Category: ทั่วไป
-
ไทยเตรียมหนาวอีก! กรมอุตุฯ เตือน อุณหภูมิฮวบ 5 องศา ช่วง 6-10 ม.ค.นี้
ไทยเตรียมหนาวอีก! กรมอุตุฯ พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า เตือน อุณหภูมิฮวบ 5 องศา ช่วง 6-10 ม.ค.นี้เมื่อวันที่ 6 มกราคมกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศในช่วงวันที่ 6-10 ม.ค.69 ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลง กับมีลมแรง โดยอุณหภูมิจะลดลง 5-7 องศาเซลเซียส ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน อุณหภูมิจะลดลง 2-5 องศาเซลเซียส เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่วนในช่วงวันที่ 11-12 ม.ค.69 ประเทศไทยตอนบนจะเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้น กับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ แต่ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาว เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้จะมีกำลังอ่อนลงสำหรับภาคใต้ในช่วงวันที่ 6-9 ม.ค.69 มีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณตอนล่างของภาค เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังปานกลางที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ทะเลอันดามันมีคลื่นสูง…
-
กลับคืนสู่ไทยแล้ว ยลโฉม”ประติมากรรมสำริด”อายุกว่า 1,200 ปี จากสหรัฐ
วันอังคารที่ 6 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวการรับมอบโบราณวัตถุ “ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา กลับคืนสู่มาตุภูมิ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครนางสาวซาบีดา กล่าวว่า การได้รับมอบโบราณวัตถุประโคนชัยกลับคืนมาในครั้งนี้ มีความสำคัญยิ่งต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ประเมินค่ามิได้ โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าถึงความรุ่งเรืองของชุมชนโบราณในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ช่วยยืนยันถึงการมีอยู่ของเมือง “ศรีจนาศะ” เมืองโบราณที่มีศูนย์กลางอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำมูลและที่ราบสูงโคราช โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธาในพุทธศาสนา และเป็นหลักฐานของภูมิปัญญาด้านโลหกรรมขั้นสูงของผู้คนบนผืนแผ่นดินไทยการติดตามประติมากรรมสำริดกลับคืนมาครั้งนี้ได้สำเร็จ เป็นความร่วมมือของคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ กรมศิลปากร กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา (Homeland Security Investigations: HSI) ที่ร่วมกันทำงานอย่างเข้มแข็งมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2561 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติและต้องขอขอบคุณพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก ที่ให้ความร่วมมือในการส่งคืนมรดกสำคัญครั้งนี้แก่ประเทศไทย และหวังว่าความสำเร็จในวันนี้ จะเป็นนิมิตหมายอันดีในการติดตามโบราณวัตถุรายการอื่น ๆ กลับคืนสู่ประเทศไทยในอนาคต เพื่อรักษาไว้เป็นมรดกที่แสดงถึงรากวัฒนธรรมของผู้คนบนแผ่นดินไทย และส่งต่อเป็นความรู้แก่ลูกหลานสืบไปนายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวว่า กรมศิลปากร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2561 โดยการสืบค้นหลักฐานข้อมูลที่แสดงถึงถิ่นกำเนิด และการนำออกจากประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย พร้อมนำส่งหลักฐานดังกล่าวผ่านกระทรวงการต่างประเทศ…
