Category: ธรรมะ
-
‘เจ้าอาวาสวัดสุทธิฯ’ โพสต์ภาพสุดตะลึง ‘กุฏิเต็มไปด้วยขยะ’ เผย ‘โรคฮิคิโคโมริ’ กำลังเข้าสู่วัดแล้ว
พระราชสุทธิวัชรสุธี เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม ได้โพสต์ภาพกุฏิพระลูกวัดรูปหนึ่งที่เต็มไปด้วยขยะ พร้อมระบุ เมื่อโรคฮิคิโคโมริ (Hikikomori) หรือ ภาวะที่บุคคลแยกตัวออกจากสังคมอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง กำลังเข้าสู่วัดและสังคมไทยพระราชสุทธิวัชรสุธี เจ้าอาวาสวัดสุทธิวราราม ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า เมื่อโรคฮิคิโคโมริ (Hikikomori) กำลังเข้าสู่วัดและสังคมไทย 3-4 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ที่วัดสุทธิวรารามได้มีคนที่มีลักษณะดังกล่าวมาขอบรรพชาอุปสมบท 3-4 ราย ด้วยทางญาติและผู้ที่ต้องการอุปสมบทมีความปรารถนาจะขออยู่แบบสงบเพื่อปลีกตัวออกจากสังคม ซึ่งแน่นอนว่าตามหลักพระพุทธศาสนาผู้ที่ต้องการหลีกลี้ออกจากการอยู่กับหมู่คณะ เอื้อประพฤติปฏิบัติธรรมถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่องสรรเสริญ แต่ว่าเมื่อทำการบรรพชาอุปสมบทมาแล้ว 1 พรรษา หรือย่างเข้าสู่พรรษาที่ 2-3 ทางวัดก็เริ่มสังเกตเห็นว่า ท่านรูปนั้นมีอาการที่ปลีกตัวออกจากสังคมอย่างรุนแรง มีความสกปรก ทั้งตัวเอง และห้องที่พักอยู่อาศัย ทางวัดก็ตักเตือนให้ท่านยึดมั่นในเสขิยวัตรและกฎระเบียบของวัด ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถแก้ไขได้ ท้ายที่สุดก็ต้องหาวิธีการรักษาสำหรับภาพที่เห็น เป็นภาพห้องของพระที่ท่านป่วยโรคนี้ และตอนนี้กำลังกลับไปบำบัดรักษาที่ต่างจังหวัดเพื่อช่วยฟื้นฟู ก็หวังว่าหลักการทางพระพุทธศาสนา และกระบวนการฟื้นฟูด้วยความรักความเมตตา รวมทั้งการเอาใจใส่จากทุกฝ่ายจะช่วยแก้ไขโรคนี้ให้กับลูกหลาน และบุคคลในครอบครัวที่มีลักษณะแนวนี้เพิ่มขึ้นทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ฮิคิโคโมริ (Hikikomori) เป็นภาวะที่บุคคลแยกตัวออกจากสังคมอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง โดยใช้เวลาอยู่แต่ในห้องหรือบ้านนานเกิน 6 เดือน ไม่เรียน ไม่ทำงาน และไม่ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างชัดเจน โดยมักเกิดขึ้นในวัยรุ่นจนถึงวัยทำงานตอนต้น แม้จะพบมากในประเทศญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบัน…
-
‘วัดอรุณฯ’ มีคำสั่งขับพ้นสังกัด ‘พระสงฆ์’ แอบถ่ายรูปนักท่องเที่ยวชาย แชตชวน ‘กิน-ดื่ม’
วัดอรุณฯ ชี้แจงข้อเท็จจริง และการดำเนินการกรณีพระภิกษุแอบถ่ายภาพนักท่องเที่ยวชาย และแชตไปหาด้วยข้อความไม่เหมาะแก่สมณสารูปเมื่อวันที่ 1 ต.ค. วัดอรุณราชวราราม ได้มีประกาศวัดอรุณราชวราราม เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริงและการดำเนินการกรณีพระภิกษุปรากฏเป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ว่า พระภิกษุสังกัดวัดอรุณราชวรารามได้แอบถ่ายภาพของนักท่องเที่ยวชายไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และส่งข้อความผ่านทางแอปพลิเคชันในทางที่ไม่เหมาะแก่สมณสารูป อีกทั้งยังมีการเชิญชวนให้ไปที่ห้อง และชวนไปดื่มเครื่องดื่มร่วมกันนั้น วัดอรุณราชวราราม ขอชี้แจงข้อเท็จจริงและการดำเนินการ ดังต่อไปนี้1.ภายหลังได้รับทราบเรื่องดังกล่าว คณะกรรมการวัดได้เรียกพระครูสมุห์พงศธร ปญฺญาธโร อายุ 34 ปี พรรษา 14 ซึ่งเป็นพระภิกษุที่เกี่ยวข้อง มาสอบถามข้อเท็จจริง และยอมรับว่าได้กระทำการตามที่ปรากฏในข้อมูลที่เผยแพร่จริง และพร้อมปฏิบัติตามระเบียบของวัดทุกประการ2.ภายหลังการสอบถามข้อเท็จจริง คณะกรรมการวัดได้พิจารณาให้ลงโทษพระครูสมุห์พงศธร ปญฺญาธโร โดยให้พ้นสังกัดวัดอรุณราชวราราม ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. 2569 จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ประกาศ ณ วันที่ 1 ต.ค. 2569
