000 และขาดการติดต่ออย่างสมบูรณ์ในปี 2003 หลังจากโทรศัพท์กลับมาขอยืมเงินเป็นครั้งสุดท้ายScreenshotเฉาเชี่ยนเติบโตมาในครอบครัวยากจนแต่ได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยม พ่อแม่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้เธอได้เรียนหนังสือ ซึ่งเธอเองก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เป็นนักเรียนดีเด่นมาโดยตลอด จนกระทั่งเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 เธอรบกวนพ่อแม่ว่าอยากไปเรียนต่อที่เยอรมนีเพื่ออนาคตที่ดีกว่า พ่อแม่จึงไปหยิบยืมเงินจากทั่วทุกสารทิศจนได้เงิน 70,000 หยวน (ประมาณ 3.5 แสนบาทในสมัยนั้น) เพื่อส่งเธอไปทำตามความฝันชีวิตในเยอรมนีไม่ได้ง่าย เฉาเชี่ยนต้องทำงานหนักและเรียนไปด้วย ในปี 2003 เธอโทรกลับมาขอเงินพ่อแม่เพิ่มอีกครั้ง ด้วยความเครียดสะสมและน้อยใจที่ลูกไม่ค่อยติดต่อกลับ พ่อจึงเผลอตำหนิเธอด้วยถ้อยคำรุนแรงผ่านโทรศัพท์ เฉาเชี่ยนเงียบไปก่อนจะวางสาย และนั่นคือ “เสียงสุดท้าย” ที่พ่อแม่ได้ยินตลอด 17 ปีหลังจากนั้น พ่อแม่เฝ้าตามหาลูกสาวทุกวิถีทาง ทั้งผ่านสถานทูตและเพื่อนฝูง แต่กลับไร้วี่แวว จนกระทั่งในปี 2020 เมื่อทั้งคู่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งและรู้ว่าเวลาเหลือไม่มาก จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือผ่านสื่ออีกครั้งหลังจากสื่อและทางการเริ่มสืบค้น…
-
นักท่องเที่ยวสาวเจอคลื่นยักษ์ซัดทะลุโขดหิน หวิดดับอนาถขณะโพสท่าถ่ายรูป
นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากที่เธอโดนคลื่นยักษ์ซัดสาด ขณะโพสท่าถ่ายภาพที่โขดหินชื่อดัง ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คริมทะเลของอียิปต์วานนี้ (22 ธ.ค. 2568) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน ที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด หลังจากถูกคลื่นยักษ์ซัดกระแทกเข้ากับโขดหิน ระหว่างที่เธอกำลังท่องเที่ยวเมืองริมทะเลในประเทศอียิปต์รายงานข่าวระบุว่า ขณะเกิดเหตุ นักท่องเที่ยวสาวรายนี้ไปเยี่ยมชมโขดหิน “ดวงตาแห่งมะตรูห์” ที่โด่งดังบนชายหาดคลีโอพัตรา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามในเมืองมาร์ซา มะตรูห์ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่หลั่งไหลไปชมความแปลกของโขดหินที่มีช่องโหว่ตรงกลาง มองทะลุไปเห็นทะเลอันสวยงามได้แต่บริเวณดังกล่าวก็มีเกลียวคลื่นที่ซัดสาดอย่างรุนแรงเกือบตลอดเวลา กระแสน้ำที่ซัดเข้าหาหน้าผา ทำให้กลายเป็นจุดเสี่ยงอันตราย หากนักท่องเที่ยวยืนใกล้กับแนวคลื่นซัดมากเกินไป ดังเช่นกรณีของหญิงสาวในข่าวนี้ระหว่างที่นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนกำลังโพสท่าถ่ายภาพ ก็มีเกลียวคลื่นที่ยกตัวสูงขึ้นพุ่งทะลุผ่านช่องหินออกมา