Category: ทั่วไป
-
ชาวเน็ตโฟกัสผิดจุด! “สารวัตรแจ๊ะ” ลุยจับแก๊งค้ายาแต่ทรงผมใหม่ดูอปป้าจนกลบข่าว
ปฏิบัติการสืบนครบาลทลายแก๊งค้ายาเสพติดที่ใช้ชุดไรเดอร์บังหน้า โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 รายพร้อมของกลางจำนวนมาก แต่ที่สะดุดตาชาวเน็ตไม่แพ้การจับกุมคือ ลุคใหม่ของ "สารวัตรแจ๊ะ" ที่มาในทรงผมสไตล์เกาหลีจนได้รับฉายาใหม่ว่า "โอปป้าแจ๊ะ"วันนี้ (23 ก.ย.) เพจ “ดาวแปดแฉก” ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอปฏิบัติการของทีมสืบสวนนครบาลที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาย 2 ราย และหญิง 1 ราย พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวนมาก โดยผู้ต้องหากลุ่มนี้มีพฤติกรรมใช้ชุดไรเดอร์ในการอำพรางตัวเพื่อส่งยาเสพติดการจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณหอพักแห่งหนึ่งในแขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ หลังจากที่ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ ผบก.สส.บช.น. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายนี้ ที่มักจะใช้ชุดไรเดอร์ในการส่งยาเสพติด โดยพบพิรุธจากชายสวมชุดไรเดอร์ที่ไม่ได้นำอาหารมาส่งตามปกติ แต่กลับมีท่าทีลับๆ ล่อๆ บริเวณถังขยะและมักจะล้วงสิ่งของบางอย่างออกมาจากกางเกงทีมสืบสวนจึงได้ลงพื้นที่เฝ้าสังเกตการณ์ จนกระทั่งพบชายต้องสงสัยสวมชุดไรเดอร์จอดรถอยู่บริเวณถังขยะ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและพบถุงพลาสติกบรรจุยาอีซุกซ่อนอยู่ในรองเท้าของชายคนดังกล่าว ซึ่งในตอนแรกชายคนนี้ปฏิเสธว่าไม่มีสิ่งของผิดกฎหมายใดๆจากการสอบสวน ชายคนนี้ยอมรับว่าจะนำยามาส่งให้คนในหอพัก เจ้าหน้าที่จึงขยายผลเข้าตรวจสอบผู้ต้องหาอีก 2 รายที่อยู่ในหอพัก และพบยาไอซ์จำนวน 20 กรัมซุกซ่อนอยู่ในกางเกงนอกเหนือจากยาเสพติดที่พบในตัวผู้ต้องหาแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบยาเสพติดประเภทอื่นๆ และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแบ่งบรรจุเพื่อส่งให้กับลูกค้าอีกหลายรายการ โดยจากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นผู้ค้ารายใหญ่ในพื้นที่ นอกจากนี้ ระหว่างการเข้าจับกุมยังมีการโอนเงินจากลูกค้าที่สั่งซื้อยาเสพติดเข้ามาอย่างต่อเนื่องนอกจากปฏิบัติการจับกุมในครั้งนี้แล้ว ยังเป็นที่น่าสนใจว่าชาวเน็ตต่างให้ความสนใจกับทรงผมใหม่ของ "สารวัตรแจ๊ะ" ที่มาในลุค "หนุ่มเกาหลี" โดยไม่มีการสวมหมวกไหมพรมเหมือนเช่นเคย จนชาวเน็ตหลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าเป็น "โอปป้าแจ๊ะ"website :…
-
หนุ่มงง เจอป้าเหมยฮัวคลั่งรัก หอบกระเป๋าตื้อถึงบ้านขออยู่ด้วย
ในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันง่ายขึ้น ก็มักมีเรื่องราวแปลก ๆ เกิดขึ้นเสมอ ล่าสุดเกิดเหตุชวนฮือฮาที่อุดรธานี เมื่อคุณป้าวัย 60 ปี ผู้คลั่งรักตามติดชีวิตชายหนุ่มในโลกออนไลน์ จนในที่สุดเดินทางมาหาถึงหน้าบ้านพร้อมกระเป๋าเดินทาง หวังจะขออยู่ด้วยกันโดยเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 นายต้า หนุ่มวัย 44 ปี ชาวอุดรธานี ที่ถูก “ป้าเหมยฮัว” อายุ 60 ปี ตามหลงรักและเฝ้าติดตามผ่านโซเชียลทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok หรือ Instagram ใช้ยูสเซอร์นับสิบในการส่งข้อความและทักทาย แม้ว่านายต้าจะบล็อกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็มีบัญชีใหม่โผล่มาไม่หยุดจนกระทั่งในวันเกิดเหตุ ป้าเหมยฮัวปรากฏตัวที่หน้าบ้านจริง ๆ พร้อม กระเป๋าเดินทางสีเหลือง 1 ใบ และเป้สะพายอีก 1 ใบ แต่งกายมิดชิดด้วยเสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงขายาวสีดำ แว่นตาดำ และสะพายกระเป๋าสตางค์สีน้ำตาล บอกชัดเจนว่าตั้งใจมาขออยู่ด้วยอย่างไรก็ตาม เจ้าของบ้านยืนยันไม่อนุญาต เพราะไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อน จนชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ป้าเหมยฮัวยอมรับตรง ๆ ว่าติดตามนายต้ามานานจากโลกโซเชียล และไม่เคยหยุดติดต่อเขาท้ายที่สุด ตำรวจได้ประสานเรียกรถผ่านแอปรับจ้าง…
-
อย.ลงดาบ สมุนไพรชื่อดัง ตรวจพบสารอันตราย เสี่ยงถึงชีวิต
วันที่ 22 ก.ย. เพจเฟซบุ๊ก สภาเภสัชกรรม : The Pharmacy Council ประกาศเตือนประชาชน หลัง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยา "จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียนเจียวหนัง" (เลขทะเบียน G298/49) หลังตรวจพบมีส่วนผสมของ สารทาดาลาฟิล (Tadalafil) ซึ่งเป็นยารักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หากรับประทานโดยไม่อยู่ในการดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตอวสานจิ่วเจิ้งปู่เซินเจียนเจียวหนัง เลขทะเบียน G298 / 49 ถูกเพิกถอนทะเบียนแล้ว เนื่องจากพบสาร ทา ดา ลา ฟิล Tadalafil ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคของผู้ป่วย หากมีการรับประทานเข้าไปโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ อันตรายจากยา ทา ดา ลา ฟิล1. เกิดภาวะความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรง และกระทันหันเมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่มไนเตรท2. เสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ เจ็บหน้าอก หรืออาจทำให้หมดสติได้3. เสี่ยงสูญเสียการได้ยินและมองเห็น4. ใจสั่น เหงื่อออกมาก ความโลหิตต่ำ หมดสติ บางรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเสี่ยงหัวใจวายความดันตกตาบอดเสียชีวิตข้อควรระวังสำหรับผู้ขาย- มีความผิดหากจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ถูกเพิกถอนทะเบียน- ตรวจสอบเลขทะเบียนก่อนจำหน่าย-…
-
เผย 3 เหตุผล! กัมพูชาไม่กล้าใช้จรวดยิงเครื่องบินไทย ไม่ใช่เกรงใจสหรัฐ!