-
‘วัดศรีจันทร์’ มีคำสั่งให้พระสงฆ์พ้นสังกัด หลังพบพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างความเสื่อมเสีย
เผยแม้เหตุการณ์ตามที่ปรากฏในสื่อออนไลน์เกิดขึ้นในขณะที่บุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็นฆราวาสตั้งแต่ปี 2566 แต่ต่อมาได้อุปสมบทและย้ายมาสังกัดวัดศรีจันทร์เมื่อ 31 พ.ค. 2569 ทั้งยังได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการเจ้าคณะตำบล ดังนั้นเพื่อรักษาชื่อเสียงของวัดและศรัทธาของพุทธศาสนิกชน จึงเห็นสมควรให้พ้นจากสังกัดวัดศรีจันทร์พระธรรมวชิรสารสุธี เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ พระอารามหลวง จ.ขอนแก่น ได้ลงนามในคำสั่ง วัดศรีจันทร์ ลงวันที่ 18 ก.ย. 2569 เรื่อง ให้พ้นจากสังกัดวัด ความว่า ตามที่ปรากฏภาพและกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีพระสงฆ์มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อันส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาและสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้แก่วัดศรีจันทร์ นั้น ทางวัดศรีจันทร์ ได้ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริง พบว่า ผู้ที่ปรากฏในข่าวคือ พระมหากฤษดา กิตฺติวรวฑฺฒโน ซึ่งได้ลาสิกขาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2566 เหตุการณ์ตามที่ปรากฏในข่าวเกิดขึ้นหลังจากที่บุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็นฆราวาสแล้ว มิใช่ประพฤติผิดในขณะครองสมณเพศ ต่อมาได้อุปสมบทและสังกัดวัดศรีจันทร์ และได้ออกจากวัดศรีจันทร์ไปแล้วก่อนปรากฏในข่าวสื่อสังคมออนไลน์แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในขณะที่บุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็นฆราวาส และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว เพื่อรักษาชื่อเสียงของวัดและศรัทธาของพุทธศาสนิกชน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 37 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535) จึงเห็นสมควรให้ พระมหากฤษดา กิตฺติวรวฑฺฒโน พ้นจากสังกัดวัดศรีจันทร์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปพร้อมกันนี้…
-
อาลัย “เทพเจ้าแห่งสายน้ำชี” หลวงปู่จื่อละสังขาร อายุ 83 ปี ชาวชัยภูมิเศร้าโศก
ชาวชัยภูมิโศกเศร้าสูญเสีย "หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต" เกจิดังแห่งภาคอีสาน ฉายา "เทพเจ้าแห่งสายน้ำชี" ละสังขารอย่างสงบในวัย 83 ปี 51 พรรษา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่วัดเขาตาเงาะอุดมพร ต.