-
“กัมพูชา” ส่งหนังสือความเสียใจ ระเบิดกองขยะทำทหารไทยเจ็บ แต่ไร้ขอโทษ
6 มกราคม 2569 มีรายงานว่า พลจัตวา นิด ณารง รองเสนาธิการ ภูมิภาคทหารที่ 4 ประธานกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดน ส่วนภูมิภาคกัมพูชา – ไทย ทำหนังสือส่งถึง กองทัพภาคที่ 2เรื่อง กรณีทหารกัมพูชาทำความสะอาด จัดระเบียบให้มีความเรียบร้อย โดยทำการเผาขยะที่รวบรวมไว้ในฐานที่ตั้งในเขตอธิปไตยของกัมพูชาเมื่อเวลา 07.27 นาฬิกา ของวันที่ 6 มกราคม 2026 ในพื้นที่บริเวณมุมเบีย (ช่องบก) จังหวัดพระวิหารกองกำลังของกัมพูชา ได้ดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ฐานที่ตั้ง และทำความสะอาดโดยการเผาขยะภายในเขต ในระหว่างนั้นได้เกิดเหตุระเบิดของกระสุนชนิด DKZ ที่ตกค้างอยู่ในกองขยะ ส่งผลให้ทหารกัมพูชาที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสและเล็กน้อย รวม 2 คน ทำให้เกิดความตื่นตระหนกแก่กองกำลังฝ่ายไทยที่ตั้งฐานอยู่ใกล้เคียงกันเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดระหว่างเราทั้งสอง กระผมขอชี้แจงต่อ ท่านเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ประธานกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย – กัมพูชา ด้านกองทัพภาคที่ 2 กรุณาทราบ ดังนี้พวกเราขอแสดงความเสียใจต่ออุบัติเหตุในครั้งนี้ และขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี พื้นฐานกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งในนามประเทศที่มีความรับผิดชอบสูงและรักในสันติภาพ ซึ่งรัฐบาลกัมพูชา กองกำลังของกัมพูชา…
-
ถึงว่าอาการหนัก เปิดผลตรวจ เน็ตไอดอลจีนเร่ร่อน บาดเจ็บในกัมพูชา
จากกรณีหญิงเน็ตไอดอลชาวจีนวัย 20 ปี อู๋ เจินเจิ้น (ชื่อในโลกออนไลน์ umi) ซึ่งถูกพบว่าเร่ร่อนอยู่ตามท้องถนนในประเทศกัมพูชา ล่าสุดเพจดัง World Forum ข่าวสารต่างประเทศ รายงานว่า สื่อจีน อัปเดต 6 มกราคม 2026 หญิงจีนเร่ร่อนในกัมพูชาได้รับการช่วยเหลือแล้ว แต่สภาพร่างกายย่ำแย่เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่าเคยถูกกักตัวหลายวัน แต่จำอะไรไม่ได้ ความจำเลือนลาง นึกอะไรไม่ออก หญิงเน็ตไอดอลชาวจีนแผ่นดินใหญ่วัย 20 ปี ชื่อ อู๋ เจินเจิ้น (ชื่อในโลกออนไลน์: umi) ซึ่งถูกพบว่าเร่ร่อนอยู่ตามท้องถนนในกัมพูชาขณะนี้ได้รับการช่วยเหลือและเข้ารับการรักษาทางการแพทย์แล้ว แต่สภาพร่างกายอยู่ในขั้นย่ำแย่ แพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการติดเชื้อในปอด น้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด และโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ นอกจากนี้ ผลตรวจยังพบว่าเธอมีสารเสพติด ไอซ์ (เมทแอมเฟตามีน) และ เค (เคตามีน) เป็นบวก**ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อจีนแผ่นดินใหญ่ อู๋ เจินเจิ้นกล่าวว่า เธอเดินทางมากัมพูชาเพื่อทำงานตามคำแนะนำของเพื่อน และเมื่อไม่กี่วันก่อนเคยถูกคนกักตัวไว้หลายวัน อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงรายละเอียดต่าง ๆ เธอกลับบอกว่าความทรงจำพร่าเลือน เลือนลาง จำอะไรไม่ค่อยได้…