“วาสนา นาน่วม” เผย 3 เหตุผลที่กัมพูชา ไม่กล้าใช้จรวดโจมตีเครื่องบินไทย เก็บไว้ปกป้อง “ฮุน เซน” เครื่องขัดข้อง ไม่ใช่เพราะกลัวทำสหรัฐ! ไม่พอใจแน่นอนจากกรณี “ฮุน เซน” ได้แชร์โพสต์บทความที่วิเคราะห์สาเหตุว่าทำไมกัมพูชาไม่ใช้อาวุธหนักตอบโต้ไทย ซึ่งมีการให้เหตุผลหนึ่งบอกว่า หากใช้อาวุธของจีนยิงเครื่องบิน F-16 ของอเมริกาตก อาจทำให้สหรัฐฯไม่พอใจนั้นล่าสุด "วาสนา นาน่วม" ผู้สื่อข่าวอาวุโส สายทหาร วิเคราะห์ถึงเรื่องดังกล่าวในรายการ "เรื่องใหญ่ Live Talk" ว่า กองทัพอากาศวิเคราะห์เหตุผลที่กัมพูชาไม่ใช้เครื่องยิงต่อต้านอากาศยานนั้น มีเหตุผลหลัก 3 เหตุผล คือ1.เขาจะเก็บไว้ดูแลเฉพาะฮุนเซน ในพื้นที่ของบ้านฮุน เซน 2.ถ้าเขายิงจากบริเวณที่อยู่ในพื้นที่บ้านหรือเซฟเฮ้าส์ฮุน เซน เครื่องบิน F-16 เราก็จะถล่มบริเวณนั้นเลย จึงเป็นอีกเหตุผลที่เขาไม่กล้าใช้ และ 3. จรวดต่อสู้อากาศยานไว้ยิงเครื่องบิน KS1C ที่ซื้อจากจีน ก็คาดว่าเขาควบคุมไม่ได้ อาจจะเสีย ขัดข้อง หรืออาจจะไม่เคยยิงเลยไม่มั่นใจที่จะใช้ ซึ่งจรวด KS1C เราก็เคยซื้อ เราก็มี…
-
อมรัตน์ ยกแนวคิด พิธา เปรียบเทียบกับทักษิณ ลั่น ปัจจุบันถึงทวีความรังเกียจคนเห็นแก่ตัว
อมรัตน์ ประกาศชัดเจน! รังเกียจคนเห็นแก่ตัวแบบทักษิณ ดีลแลกผลประโยชน์ เปลี่ยนพรรคการเมืองเป็นบริษัทผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าดิฉันศรัทธาแนวคิดนี้ของคุณ #พิธา มาก "ประเทศไทยยิ่งใหญ่กว่าความพ่ายแพ้ของใครคนหนึ่ง" ปัจจุบันถึงทวีความรังเกียจคนเห็นแก่ตัวแบบ #ทักษิณ ที่เลือกทำดีลแลกผลประโยชน์ให้ตัวเอง ไม่สนหลักการไม่สนว่าการเป็นอภิสิทธิชนชั้น 14 จะสร้าง 2 มาตรฐานทำให้คนเสื่อมศรัทธากับขบวนการกฎหมายเพิ่มอีกแค่ไหนจากที่ก็เสื่อมอยู่แล้วดีลกับเจ้าของประเทศที่ทำไว้จะฉุดประเทศถอยหลังลงคลองยังไงไม่สนใจ เปลี่ยนพรรคการเมืองให้เป็นบริษัท ตระบัดสัตย์ก็ทำได้ ขอให้ตัวเองและบริวารได้ประโยชย์เป็นพอเจี๊ยบอมรัตน์#เพื่อไม่พลาดข่าวสารดีๆ อย่าลืมกดติดตามพวกเรา TOJO NEWS
-
แม่ใจแทบขาด ลูก 2 ขวบดับ สภาพชวนหดหู่ หลังปล่อยให้อยู่กับสามีใหม่
วันที่ 22 กันยายน 2568 บรรยากาศที่วัดแก้วจันทราราม อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี เต็มไปด้วยความเศร้าโศก ขณะครอบครัวและญาติมิตรประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลศพ ด.ช.