หนองบัวระเหว อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ จากอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องน้ำตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ขณะที่ท่านพักจำวัดอยู่เพียงลำพังในกุฏิ สภาพร่างกายเริ่มเย็นและแข็งตัว มีบาดแผลเลือดไหลบริเวณหน้าผาก โดยลูกศิษย์ได้พบท่านในเวลาประมาณ 04.00 น. และประสานแพทย์โรงพยาบาลหนองบัวระเหวพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นหลวงปู่จื่อ ถือเป็นพระอุปัชฌาย์และครูบาอาจารย์ที่ชาวชัยภูมิและชาวพุทธทั่วประเทศให้ความเคารพศรัทธาอย่างสูง ท่านเป็นพระนักปฏิบัติและนักพัฒนาที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากการสร้างฝาย อ่างเก็บน้ำ และเขื่อนดินกว่า 30 แห่งในจังหวัดชัยภูมิและภาคอีสาน เพื่อช่วยเหลือปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมแก่ชาวบ้าน จนได้รับฉายา "เทพเจ้าแห่งสายน้ำ" ชีวิตฆราวาสของท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2486 ที่จังหวัดชัยภูมิ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนอุปสมบทในปี พ.ศ. 2518 ที่วัดศรีแก้งคร้อ และได้ศึกษาธรรมะจากครูบาอาจารย์สายวิปัสสนา รวมถึงเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่ผาง จิตตคุตโต มีเรื่องเล่าถึงปาฏิหาริย์ที่ท่านเคยเหยียบยันอ่างเก็บน้ำที่แตกร้าวไม่ให้พังทลายลงมาท่วมบ้านเรือนประชาชนข่าวการมรณภาพของหลวงปู่จื่อ สร้างความเสียใจแก่คณะสงฆ์ ศิษยานุศิษย์ และชาวชัยภูมิเป็นอย่างมาก ต่างพากันโพสต์แสดงความอาลัยผ่านโซเชียลมีเดียจำนวนมาก บางส่วนเดินทางมาที่วัดเพื่อแสดงความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย…
-
ศิษย์สุดอาลัย ‘หลวงพ่อชอุ้ม’ วัดตะเคียนเลื่อน ‘เทพเจ้าต้นน้ำเจ้าพระยา’ มรณภาพแล้ว
พระราชมงคลวชิรสาร (ชอุ้ม กตสาโร) หรือ “หลวงพ่อชอุ้ม” ที่ปรึกษาเจ้าคณะตําบลตะเคียนเลื่อน เจ้าอาวาสวัดตะเคียนเลื่อน จ.นครสวรรค์ ได้ถึงแก่มรณภาพเเล้ว ด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 สิริอายุได้ 97 ปี พรรษา 77เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระราชมงคลวชิรสาร (ชอุ้ม กตสาโร) หรือ “หลวงพ่อชอุ้ม” ที่ปรึกษาเจ้าคณะตําบลตะเคียนเลื่อน เจ้าอาวาสวัดตะเคียนเลื่อน จ.นครสวรรค์ ได้ถึงแก่มรณภาพแล้ว สิริอายุได้ 97 ปี พรรษา 77ทั้งนี้ “หลวงพ่อชอุ้ม” เป็นพระเกจิชื่อดังอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ท่านเป็นศิษย์สายตรงพระครูนิวาตธรรมขันธ์ หรือหลวงพ่อภู่ วัดตะเคียนเลื่อน อดีตพระเกจิดังยุคเดียวกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ นอกจากนี้ ท่านยังได้รับการยอมรับเป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัด สุปฏิปันโน เป็นที่พึ่งของชาวบ้าน มีจิตที่เปี่ยมด้วยความเมตตา จนได้รับสมญานามยกย่องให้ท่านเป็น “เทพเจ้าต้นน้ำเจ้าพระยา”สำหรับประวัติ “หลวงพ่อชอุ้ม” ท่านมีนามเดิมว่า ชอุ้ม สังข์เดช…
-
เปิดความสำคัญเครื่องประกอบพระอิสริยยศชั้นสูงสุด ‘พระโกศทองใหญ่’ ทรงพระศพ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’
โดยพระโกศทองใหญ่ สำหรับฐานันดรศักดิ์สูงสุด ทรงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระยุพราช สยามมกุฎราชกุมาร สยามบรมราชกุมารี พระบรมราชชนก พระบรมราชชนนี พระบรมราชวงศ์ที่ทรงโปรดเกล้าฯ“พระโกศ” ภาชนะเครื่องสูงมีรูปทรงเป็นกรวยมียอดแหลม อาจแยกตามวัตถุประสงค์การใช้งานเป็น 2 ประเภท คือ พระโกศสำหรับทรงพระบรมศพหรือพระศพ และพระโกศพระบรมอัฐิหรือพระอัฐิ ซึ่งพระโกศพระบรมศพมี 2 ชั้น คือชั้นนอกเรียกว่า "ลอง" ทำด้วยโครงไม้หุ้มทองปิดทอง ประดับกระจกอัญมณี และชั้นในเรียก "โกศ" ทำด้วยเหล็ก ทองแดงหรือเงิน ปิดทอง ลองชั้นนอกใช้ประกอบปิดโครงชั้นในสำหรับลอง หรือ พระลอง ที่ประดับอยู่ภายนอกของโกศ ต่อมานิยมเรียกพระลอง เป็นพระโกศแทน จนเข้าใจว่าเป็นสิ่งเดียวกัน เช่น เรียกพระลองทองใหญ่ ว่าพระโกศทองใหญ่ เป็นต้นโดยพระโกศ และโกศ แบ่งตามลำดับตามฐานันดรศักดิ์อย่างชัดเจน ประกอบด้วย 1.