-
มือปืนยกมือไหว้แม่-สาว ก่อนยิงเพื่อนสนิท รัวพรุน 8 นัด เสียชีวิต เดินใจเย็นขับกระบะหนี
หนุ่มมือปืนยกมือไหว้แม่-สาว ก่อนเข้าไปยิงเพื่อนสนิทร่วมคุก รัวร่างพรุน 8 นัด เสียชีวิตคาที่ ก่อนเดินใจเย็นขับรถกระบะหนีเมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 6 ม.ค.69 พ.ต.ท.ศิริพงศ์ จะรา รองผกก.(สอบสวน) สภ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี รับแจ้งมีคนถูกยิงภายในบ้าน พื้นที่หมู่ 2 ต.กะแดะ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.อรุณพงษ์ ภารพบ ผกก.สภ.กาญจนดิษฐ์ ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิกุศลศรัทธากาญจนดิษฐ์ แพทย์เวร รพ.กาญจนดิษฐ์ และ ตร.พฐ.8ที่เกิดเหตุภายในห้องนอน พบ นายธเนตร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี นอนเสียชีวิต มีเเผลถูกยิงเข้าที่แขน ราวนม และลำตัวขวา รวม 8 นัด ใกล้กันพบมีคัตเตอร์วางอยู่ 1 เล่ม และพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม.ตกอยู่ 8 ปลอก…
-
ยืนยันคำสั่งไล่ “บิ๊กโจ๊ก” ออกจากราชการ สตช. แฉซ้ำ ผิดวินัยร้ายแรง
วิบากกรรมแมว 9 ชีวิต บิ๊กโจ๊ก อ่วมหนัก ถูกลูกน้องแฉพฤติกรรมข่มขู่ สตช. แถลงหลักฐานมัดตัวคดีสินบน ป.ป.ช. ขณะที่ 9 ม.ค. นี้ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาชี้ขาด ปมคำสั่งให้ออกจากราชการกลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้าใส่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก อดีตนายตำรวจคนดังอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 เฟซบุ๊ก เพจ บิ๊กเกรียน ได้รายงานถึงสถานการณ์ที่เปรียบเสมือนวิบากกรรมของแมว 9 ชีวิต โดยระบุว่าหลังจากที่ ก.พ.ค.ตร. มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งให้ไล่ออกจากราชการไปเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568สถานการณ์ก็ดูเหมือนจะย่ำแย่ลงไปอีก เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาแถลงเปิดหลักฐานสำคัญเพื่อคลายข้อกังขาของสังคม เกี่ยวกับพฤติกรรมที่นำไปสู่การต้องคดีไม่เพียงเท่านั้น ยังมีประเด็นดราม่าภายในเมื่ออดีตลูกน้องคนสนิทเริ่มออกมาแฉว่าถูกหักหลัง และถูกกดขี่ข่มเหง ทั้งการปืนจ่อหัวและทำร้ายร่างกาย ซ้ำร้ายยังถูกแจ้งข้อหาหนักตามมาตรา 157 กรณีพัวพันการติดสินบนกรรมการ ป.ป.ช. อีกด้วยภาพจาก : FB/บิ๊กเกรียนความร้อนแรงของคดียังไม่จบเพียงแค่นั้น อ้างอิงข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก เพจ สำนักข่าว MCOT News FM…
-
รู้แล้ว “ครูบี๋” หายไปไหน ผอ.โรงเรียนยืนยันขาดสอนต่อเนื่อง 14 วัน
จากกรณี น้ำตาล หญิงตั้งครรภ์ 8 เดือน ออกมาเปิดโปงความจริงสุดเจ็บปวด หลังถูกสามีซึ่งเป็นทหารนอกใจ ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นซึ่งเป็นครู ทั้งที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมานานกว่า 5 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน และฝ่ายภรรยากำลังอยู่ในช่วงเปราะบางจากภาวะแท้งคุกคาม ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดย น้ำตาล ภรรยาหลวงได้ออกมาเปิดใจผ่านรายการ โหนกระแส