เอ(นามสมมติ) วัยเพียง 2 ขวบ ร่างของน้องถูกเจ้าหน้าที่กู้ภัยโคกสำโรงสงเคราะห์นำมาจากสถาบันนิติเวช หลังเสียชีวิตจากการถูกทำร้ายโดย ผู้เป็นแม่ เผยทั้งน้ำตาว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา นายบี(นามสมมติ) สามีใหม่ของตน บอกว่ากำลังเล่นหยอกล้อกับลูกของเธอ แต่กลับใช้กำลังชกเข้าที่ท้อง จนน้องหมดสติ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโคกสำโรง ทว่ากลับไม่ทัน น้องเสียชีวิตระหว่างทางแพทย์ตรวจสอบพบร่องรอยฟกช้ำหลายแห่งที่บริเวณท้อง และส่งศพไปชันสูตรเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ผลชันสูตรชี้ชัดว่า น้องเสียชีวิตจากการบาดเจ็บภายในช่องท้องรุนแรง ทั้ง ตับแตก ม้ามฉีก ปอดฉีกขาด จากแรงกระแทกอย่างหนัก ซึ่งไม่สอดคล้องกับคำอ้างเรื่อง “การหยอกล้อ”แม่ของน้องเล่าด้วยว่า ตนเพิ่งใช้ชีวิตอยู่กับสามีใหม่ได้เพียง 5 เดือน เพราะคิดถึงลูกจึงไปรับน้องกลับมาเลี้ยงที่บ้าน ระหว่างวันน้องมักอยู่กับสามีใหม่ตามลำพัง ส่วนกลางคืนจะไปนอนที่บ้านแม่ของสามีใหม่ กระทั่งเกิดเหตุร้ายแรงดังกล่าว“เขาบอกว่าแค่เล่น แต่ลูกฉันต้องตาย ฉันเจ็บปวดและโกรธมาก” ผู้เป็นแม่กล่าว พร้อมยืนยันว่าได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.โคกสำโรง เพื่อเอาผิดกับสามีใหม่ และเรียกร้องความยุติธรรมให้ลูกชายวัยเพียงสองขวบที่จากไปก่อนเวลาอันควร
-
“น้องเต้าหู้” อัดคลิปเข้าเซเว่น อยู่ไทย 3 ปีเพิ่งรู้ทำแบบนี้ได้ คนไทยอึ้งกว่า เพิ่งรู้เหมือนกัน!
ไวรัล ไวรัล "น้องเต้าหู้" อัดคลิปเข้าเซเว่นฯ อยู่ไทย 3 ปีเพิ่งรู้ทำแบบนี้ได้ ทำคนไทยอึ้งตาม "เราก็เพิ่งรู้"กลายเป็นคลิปไวรัลที่สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลกโซเชียล เมื่ออินฟลูเอนเซอร์สาวชื่อดังอย่าง "น้องเต้าหู้" ได้โพสต์คลิปวิดีโอสั้นๆ ขณะเข้าไปเลือกซื้อของในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven เผยให้เห็นสิ่งที่เธอเพิ่งค้นพบเป็นครั้งแรก แม้จะอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานถึง 3 ปี แต่เรื่องที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ คนไทยจำนวนมากก็เพิ่งรู้เรื่องนี้พร้อมกับเธอ"น้องเต้าหู้" คือใคร?สำหรับ น้องเต้าหู้ หรือ ออโรร่า (Aurora) เป็นอินฟลูเอนเซอร์สาวชาวจีน วัย 20 ปี (เกิดวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ. 