Category: อาชญากรรม
-
ด่วน! พบร่างหญิงสาว โดนฆ่าหั่นศพยัดกล่องพลาสติก เร่งหาหัวหายไป สลดกลางกรุง
ด่วน! พบร่างหญิงสาว โดนฆ่าหั่นศพยัดกล่องพลาสติก เร่งหาหัวหายไป สลดกลางกรุงด่วน! พบร่างหญิงสาว โดนฆ่าหั่นศพยัดกล่องพลาสติก เร่งหาหัวหายไป สลดกลางกรุง เหตุเกิดย่านราชปรารภ พื้นที่ สน.ดินแดงวันที่ 12 มิ.ย.2569 เพจ NAKON45 อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ รายงานเหตุสะเทือนขวัญกลางกรุง เมื่อพบร่างของหญิงสาว ถูกฆ่าหั่นศพ แล้วนำร่างใส่ไว้ในกล่องพลาสติก แล้วซุกไว้ในห้องพัก ย่านราชปรารภ พื้นที่ สน.ดินแดงเบื้องต้นตำรวจ สน.ดินแดง และเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าตรวจสอบภายในห้องพักที่เกิดเหตุโดยภายในห้องพักที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบกล่องพลาสติก ภายในเจอร่างหญิงถูกฆ่าหั่นใส่ไว้ แต่ยังไม่พบส่วนศีรษะและอวัยวะส่วนอื่นที่ยังหายไป โดยเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบเบื้องต้นเจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนและสอบปากคำพยานแวดล้อมในละแวกห้องพักที่พบชิ้นส่วนศพ รวมถึงเร่งหาเบาะแสของเหตุการณ์ในครั้งนี้และคนร้ายที่ก่อเหตุอ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ด่วน! พบร่างหญิงสาว โดนฆ่าหั่นศพยัดกล่องพลาสติก เร่งหาหัวหายไป สลดกลางกรุงติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่- Website : https://www.khaosod.co.th
-
“ทนายตั้ม” ได้รับการประกันตัว พร้อมเดินหน้าอุทธรณ์คดี
"ทนายตั้ม" ได้รับการประกันตัว ออกจากเรือนจำฯ แล้ว พร้อมเปิดใจครั้งแรกหลังถูกคุมขังนานกว่า 1 ปี 7 เดือน ยืนยันยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม พร้อมสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไปนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" เดินออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แล้ว หลังจากศาลให้ประกันตัวเพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ทันทีที่เจ้าหน้าที่นำตัวออกมาบริเวณด้านหน้าเรือนจำ เสียงเฮดังขึ้นจากกลุ่มญาติที่เฝ้ารออยู่ ท่ามกลางความดีใจของทุกคน โดยในช่วงเวลาเดียวกัน ภรรยาของทนายตั้ม ซึ่งได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงกลางเช่นกัน ได้เดินเข้าไปรอรับทนายตั้ม ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าสวมกอดกันแน่น พร้อมลูก ๆ และสมาชิกในครอบครัวที่ร่วมโอบกอดเป็นวงกลม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่น หลังต้องแยกจากกันเป็นเวลานาน 1 ปี 7 เดือนจากนั้นทนายตั้มได้ก้มลงกราบแม่ด้วยความเคารพ ก่อนเดินเข้ามาพบสื่อมวลชน พร้อมกล่าวประโยคแรกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า "ไม่ได้เจอกันนาน กำลังคิดอยู่ว่าคงจะจำกันไม่ได้แล้ว"ทนายตั้มเปิดใจว่า การใช้ชีวิตในเรือนจำตลอด 1 ปี 7 เดือน 4 วัน ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในช่วง 5 เดือนแรกที่รู้สึกดิ่งและย่ำแย่ทั้งสภาพจิตใจและความรู้สึก เนื่องจากต้องห่างจากครอบครัว ขณะที่ภรรยาก็ถูกคุมขังอยู่เช่นกัน แต่หลังจากนั้นพยายามปรับตัวและใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาสำนวน รวบรวมข้อมูล และเตรียมแนวทางต่อสู้คดีด้วยตัวเองจากภายในเรือนจำเจ้าตัวยืนยันว่า คดีนี้ตนถูกแจ้งข้อหาทั้งหมด…
-
ผัวติดคุก-เมียนั่งซึม! เปิดภาพ “แหวว” หิ้วข้าวผัดเฝ้าหน้าห้องขัง
ผัวติดคุก-เมียนั่งซึม! เปิดภาพ ผัวติดคุก-เมียนั่งซึม! เปิดภาพ "แหวว" หิ้วข้าวผัดเฝ้าหน้าห้องขัง ไม่ตอบปมรู้เห็นคดีหวย 6 ล้านจากกรณีหวยอลเวงรางวัลที่ 1 เลข 173770 ที่หายไปจากการตรวจหวย โดยป้าสายัญ ดอกไม้ หรือ ป้าขยัน ชาว ต.ปากน้ำ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ที่แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ ว่าตนเองได้ไปสั่งลอตเตอรี่จำนวน 3 ใบ ที่แผงลอตเตอรี่ของเจ๊แห้ง ที่ร้านริมถนนทางเข้า ต.ปากน้ำ ม.6 อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย จากนั้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ได้ไปรับแผงลอตเตอรี่ และจ่ายเงิน 300 บาท โดยเจ้าของแผงได้เย็บรวมกัน 3 ใบและหลังจากที่ผลการออกฉลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 มิ.ย.69 ช่วงประมาณ 1 ทุ่ม ป้าสายัญ ได้นำลอตเตอรี่ ทั้ง 3 ใบไปให้เพื่อนบ้านตรวจให้ ปราฏว่าถูกรางวัลที่ 1…