ทางช่อง 3 โดยเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่จับได้ว่าสามีนอกใจ เริ่มจากวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา หลังทราบว่าสามีออกจากหน่วยแล้ว แต่กลับหายตัวไปและไม่กลับบ้าน โทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจไปถึงกองร้อย ขอให้ผู้บังคับบัญชาช่วยโทรศัพท์ตาม จนสามียอมรับสายและเดินทางกลับมาระหว่างนั่งรถกลับบ้าน ภรรยาหยิบโทรศัพท์มือถือของสามีขึ้นมาเช็ก ซึ่งฝ่ายชายยินยอมให้ดู พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ใจ เนื่องจากมั่นใจว่าได้ลบประวัติการสนทนากับหญิงอื่นไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่สามีพลาดคือไม่ได้ลบประวัติการโทรในฟีเจอร์ LINE Out ทำให้พบหลักฐานว่ามีผู้หญิงโทรเข้ามาหาภรรยาจึงแกล้งใช้โทรศัพท์ของสามี ทักไปหาอีกฝ่ายด้วยข้อความว่า “เธอมารับเขาหน่อย” ก่อนที่หญิงคนดังกล่าวจะโทรกลับมาทันที เมื่อภรรยารับสาย ทำให้อีกฝ่ายไม่พูดอะไรและวางสายไป จากนั้นเธอได้ส่งข้อความยืนยันตัวตนว่าเป็นภรรยาของฝ่ายชาย แต่กลับถูกอ่านแล้วไม่ตอบ ขณะที่สามีมีท่าทีตกใจและโมโห โดยภรรยาสังเกตว่าเขาดูตกใจกับการที่ยังมีหลักฐานหลงเหลืออยู่มากกว่าเรื่องถูกจับได้สามียังคงยืนยันว่าในคืนที่หายไปนั้นเมาและนอนอยู่เฉยๆ แต่ข้อมูลจากเพื่อนกลับยืนยันว่าไม่พบตัวเขาในช่วงเวลาดังกล่าวต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ภรรยามีภาวะแท้งคุกคามและตกเลือด ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล เธอได้เปิดดู GPS…
-
โซเชียลเสียงแตก สาวร้องร้านอาหารทำแกงหกใส่รองเท้าแบรนด์เนม แต่ขอใช้แค่พันเดียว
โซเชียลเสียงแตก สาวขอความเป็นธรรม ร้านอาหารไทยย่านเจริญนคร ทำแกงเขียวหวานหกใส่รองเท้าแบรนด์เนม เสียหายหนัก แต่ขอจ่ายแค่ 1,000 บาทจบจากกรณีผู้ใช้ TikTok ชื่อ @janewanichh ออกมาเปิดเผยเหตุการณ์รองเท้าแบรนด์เนมของแฟนหนุ่มเปื้อนอาหาร ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านเจริญนคร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ร้านบ่ายเบี่ยงจะขอรับผิดชอบแค่ 1,000 บาท จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลต่อมาเวลา 15.30 น.วันที่ 6 ม.ค.2569 น.ส.เยาวลักษณ์ ได้เปิดใจกับข่าวสดออนไลน์ ว่า เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 2 ม.ค.เวลาประมาณ 15.00 น. ตนและแฟนหนุ่มได้เข้าไปใช้บริการ ร้านอาหารทรงเรือนไทยแห่งหนึ่ง ย่านเจริญนคร หลังสุ่มเลือกจาก Google Maps เนื่องจากคอนโดพักอาศัยอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าวโดยก่อนเข้าร้าน ลูกค้าทุกคนต้องถอดรองเท้าวางไว้ด้านหน้า ซึ่งตนและแฟนหนุ่มวางรองเท้าตามจุดเดียวกับลูกค้ารายอื่น ยืนยันว่าไม่กีดขวางทางเดิน ระหว่างรออาหารประมาณ 1 ชั่วโมง ได้ยินเสียงของตกแตกเสียงดัง ก่อนพบว่าอาหารหกลงบนพื้น และต่อมาทราบว่ารองเท้าของแฟนหนุ่มเปื้อนแกงเขียวหวานทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นรองเท้าแบรนด์ Jacquemus x Nike รุ่นหายาก ปัจจุบันบางแห่งมีราคาสูงกว่า 20,000…
-
โหบี๋! ทำความรู้จัก “ครูบี๋” ประวัติขวัญใจชาวโหนกระแส ปมแอบแซ่บ “ทหารยศสิบเอก”