2005) ที่โด่งดังในประเทศไทยจากการเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากการทำคอนเทนต์น่ารักๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตในไทยฉายา "น้องเต้าหู้" ของเธอมีที่มาจากคลิปไวรัลที่เธอพยายามพูดคำว่า "เอาเต้าหู้" แต่ด้วยสำเนียงจีนที่น่ารัก ทำให้กลายเป็นคำว่า "เอาตู้หู้" จนสร้างความเอ็นดูให้กับชาวเน็ตและกลายเป็นที่จดจำอย่างรวดเร็ว ทำให้เธอมีแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมากอยู่ไทย 3 ปี เพิ่งรู้ว่าชั้นวางของในเซเว่นฯ ดึงออกมาได้ในคลิปล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส น้องเต้าหู้ได้ถ่ายคลิปขณะกำลังเลือกซื้ออาหารในตู้แช่ของร้าน 7-Eleven พร้อมกับบรรยายด้วยความตื่นเต้นว่า "อยู่ไทยมา 3 ปี…
-
ราคาทองวันนี้ 22 ก.ย.68 ประกาศ 7 ครั้ง พุ่งแรงมาก ใครสนใจรีบเลย
ราคาทองวันนี้ 22 ก.ย.68 ประกาศ 7 ครั้ง พุ่งแรงมาก ใครสนใจรีบเลยราคาทองวันนี้ 22 ก.ย.68 สมาคมค้าทองคำ ประกาศครั้งที่ 7 พุ่งแรงมาก ใครสนรีบตัดสินใจเลย เทียบราคาปิดวานนี้ โดยทองรูปพรรณขายออกบาทละ 56,600 บาทราคาทองคำประจำวันที่ 22 ก.ย.2568 ปรับเพิ่มขึ้น 400 บาท เปรียบเทียบกับราคาสุดท้ายของเมื่อวานนี้ โดยทองรูปพรรณขายออกที่บาทละ 56,600 บาท อ้างอิงข้อมูลล่าสุดจาก สมาคมค้าทองคำ ที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ เมื่อเวลา 13.37 น.ที่ผ่านมาทองคำแท่งมีราคารับซื้อในประเทศอยู่ที่บาทละ 55,700 บาท ขายออกที่ราคาบาทละ 55,800 บาท ตามประกาศครั้งที่ 7อ่านข่าว : ราคาทองวันนี้ 22 ก.ย.68 พุ่งขึ้นแล้ว ประกาศครั้งแรก เทียบราคาปิดวานนี้ขณะที่ทองรูปพรรณ 96.5 เปอร์เซ็นต์ รับซื้ออยู่ที่บาทละ 54,591.16 บาท ขายออกที่ราคา 56,600…
-
เพราะมีบ่อนกาสิโนใหม่นี่เอง “บิ๊กเล็ก” ถึงอยากเปิดด่านนัก ** พรรคส้มรับมือคดี 44 สส. “เท่าพิภพ” ไม่ไปต่อ แย้ม 4 ชื่อแคนดิเดตนายกฯ ‘เท้ง’เบอร์ 1 ‘ไหม-ต้น-เติ้ล’ รองตามมา แถมมี “คนนอก”
ข่าวปนคน คนปนข่าว++ เพราะมีบ่อนกาสิโนใหม่นี่เอง “บิ๊กเล็ก” ถึงอยากเปิดด่านนักการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชา หรือ จีบีซี (GBC) เมื่อวันพุธที่ 10 ก.ย.68 “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่ตอนนั้นเป็น รักษาการ รมว.กลาโหม ของไทยได้ลงนาม จับไม้จับมือกับ “เตีย เซรยฮา” รมว.กลาโหม ของกัมพูชา หลังการเจรจาบรรลุข้อตกลง 5 ข้อ ที่คนไทย ด่ากันทั้งเมืองโดยเฉพาะข้อที่ 5 ที่ให้ “ผ่อนปรนการผ่านแดนพื้นที่แนวชายแดนบางจุดที่ไม่มีปัญหาด้านความมั่นคงที่ จ.จันทบุรี และจ.ตราด ก่อนไม่เพียงเสียงประชาชนก่นด่า แม้แต่ทางฝ่ายกองทัพ คือกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ของกองทัพเรือ รีบออกมาคัดค้าน พร้อมโต้ว่า…ใครบอกว่า ชายแดน จันทบุรี ตราด ไม่มีปัญหา ตอนนี้ถูกเขมรรุกล้ำแผ่นดินไทยเข้ามาถึง 17 จุดตลอดแนวชายแดน แต่รัฐบาลที่ผ่านๆ มา ไม่มีใครจัดการโดยเฉพาะจุดที่อยู่ตรงข้ามบ้านท่าเส้น ต.แหลมกลัด อ.เมืองฯ จ.ตราด ที่มีนายทุนกัมพูชาจับมือกับนายทุนจีน ด้วยความรู้เห็นของนายทุน และผู้มีอำนาจฝั่งไทย…