พระโกศทองใหญ่ 2.พระโกศทองรองทรง นับเสมอด้วย พระโกศทองใหญ่ 3.พระโกศทองเล็ก 4.พระโกศทองน้อย 5.พระโกศกุดั่นใหญ 6.พระโกศกุดั่นน้อย 7.พระโกศมณฑปใหญ่ 8.พระโกศมณฑปน้อย 9.พระโกศไม้สิบสอง 10.พระโกศพระองค์เจ้า…
-
จบดราม่า “หลวงปู่ศิลา” ลาออกเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน! “อ.ลิงค์” โฟนอินเสนอทางออก
คณะสงฆ์และลูกศิษย์วัดพระธาตุหมื่นหิน อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ได้เข้าเจรจา "หลวงปู่ศิลา" หลังแสดงเจตจำนงขอลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน การเจรจาซึ่งมีพระครูกมลธรรมรังสี เจ้าคณะอำเภอนาคู-ห้วยผึ้ง-เขาวง (ธ) เป็นประธาน และมีผู้แทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.กาฬสินธุ์ ร่วมสังเกตการณ์ บรรยากาศในช่วงแรกเป็นไปอย่างอบอุ่น หลวงปู่ศิลาได้ชี้แจงว่าเหตุผลหลักมาจากการที่ท่านมีอายุถึง 81 ปี และต้องการพักผ่อนเนื่องจากปัญหาสุขภาพ โดยได้มอบหมายให้ทนายความร่างหนังสือลาออกไว้แล้วอย่างไรก็ตาม เมื่อพระลูกวัดและศิษยานุศิษย์ทราบเจตจำนงของหลวงปู่ ต่างแสดงความเสียดายและยกมืออนุโมทนา แต่ก็ยังคงมีความหวังให้หลวงปู่พิจารณาทบทวน เนื่องจากท่านเป็นผู้มีคุณูปการต่อวงการพระพุทธศาสนาและเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน ทำให้บรรยากาศเริ่มมีความตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากยังหาข้อสรุปไม่ได้ มีการเสนอและทักท้วงจากลูกศิษย์ทั้งสองฝ่าย จนถึงขั้นมีการขอห้ามบันทึกภาพและเผยแพร่การเจรจาออกสู่ภายนอก นายชนะวุธ อุทโท สส.กาฬสินธุ์ เขต 6 ได้โทรศัพท์เข้ามาเสนอทางออก 3 ประเด็น คือ ให้หลวงปู่ไม่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสทั้งสองวัด ให้ดำรงตำแหน่งประธานสงฆ์ของทั้งสองวัด และขอให้มีชื่อหลวงปู่ในทะเบียนวัดพระธาตุหมื่นหินต่อไป โดยเน้นย้ำว่าการตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับหลวงปู่หลังจากการเจรจานานกว่า 1 ชั่วโมง ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อยุติในทุกประเด็นได้ เนื่องจากทางวัดพระธาตุหมื่นหินยังต้องการให้หลวงปู่ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง แต่หลวงปู่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น ท้ายที่สุด ได้มีข้อเสนอทางออกเบื้องต้นคือ หลวงปู่ศิลาจะลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน โดยจะมีสถานะเป็นพระลูกวัด แต่จะยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนวัดพระธาตุหมื่นหินต่อไป ส่วนหลวงปู่จะไปประจำและปฏิบัติศาสนกิจที่วัดสวนธรรมปีติ และจะทำหน้าที่เป็นองค์อุปถัมภ์ให้กับทั้งสองวัด เพื่อเป็นการประนีประนอมและสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่าย📰 อ่านข่าวฉบับเต็มพร้อมภาพประกอบทั้งหมด👉…
-
‘วัดพรหมวงศาราม’ มีคำสั่งให้ ‘พระหนุ่มสายเอ็นจอย’ พ้นสังกัดในทันที