กระแสน้ำที่รุนแรงซัดจนนักท่องเที่ยวสาวตกจากตำแหน่งที่เธอนั่งอยู่และกวาดร่างเธอออกสู่ทะเลโชคยังดีที่นักท่องเที่ยวรายนี้สามารถเอาชีวิตรอดจากการโดนคลื่นยักษ์ซัดมาได้ ซึ่งเธอได้บรรยายว่าเป็นประสบการณ์ที่ "น่ากลัวมาก" โดยได้รับบาดเจ็บเป็นแผลถลอกหลายแห่งนักท่องเที่ยวสาวกล่าวว่า เธอสามารถกลับเข้าฝั่งได้โดยการยึดเกาะเชือกนิรภัยซึ่งติดตั้งอยู่ในบริเวณนั้น ทั้งนี้ มีชาวโซเชียลให้ข้อมูลว่า เพิ่งจะมีการติดตั้งเชือกนิรภัยเส้นนี้ได้ไม่นานหญิงสาวกล่าวว่าตนเองโชคดีที่ผลลัพธ์ไม่เลวร้ายไปมากกว่านี้ และให้คำมั่นว่าจะระมัดระวังให้มากขึ้นระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในอนาคตการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพเซลฟี่ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้กลายเป็นความเสี่ยงอันตรายอย่างมาก จนนักวิจัยอ้างว่าควรถูกจัดให้เป็น "ปัญหาด้านสาธารณสุข" ตามกรณีศึกษาในปี 2566ที่มา : nypost.comเครดิตภาพ : GETTY IMAGES
-
ทัวร์ลง “สาวรัสเซียขี่บิ๊กไบค์” อัดคลิปโชว์ท่ายากบนถนนเวียดนาม ส่อโดนโทษหนัก
บางครั้ง ความเร็วก็เป็นสิ่งที่คล้ายกับยาเสพติด มันดึงคุณออกจากความเป็นจริง ทำให้โลกใบนี้ดูพร่ามัว และทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่เมื่อความเร็วนั้นมาพร้อมกับความประมาท มันก็กลายเป็นเรื่องราวที่ต่างออกไปเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ VnExpress ได้รายงานถึงเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะหลุดออกมาจากฉากในภาพยนตร์ แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นบนถนนสัญจรกลางวันแสกๆ ในจ.คั้ญฮหว่าของเวียดนามคลิปวิดีโอหนึ่งปรากฏขึ้นในโลกออนไลน์และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว กับภาพของหญิงต่างชาติรายหนึ่งซึ่งกำลังขี่บิ๊กไบค์คู่ใจท้าทายกฎเกณฑ์ของฟิสิกส์และกฎหมายจราจรไปพร้อมๆ กันจากรายงานระบุว่า เธอไม่ได้แค่นั่งขี่แบบที่คนปกติทำ โดยท่าทางผาดโผนที่แสงดออกมามีทั้งคุกเข่าบ้าง นอนราบบนเบาะบ้าง ปล่อยให้ร่างกายลู่ไปกับลมในชุดกระโปรงสั้นที่ดูจะไม่เหมาะกับการขับขี่แม้แต่น้อย อีกทั้งมีชอตที่เรียกเสียงสวดสนั่น เมื่อบางช่วงสาวบิ๊กไบค์หมีขาวคล้ายจงใจอวดบั้นท้ายต่อสายตาของผู้คนบนถนนและชาวเน็ตนับล้านอย่างชัดเจนจนเห็นชุดชั้นในภาพ @SAO Starแน่นอนว่ามันเป็นภาพที่ผสมผสานระหว่างความอันตรายและความไร้ยางอายในแบบที่สังคมเวียดนามยากจะยอมรับพฤติกรรมนั้นไม่ใช่แค่ความคึกคะนองชั่ววูบ มีคนชี้เป้าว่านี่ไม่ใช่คลิปเดียวของเธอ เธอทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกำลังเสาะหาความหมายบางอย่างผ่านความเสี่ยงตาย แต่สำหรับผู้คนบนท้องถนนและชาวเน็ตในเวียดนาม มันคือการคุกคาม ! คือความหยาบคายที่ละเมิดกติกาการอยู่ร่วมกันเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก่อตัวขึ้นเป็นพายุ และในที่สุด เรื่องราวก็ถูกส่งต่อไปยังผู้พิทักษ์กฎตำรวจจราจรจังหวัดคั้ญฮหว่า ไม่ได้เพิกเฉยต่อเสียงวิพากษ์วิจาร์เหล่านั้น โดยต่อมามีการสืบสวนจนควบคุมตัวสาวรัสเซีย อายุ 34 ปี ซึ่งสารภาพเป็นตัวเธอเองที่ปรากฏในคลิปวีดิโอที่เป็นประเด็น เบื้องต้นเธอยอมรับสารภาพว่าถ่ายคลิปลักษณะดังกล่าวจริง ทำมาแล้วหลายครั้งทั้งในเดือนมกราคมและเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาบนถนนหลายสายในตำบลกามลัม (Cam Lam Commune)ส่วนบิ๊กไบค์คันที่ใช้ก่อเหตุตรวจสอบประวัติพบว่าผ่านการซื้อ-ขายมาแล้วหลายมือ เดิมเป็นของชาวเวียดนามคนหนึ่งก่อนนำไปขายให้ร้านและมีชายรัสเซียด้วยกันซื้อต่อให้เป็นของขวัญแก่สาวรายนี้ความผิดที่เกิดขึ้นนั้นตำรวจจราจรมองว่า เป็นโทษที่ร้ายแรงในเวียดนามจึงได้ส่งสำนวนและตัวผู้ก่อเหตุต่อไปยังแผนกคดีอาญา เพื่อทำการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งออกประกาศเตือนไปยังประชาชนและชาวต่างชาติที่พำนักในเวียดนามให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และงดเว้นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายหรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญบนทางสาธารณะ.ภาพ @SAO Starภาพ @SAO Starอ่านข่าวเพิ่มเติมเศร้า! อินฟลูฯ ไบค์เกอร์สาววัย…
-
เจอตัวการแล้ว! สิ่งที่แอบ “เลี้ยง” มะเร็งปอด ให้โตวันโตคืน ไม่ใช่แค่บุหรี่ แต่คืออาหารชนิดนี้
หมอเตือน! หยุดป้อนอาหารให้โรคร้าย เผยตัวการลับ เจอตัวการแล้ว! สิ่งที่แอบ "เลี้ยง" มะเร็งปอดให้โตวันโตคืน ไม่ใช่บุหรี่ แต่คือ "น้ำตาล"เมื่อพูดถึง "มะเร็งปอด" จำเลยอันดับหนึ่งในความคิดของทุกคนย่อมหนีไม่พ้น "บุหรี่" แต่ล่าสุดงานวิจัยใหม่ได้เปิดเผยความจริงที่น่าตกใจว่า พฤติกรรมการกินของเรา โดยเฉพาะความหวาน อาจเป็นตัวการสำคัญที่คอยป้อนอาหารให้เซลล์มะเร็งเติบโตอย่างเงียบๆความหวาน = ลูกอมยักษ์ของมะเร็งงานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Metabolism ได้สืบสวนความเชื่อมโยงระหว่างอาหารกับมะเร็งปอด และพบว่าก้อนเนื้อมะเร็งปอดนั้นถูก "เลี้ยงให้อ้วนพี" ด้วยน้ำตาลนักวิจัยเปรียบเปรยว่า ไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งเป็นรูปแบบการสะสมของน้ำตาลกลูโคส เปรียบเสมือน "ลูกอมยักษ์สำหรับความหิวกระหายของมะเร็ง" นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันระบุชัดเจนว่า ยิ่งมีปริมาณไกลโคเจนในเซลล์มะเร็งมากเท่าไหร่ ก้อนเนื้อมะเร็งก็จะยิ่งเติบโตใหญ่ขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้นระวัง "อาหารสไตล์ตะวันตก"ในการทดลอง นักวิทยาศาสตร์พบว่าก้อนเนื้อมะเร็งปอดในหนูทดลองจะเจริญเติบโตได้ดีมากเมื่อหนูได้รับ "อาหารแบบตะวันตก" ซึ่งอุดมไปด้วยไขมันและ ฟรักโทส (Fructose)ฟรักโทสคือน้ำตาลที่พบในผลไม้ แต่ในอุตสาหกรรมอาหารมักมาในรูปแบบของ "น้ำเชื่อมข้าวโพด" (High Fructose Corn Syrup) ซึ่งเป็นสารให้ความหวานยอดฮิตในอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มต่างๆ ในทางตรงกันข้าม เมื่อระดับไกลโคเจนลดลง การเติบโตของก้อนเนื้อมะเร็งก็ลดลงตามไปด้วยทีมนักวิจัยสรุปผลการค้นพบว่า "อาหารตะวันตกแบบดั้งเดิมส่งผลให้ระดับไกลโคเจนเพิ่มสูงขึ้น และเจ้าไกลโคเจนนี้เองที่ไปหล่อเลี้ยงก้อนเนื้อมะเร็งปอด โดยทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำหรับการเติบโตของพวกมัน"เปลี่ยนความคิด: มะเร็งปอดก็เกี่ยวกับ "การกิน"ดร.รามอน ซัน…
-
สามีญี่ปุ่นช็อก เจอเมีย-ลูกนอนจมกองเลือดในบ้าน ช็อกซ้ำสอง พบเมียแอบเช่าห้องซ่อนศพชายปริศนา
ไม่รู้จะช็อกเรื่องไหนก่อนดี เมื่อสามีชาวญี่ปุ่นเจอภรรยาและลูก 3 คน นอนจมกองเลือด ถูกแทงอาการสาหัส แต่กลับความจริงว่า ภรรยาเช่าห้องไว้อีกห้อง ด้านในมีศพชายในตู้เสื้อผ้าคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17:30 น. ตามเวลาท้องถิ่นตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากชายวัย 40 ปีคนหนึ่งในย่านคิตะมาจิ เมืองนิชิโตเกียว ว่าประตูบ้านถูกคล้องโซ่ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ และได้ยินเสียงดังมาจากภายในบ้านเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงและเข้าไปภายในบ้านพร้อมกับผู้แจ้งเหตุ พบผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านรวม 4 ราย นอนสลบอยู่ในสภาพอาการสาหัส ประกอบด้วย แม่วัย 36 ปี พร้อมลูกชาย 3 คนวัย 16 ปี, 11 ปี และ 9 ปีจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าแม่และลูกชายคนโตนอนจมกองเลือด มีร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากของมีคมตามร่างกาย ส่วนลูกชายคนรองวัย 11 ปี มีแผลถูกปาดบริเวณลำคอ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบมีด 1 เล่ม ตกอยู่ใกล้กับร่างของลูกชายคนโตผู้บาดเจ็บทั้ง 4 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่ทั้งหมดยังคงอยู่ในอาการโคม่าและไม่รู้สึกตัวขณะนี้กรมตำรวจนครบาลโตเกียวอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุและลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด โดยเบื้องต้นตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นการพยายาม “ฆ่าตัวตายพร้อมกัน” (Murishinju) ภายในครอบครัวแต่ในระหว่างที่ตำรวจกำลังสืบคดีนี้…
-
คนเกาหลีใต้ลุกฮือ! บุกสถานทูตเขมร ซัดแรงฐานอาชญากรรมข้ามชาติ
วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เพจ Drama-addict ได้รายงานว่า บริเวณหน้าสถานทูตกัมพูชาประจำกรุงโซล กลุ่มภาคประชาสังคมและตัวแทนผู้เสียหายได้รวมตัวกันเพื่อจัดงานแถลงข่าว โดยมีการชูป้ายและส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่พุ่งสูงขึ้นวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เพจ Drama-addict ได้รายงานว่า บริเวณหน้าสถานทูตกัมพูชาประจำกรุงโซล กลุ่มภาคประชาสังคมและตัวแทนผู้เสียหายได้รวมตัวกันเพื่อจัดงานแถลงข่าว โดยมีการชูป้ายและส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่พุ่งสูงขึ้นผู้ชุมนุมระบุว่า กัมพูชาได้กลายเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ ทั้งการหลอกลวงต้มตุ๋น (Voice Phishing), การพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่คือพลเมืองชาวเกาหลีใต้ที่บริสุทธิ์มีรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับคนหนุ่มสาวชาวเกาหลีที่ถูกหลอกลวงด้วยคำโฆษณาจ้างงานที่ให้ค่าตอบแทนสูง แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกักขังในนิคมอาชญากรรม ถูกยึดหนังสือเดินทาง และถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมายภายใต้การข่มขู่และความรุนแรงกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาหยุดพฤติกรรมที่เพิกเฉยต่อการกระทำผิดกฎหมายภายในประเทศของตน และต้องให้ความร่วมมือกับนานาชาติในการกวาดล้างซ่องโจรเหล่านี้อย่างจริงจังรัฐบาลเกาหลีใต้ต้องมีมาตรการที่เด็ดขาดในการปกป้องพลเมือง และต้องกดดันรัฐบาลกัมพูชาผ่านช่องทางทางการทูต หากยังไม่มีการแก้ไข เราจะเรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรและการสั่งห้ามเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงการชุมนุมจบลงด้วยการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสถานทูต โดยเน้นย้ำว่า ชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอ่านข่าวเพิ่มเติมสันติภาพต้องไม่ใช่แค่กระดาษ! ไทยยื่นคำขาด 3 เงื่อนไข หากกัมพูชาต้องการกลับสู่การหารือ วาสนา เฉลยแล้ว! ทำไมไทยไม่ยิงสวน จรวด BM-21 กัมพูชาแบบสุ่ม อนุทินโต้แรงนานาชาติ ปมกดดัน ไทย–กัมพูชา หยุดปะทะ
-
ขนลุก! ภูเขาน้ำแข็ง “คาย” ร่างชายหายสาบสูญ 28 ปี สภาพแทบไม่เชื่อสายตา ไม่เหมือนศพ!!
ปาฏิหาริย์แช่แข็ง! เจอแล้วร่างชายหายตัวปี 1997 ผ่านไปเกือบ 30 ปี เสื้อผ้า-หน้าตา ยังอยู่ครบขนลุก! ภูเขาน้ำแข็ง "คาย" ร่างชายหายสาบสูญ 28 ปี สภาพศพทำเอาคนเจอไม่เชื่อสายตา เหมือนเพิ่งหลับ!เกือบ 3 ทศวรรษที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยกลางหุบเขาหิมะ ล่าสุดธรรมชาติได้ส่งเขากลับคืนสู่ครอบครัวในสภาพที่ใครเห็นก็ต้องตะลึงเรื่องราวปาฏิหาริย์ปนเศร้าสร้อยนี้เกิดขึ้นที่ประเทศปากีสถาน เมื่อชายผู้สูญหายไปนานถึง 28 ปี ถูกค้นพบร่างอีกครั้ง ท่ามกลางความตกใจของทั้งผู้พบเห็นและครอบครัวย้อนรอยการหายตัวไปเมื่อปี 1997ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 1997 "นาซีรุดดิน" (Naseeruddin) ชายหนุ่มวัย 31 ปี ได้เดินทางออกจากบ้านเพื่อไปท่องเที่ยวที่หุบเขา Supat ในเขต Kohistan ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชันทางตอนเหนือของปากีสถานแต่ทริปนั้นกลายเป็นการเดินทางที่ไม่มีวันหวนกลับ เขาหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากเดินเข้าไปในถ้ำใกล้กับธารน้ำแข็ง ทิ้งภรรยาและลูกเล็ก 2 คน ให้รอคอยอย่างสิ้นหวัง ครอบครัวพยายามออกตามหาหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไร้วี่แวว"ครอบครัวเราพยายามเต็มที่แล้ว ญาติๆ กลับไปที่ธารน้ำแข็งหลายรอบ หวังจะเจอเบาะแสอะไรบ้าง แต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เพราะพื้นที่มันอันตรายและแทบเป็นไปไม่ได้เลย"- มาลิก อุเบด (Malik Ubaid) หลานชายของผู้ตายกล่าววินาทีธารน้ำแข็ง "คืนร่าง"การค้นหาที่ดูเหมือนจะจบลงด้วยความว่างเปล่า กลับมามีคำตอบอีกครั้งในวันที่…
-
เจ้าของหอโวย รปภ.ตายเหม็นเน่า แพทย์เอะใจทำไมศพใส่ “รองเท้าหุ้มข้อ” ถอดดูถึงกับน้ำตาซึม
รปภ.ตายโดดเดี่ยว เจ้าของหอโวย รปภ.ตายโดดเดี่ยว เจ้าของหอโวย "เหม็นเน่า" หมอเอะใจทำไมศพใส่ "รองเท้าหุ้มข้อ" ถอดดูถึงกับน้ำตาซึมไม่ใช่แค่เรื่องของศพเน่าเปื่อย… แพทย์นิติเวชเผยเบื้องหลังคดี "ความตายอันโดดเดี่ยว" ของ รปภ. หนุ่มใหญ่ ที่เจ้าของหอพักเอาแต่บ่นเรื่องกลิ่นเหม็น แต่เมื่อถอดรองเท้าผ้าใบที่ศพสวมใส่อยู่ ความจริงที่น่าเวทนาก็ปรากฏคดีการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว (Lonely Death) กำลังกลายเป็นปัญหาสังคมที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง แต่สำหรับเคสนี้ที่ไต้หวัน กลับมีรายละเอียดที่สะเทือนใจยิ่งกว่า เมื่อแพทย์นิติเวชชื่อดัง "ไช่ เซิ่งโจว" ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์การชันสูตรศพ รปภ. รายหนึ่ง ที่เสียชีวิตลำพังในห้องเช่าปริศนา "รองเท้าหุ้มข้อ" ในห้องนอนเหตุการณ์เกิดขึ้นที่เขตซานฉง นครนิวไทเป เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุพบศพชายอาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) เสียชีวิตอยู่ในห้องเช่า เมื่ออัยการและหมอไช่เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ สิ่งแรกที่พบคือเจ้าของหอพักที่ยืนโวยวายด้วยความหงุดหงิด บ่นไม่หยุดปากเรื่อง "กลิ่นเหม็นเน่า" ที่โชยออกมาจากห้อง ทำเอาผู้เช่าคนอื่นเดือดร้อนจากการตรวจสอบเบื้องต้น หมอไช่คาดว่าผู้ตายน่าจะเสียชีวิตจากโรคประจำตัว แต่สายตาของเขากลับไปสะดุดกับสิ่งผิดปกติวิสัยอย่างหนึ่ง นั่นคือ "ศพผู้ตายสวมรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ" ทั้งที่นอนอยู่บนเตียงในห้องพักตัวเอง มันดูขัดแย้งกับความเป็นจริงอย่างมาก ใครจะใส่รองเท้าหนาๆ นอนในบ้าน?ความจริงใต้พื้นรองเท้า… ไม่ใช่ความซกมก แต่คือความเจ็บปวดด้วยความสงสัย หมอไช่จึงตัดสินใจถอดรองเท้าคู่นั้นออก เพื่อไขปริศนา ทันทีที่ถอดรองเท้า กลิ่นเหม็นรุนแรงก็พวยพุ่งออกมา สภาพเท้าของผู้ตายดำคล้ำ…