-
สาวตามหาแม่ 10 ปี ได้เจอรูปใบเดียว แต่สืบนครบาลช่วยไขเบาะแส หายคาใจปมทั้งหมด
สาวแม่ค้าพระเครื่องออนไลน์ ตามหาแม่นานเป็น 10 ปี สืบนครบาลช่วยจนพบเบาะแส แม้เหลือเพียงรูป แต่คำถามที่คาใจได้คำตอบทั้งหมดก่อนหน้านี้ชุดสืบสวน กก.สส.3 บก.สส.บช.น. รับแจ้งจากแม่ค้าขายพระเครื่องของออนไลน์ว่า มารดาของเธอถูกสวมบัตรประชาชน ซึ่งตนไม่ได้พบเจอแม่เป็นเวลาหลายปี จึงได้ไปยื่นคำร้องที่เขตบึงกุ่มเพื่อขอคัดทะเบียนราษฎร์ตามสูติบัตรแต่กลับพบว่าเลข 13 หลักของแม่กลายเป็นบุคคลคนอื่น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา เบื้องต้นยืนยันจะดำเนินคดีกับคนที่สวมเลข 13 หลักของแม่ ต่อมามีการตรวจสอบพบว่าบุคคลที่ถูกร้องเรียนมานั้นไม่ได้สวมสิทธิ์แต่อย่างใด ชุดสืบนครบาลจึงได้ประสานกรมการปกครองตรวจสอบอย่างละเอียดจนพบว่า สูติบัตรของแม่ค้าขายพระเครื่องของออนไลน์นั้นมีชื่อพ่อและแม่ตรงกับชื่อที่แจ้งไว้จริง แต่มีเพียงเลข 13 หลักของแม่ไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ เนื่องจากชื่อแม่เป็นชื่อซ้ำซ้อนทางระบบทะเบียนราษฎร์เป็นจำนวนหลายคนจากนั้นชุดสืบนครบาลจึงได้สืบสวนต่อกระทั่งพบว่า ครอบครัวแม่ของแม่ค้าขายพระเครื่องของออนไลน์นั้นเสียชีวิตไปหลายคนแล้ว เหลือเพียงพี่ชายของแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งอยู่ใน จ.นครราชสีมา จึงได้ประสานกับแม่ค้าขายพระเครื่องของออนไลน์ให้ไปพบผู้ใหญ่บ้าน ก่อนจะพบพี่ชายของแม่ (มีศักดิ์เป็นลุง)ต่อมาวันที่ 21 ก.ย. ชุดสืบนครบาล ได้พาแม่ค้าขายพระเครื่องของออนไลน์ไปหาผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 บ้านหนองตะไก้ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา ก่อนจะพาไปพบกับพี่ชายของแม่ ซึ่งได้แจ้งว่าแม่ของแม่ค้าขายพระเครื่องของออนไลน์เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2559 จากนั้นได้พาไปที่บ้านสามีใหม่ของแม่ ที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งสามีใหม่ของแม่บวชเป็นพระอยู่จึงได้นิมนต์มาพูดคุยกันแม่ค้าขายพระเครื่องของออนไลน์ เปิดใจหลังการพบหน้าญาติที่ไม่เคยเจอร่วมสิบปีโดยเล่าว่า ก่อนหน้านี้พ่อแม่มีปัญหาแยกทางกัน กระทั่งลูกของตนถามว่ายายอยู่ไหนจึงได้เริ่มตามหา…