เผยเป็นพระมาจากวัดอื่น แต่สมัครเข้าเรียนบาลีในสำนักเรียนวัดพรหมวงศาราม ตั้งแต่ปี 2568 ตอนนี้ไม่สามารถติดต่อพระทั้งสองรูปได้แล้วจากกรณีที่มีการแชร์ภาพ “พระหนุ่มสายเอ็นจอย จัดวงใหญ่ทั้งอาหารทั้งเหล้า ปาร์ตี้เต็มสูบทิ้งทวนสงกรานต์” โดยมีชื่อวัดปรากฏอย่างชัดเจนบนจานข้าวนั้นเฟซบุ๊ก วัดพรหมวงศาราม ข่าวสารและกิจกรรม ได้โพสต์ประกาศวัดพรหมวงศาราม เรื่อง ชี้แจงกรณีพระภิกษุประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณวิสัยตามที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ลงภาพพระภิกษุ จำนวน 2 รูป ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณวิสัย โดยนั่งในกุฏิมีอาหารพร้อมด้วยสุราปรากฏในภาพดังกล่าว วัดพรหมวงศารามได้ตรวจสอบพบว่า พระภิกษุทั้ง 2 รูป เป็นพระภิกษุที่อุปสมบทจากอารามอื่น ได้สมัครเข้ามาศึกษาภาษาบาลีในสำนักเรียนวัดพรหมวงศาราม ตั้งแต่ปี 2568คณะกรรมการบริหารการศึกษาของสำนักเรียนวัดพรหมวงศาราม พิจารณาตามระเบียบสำนักเรียนวัดพรหมวงศาราม ว่าด้วยการศึกษาหลักสูตรพระปริยัติธรรม พ.ศ.2544 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 8/2565) หมวดที่ 6 ว่าด้วยการพ้นสังกัดวัด ข้อที่ 31 ครู/อาจารย์ และนักเรียนประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณวิสัย เช่น ดื่มสุรา เสพยาเสพติด เล่นการพนัน ทะเลาะวิวาทหรือเกี่ยวข้องกับมาตุคาม จนเป็นเหตุให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสำนักเรียนและวัด เมื่อคณะกรรมการบริหารการศึกษาพิจารณาเห็นว่ามีความผิดจริง ให้ถือว่า ครู/อาจารย์ และนักเรียนผู้ประพฤติตนผิด พ้นจากสังกัดวัดโดยทันทีวัดพรหมวงศารามได้ทำหนังสือแจ้งให้พระภิกษุทั้ง 2 รูปดังกล่าวทราบ แต่ไม่สามารถติดต่อได้…
-
อ.โอเล่ เผยคำทำนาย ภัยพิบัติที่หนักที่สุด ปีนี้มี 2 ช่วง รับมือให้ดี
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติขึ้นอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามในตะวันออกกลาง ระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนพลังงานท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติขึ้นอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามในตะวันออกกลาง ระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนพลังงาน ตลอดจนสภาพความเป็นอยู่ของประชากรโลกที่เริ่มระส่ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ กระแสคำทำนายเกี่ยวกับเหตุการณ์ใหญ่ในปีนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ทำให้หลายคนจับตาและแสดงความกังวลต่อแนวโน้มอุบัติภัยรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่อจากนี้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมากล่าสุด ด้าน อ.โอเล่ ญาณสัมผัส นักทำนายชื่อดังของประเทศไทย ได้ออกมาเผยคำทำนาย เตือนเกี่ยวกับอุบัติภัยครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยระบุว่ามี 2 ช่วงเวลาที่ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ พร้อมเตือนว่าอาจเกิดเหตุรุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากอย่างน้อย 3 ครั้ง คล้ายเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาอ.โอเล่ ระบุว่า ช่วงแรกต้องเฝ้าระวังระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 10 พฤษภาคม 2569 โดยเฉพาะอุบัติเหตุจากการเดินทางและยานพาหนะ รวมถึงความเสี่ยงจากโครงสร้างถล่มหรือพังทลาย ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ต้องระวังอย่างยิ่ง พร้อมแนะนำให้ประชาชนเพิ่มความรอบคอบในการเดินทาง และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงเพื่อความปลอดภัยส่วนช่วงที่สองคือระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569 ให้ระวังเหตุการณ์ในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากหรือมีความแออัด รวมถึงความเสี่ยงจากอัคคีภัยและเหตุระเบิดในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสถานประกอบการที่มีระบบความปลอดภัยไม่รัดกุม ซึ่งอาจนำไปสู่เหตุรุนแรงได้นอกจากนี้ยังกล่าวถึงภัยธรรมชาติและปัญหาน้ำท่วมว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทบทุกปี โดยมองว่าหากมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสียหายได้ พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจนและทันเวลาอย่างไรก็ตาม อ.โอเล่ เน้นย้ำว่าประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือเหตุการณ์สูญเสียชีวิตจำนวนมาก หรือการเสียชีวิตเป็นกลุ่มใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นหลายครั้งในปีนี้ จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล และดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท โดยเฉพาะการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมเตรียมพร้อมรับมือกับความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
-
คณะศิษย์เตรียมช่วย ‘อดีตพระพรหมเมธี’ คืนเงินสำนักพุทธฯ 5 ล้านบาท
ทนายความพระจำนงค์ ธัมมจารี หรืออดีตพระพรหมเมธี ชี้หากใน 1 เดือนไม่มีการอุทธรณ์ คดีจะเป็นอันสิ้นสุดยุติทันทีตามที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง อดีตพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม ในคดีทุจริตเงินทอนวัด ในข้อหาที่โจทก์ฟ้องฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กระทำความผิดต่องบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาและฟอกเงิน นั้นเมื่อวันที่ 3 เม.ย. นายเอกรัฐ ฐปนานนท์ ทนายความพระจำนงค์ ธัมมจารี หรืออดีตพระพรหมเมธี กล่าวว่า ขั้นตอนนับจากนี้ จะเป็นหน้าที่พนักงานอัยการ ในการอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวหรือไม่ ภายใน 1 เดือนนับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา หากมีการอุทธรณ์ ก็ต้องดำเนินกระบวนการพิจารณากันต่อ แต่หากพนักงานอัยการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว คดีจะเป็นอันสิ้นสุดยุติทันทีนายเอกรัฐ กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีที่ศาลได้วินิจฉัยให้อดีตพระพรหมเมธี คืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นั้น ทราบมาว่า คณะศิษย์ที่ให้ความเคารพนับถือท่าน จะดำเนินการลงขันรวบรวมปัจจัยเพื่อช่วยเหลือท่าน ให้ได้เป็นจำนวนมากที่สุด ก่อนนำมาถวายท่าน เพื่อใช้นำไปคืนให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต่อไป ซึ่งคดีนี้ถือเป็นคดีตัวอย่าง ที่เคยเป็นข่าวว่าพระเถระชั้นผู้ใหญ่มีการทุจริตเงินทอนวัด ตกเป็นจำเลยสังคมจากกระแสข่าวต่างๆ ที่เป็นการพิพากษาให้ท่านต้องมลทินไปก่อนที่จะมีคำพิพากษาของศาล และสุดท้ายความจริงได้ปรากฏตามกระบวนการยุติธรรมว่าอดีตพระพรหมเมธี ไม่ได้กระทำความผิดตามที่มีการกล่าวหา