สำหรับ "ครูบี๋" ไม่ใช่ชื่อจริง แต่เป็นชื่อที่ถูกชาวเน็ตเรียกกัน หลัง "ตาล" ผู้ช่วยพยาบาล ที่กำลังท้อง 8 เดือน ไปร้องเรียนในรายการโหนกระแสว่าสามี "ทหารยศสิบเอก" แอบกินกับครูสาวปัจจุบัน "ครูบี๋" อายุ 39 ปี เป็นครูสอนสอนภาษาอังกฤษ – คอมพิวเตอร์ อยู่ที่โรงเรียนจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ประมาณ 2 ปีแล้วโดย "นายบัญชา สุวรรณโท" ผู้อำนวยการโรงเรียน เผยว่า ครูบี๋เป็นครูสอนที่นี่ได้ 2 ปี เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ – คอมพิวเตอร์ ที่ผ่านมาครูบี๋ทำงานตามปกติ จนมาธันวาคมที่ผ่านมา ผอ.เริ่มสังเกตว่าครูบี๋หยุดบ่อย ครูบี๋มาแจ้งลาป่วย ล่าสุดลาต่อเนื่องนาน 14 วัน มีใบลาด้วย จนมาเป็นข่าวดัง ล่าสุดทางสำนักงานเขตกำชับมาให้ผอ.แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ที่ผ่านมาผอ.ไม่เคยรู้เรื่องเลย วันนี้ผอ.เรียกประชุมคณะกรรมการศึกษา เพื่อคุยกันเพื่อตั้งกรรมการสอบเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ผอ.บอกว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายนอกจากนี้ "อุทัย ชาญสนาม" ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เผยว่า ครูบี๋ปลูกบ้านติดกับพ่อแม่เป็น 3 หลังติดกัน…
-
หมอมะเร็งจุฬาฯ เตือนสติ นโยบายเปลี่ยนคำนำหน้าเพศ 3 สาเหตุ เสี่ยงรักษาผิด อันตรายถึงชีวิต
กฎหมายเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ “Woke ได้แต่อย่าดราม่า” หมอมะเร็งจุฬาฯ เตือนสติ “มะเร็งไม่เช็กคำนำหน้า” เปลี่ยนเพศในบัตรได้ แต่แก้พันธุกรรมไม่ได้ แนะบอกความจริงหมอเพื่อรักษาชีวิตศ.นพ.ชวลิต จากศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เตือนสติสังคมในยุคที่เรื่อง เพศสภาพ” เปิดกว้าง ชี้ให้เห็นมุมมองทางการแพทย์ที่หลายคนอาจมองข้าม ว่าการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อให้ตรงกับจิตใจ อาจนำมาซึ่งหายนะในห้องตรวจ หากระบบสาธารณสุขและผู้ป่วยปกปิดความจริงเรื่องเพศกำเนิดศ.นพ.ชวลิต เปรียบเทียบร่างกายมนุษย์เหมือนคอมพิวเตอร์ จิตใจเปรียบเสมือนซอฟต์แวร์ ที่เรามีสิทธิ์จะอัปเกรดหรือเปลี่ยนเวอร์ชันอย่างไรก็ได้ตามใจปรารถนา แต่ร่างกายคือฮาร์ดแวร์ (เมนบอร์ด ซีพียู) ติดตัวมาตั้งแต่โรงงานผลิต แม้จะศัลยกรรมตกแต่งภายนอกอย่างไร แต่โครงสร้างหลักทางพันธุกรรมยังคงเดิมปัญหาเกิดขึ้นเมื่อซอฟต์แวร์ (คำนำหน้าชื่อ) ไปเปลี่ยนข้อมูลในระบบโรงพยาบาล ทำให้ช่างซ่อม(หมอ) เข้าใจสเปกเครื่องผิดไปณหมอเน้นย้ำด้วยวลีสุดเจ็บจี๊ดว่า “มะเร็งไม่แคร์กฎหมาย และไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญ” มันไม่สนว่าบัตรประชาชนคุณคือ นาย หรือ นางสาว มันสนแค่ว่าคุณมีอวัยวะให้มันกินหรือไม่ ซึ่งความสับสนของคำนำหน้าชื่อ อาจนำไปสู่กับดักมรณะ 3 ข้อ ดจิตใจเป็นหญิง บัตรเป็นหญิง แต่ต่อมลูกหมากยังอยู่ หากระบบโรงพยาบาลเชื่อตามบัตร โปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากอาจถูกตัดทิ้ง ทำให้มะเร็งลุกลามโดยไม่รู้ตัวภายนอกกำยำ แต่ภายในยังมีมดลูกและรังไข่ หากประวัติระบุว่าเป็นชาย แพทย์อาจมองข้ามความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งรังไข่ กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้การเทคฮอร์โมนส่งผลต่อค่าเลือด หากหมออ่านค่าเลือดโดยใช้เกณฑ์ผิดเพศ ก็เหมือนอ่านแผนที่ผิดเล่ม…