-
ลูกสาวเรียนเคมีปี 4 สะอื้นรับร่างพ่อ ถูกมือปืนดักยิงพรุนกว่า 10 นัด
ลูกสาวเรียนวิชาเคมี ชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยชื่อดังภาคใต้ สะอื้นไห้รับร่างพ่อ ถูกมือปืนดักยิงกว่า 10 นัด เสียชีวิตกลางป่ายางพารา จ.ตรัง เผยพ่อเพิ่งขายที่ดินนำเงินมาส่งเสียเรียนจนใกล้จบ ขณะที่ภรรยาเผยอยากให้ตำรวจเร่งจับคนร้ายให้ได้ และยืนยันสามีไม่เคยมีศัตรูเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังวัดเขาติง ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง สถานที่บำเพ็ญกุศลศพ นายวิไล ภิญโญทรัพย์ อายุ 56 ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง ขณะรับจ้างถางป่าในสวนยางพาราบริเวณพื้นที่เนินเขา หมู่ 5 ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนนำร่างกลับมาประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลที่วัดเขาติง โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัว ญาติ พี่น้อง และเพื่อนฝูง ซึ่งต่างเดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมากด้าน ลูกสาวผู้เสียชีวิต เปิดเผยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ก่อนหน้านี้บิดาได้ขายที่ดินและนำเงินทั้งหมดมาส่งเสียตน ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และกำลังจะสำเร็จการศึกษา…
-
กลับสู่อิสรภาพ ทนายตั้มเปิดใจ ขอสู้ต่อถึงอุทธรณ์
หลังใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงเรือนจำนานกว่า 1 ปี 7 เดือน ในที่สุด "ทนายตั้ม" สิทธา เบี้ยบังเกิด และภรรยา ก็ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ท่ามกลางความสนใจจากสังคมที่ยังจับตาคดีของเขาอย่างใกล้ชิดทันทีที่ได้ออกมาเผชิญหน้ากับสื่ออีกครั้ง ทนายตั้มเปิดใจถึงช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิต โดยยอมรับว่าช่วง 5 เดือนแรกในเรือนจำเป็นช่วงที่หนักหนาที่สุด เพราะต้องแบกรับทั้งความกังวลเรื่องครอบครัว ลูกๆ และภรรยาที่ถูกคุมขังอยู่คนละแห่ง ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดต่างๆ ภายในเรือนจำ รวมถึงอาการบาดเจ็บจากการสวมเครื่องพันธนาการเป็นเวลานานอย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป เขาตัดสินใจเปลี่ยนความเครียดให้กลายเป็นแรงผลักดัน ใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาสำนวนคดีและเตรียมแนวทางต่อสู้ทางกฎหมายด้วยตัวเอง โดยยืนยันว่าได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องความปลอดภัยและการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีด้านภรรยาของทนายตั้มเผยว่า ช่วงแรกแทบตั้งรับไม่ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่เคยคิดว่าชีวิตจะต้องมาเกี่ยวข้องกับคดีความหรือการถูกคุมขัง แต่สุดท้ายเธอเลือกปรับมุมมองใหม่ มองช่วงเวลานั้นเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต และพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้สามีต้องเป็นห่วงและมีสมาธิกับการสู้คดีสำหรับเส้นทางทางกฎหมายหลังจากนี้ ทนายตั้มประกาศชัดว่าจะเดินหน้าสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใน 3 ข้อหาที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะคดีเงิน 71 ล้านบาท ที่เจ้าตัวยืนยันมาตลอดว่าเป็นเรื่องของการลงทุนและการทำธุรกิจ พร้อมระบุว่ามีหลักฐานสำคัญเป็นข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ที่สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่กรณี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดมากขึ้นในชั้นอุทธรณ์ส่วนคดีเกี่ยวกับรถยนต์ ทนายตั้มมองว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากมีการนำคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานรายหนึ่งที่ไม่ได้มาให้การต่อหน้าศาลมาใช้ประกอบคำพิพากษา จึงเตรียมยื่นอุทธรณ์ในประเด็นนี้เช่นกันขณะที่คดีเงิน 39 ล้านบาท เจ้าตัวเผยว่ายังมีหลักฐานสำคัญที่ไม่ถูกพูดถึงมากนัก เป็นข้อมูลการสื่อสารที่ดึงมาจากโทรศัพท์มือถือของฝ่ายคู่กรณี ซึ่งพบรายละเอียดหลายส่วนที่ขัดแย้งกับคำให้การในคดี และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์อย่างมากนอกจากการสู้คดีของตัวเองแล้ว ทนายตั้มยังประกาศเตรียมยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI…
-
เผยภาพแรก “ทนายตั้ม” ถูกปล่อยตัว มั่นใจเดินหน้าต่อสู้ชนะได้ทุกคดี
“ทนายตั้ม” นายษิทรา เบี้ยบังเกิด โผกอดครอบครัวครั้งแรก หลังถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ ประกาศมั่นใจสามารถโต้แย้งได้ทุกประเด็น ต่อสู้ชนะได้ทุกคดี โดยเฉพาะเรื่องเงิน 71 ล้านบาทของ “เจ๊อ้อย” เพียงต้องรอเวลาเท่านั้นเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ พร้อมด้วย น.ส.อโนชา เบี้ยบังเกิด น้องสาว และครอบครัว ได้เดินทางมารอรับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม กลับบ้าน หลังศาลอณุญาตให้ประกันตัวทนายเดชา กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจ และเชื่อว่าในทางคดีทนายตั้มยังมีช่องที่พอต่อสู้ได้อยู่ จริงๆแล้วไม่ว่าคดีจะอยู่ในชั้นไหน ก็ยังสามารถไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีได้ โดยคดีฉ้อโกงประชาชนและฉ้อโกงเป็นปกติธุระ คดีนี้ศาลได้วางบรรทัดฐานได้ดีมาก ถ้าเป็นการฉ้อโกงเพียงคนเดียวอย่างกรณีทนายตั้ม ไม่มีพฤติการณ์กระทำความผิดเป็นสันดาน ก็ไม่ควรไปแจ้งข้อหาที่รุนแรง พอไปแจ้งข้อที่รุนแรง แล้วก็ต้องไปดำเนินคดีกับครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดทั้งไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ศาลพิจารณาว่า คดีนี้ไม่เข้าข่ายความผิดมูลฐาน ทำให้ศาลยกฟ้องในข้อหาฟอกเงินทั้งหมด อันนี้เป็นบทเรียนที่อยาก ฝากถึงผู้บัญชาการตำรวจ สอบสวนกลางให้ระมัดระวังในการแจ้งข้อหาที่อาจรุนแรงเกินจริงต่อมาเมื่อเวลา 21.40 น. "ทนายตั้ม" ได้เดินออกมาจากเรือนจำ พร้อมสวมครอบครัว ด้วยความดีใจทนายตั้ม กล่าวว่า ช่วงห้าเดือนแรกที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ ความรู้สึกแย่มาก จากนั้นจึงเริ่มปรับตัวได้และพยายามหาหลักฐานในการต่อสู้คดีด้วยตนเอง…
-
“ทนายตั้ม” ออกจากเรือนจำ โผกอดครอบครัว บอกสู้ต่อแน่นอน
ภาพไฮไลต์"ทนายตั้ม" ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำแล้ว โผเข้ากอดครอบครัว บอกอยู่ในเรือนจำไม่ได้สบาย 5 เดือนแรกดิ่งมาก จากนี้สู้ต่อแน่นอน ชั้นอุทธรณ์พยายามจะสู้ให้ชนะทุกคดีวันที่ 11 มิ.ย. 2569 จากกรณี ศาลอาญา อนุญาตให้ประกันตัว นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" วงเงินหนึ่งล้านบาท ในคดี "เจ๊อ้อย" โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาต ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นล่าสุด ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อเวลา 21.37 น. ทนายตั้ม สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ทับด้วยเสื้อสูท ได้ออกมาจากเรือนจำแล้ว โดยเดินเข้าไปสวมกอดภรรยา ลูกๆ และครอบครัวที่มารอรับ ก่อนจะก้มกราบเท้าญาติผู้ใหญ่ พร้อมเดินออกมาด้านนอก เพื่อให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวซึ่งทันทีที่ ทนายตั้ม ออกมา ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า สวัสดีครับ ผมทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด อยู่ในเรือนจำไม่ได้สบาย ครอบครัวอยู่ข้างนอก ภรรยาก็ติดอยู่ข้างใน 5 เดือนแรกดิ่ง และแย่มาก ระยะหลังดีขึ้นพร้อมหาหลักฐานมาสู้คดี คดีนี้สู้ด้วยตัวเองจากในเรือนจำ ตำรวจแจ้งมา 10 ข้อหา…
-
โล่งอกแต่เจ็บใจ ป้าสายัญ ลั่นไม่ถอนคำสาบาน-เงินไม่แบ่งให้ “เดช”แล้ว
โล่งอกแต่เจ็บใจ! ป้าสายัญเปิดหน้าชน โล่งอกแต่เจ็บใจ! ป้าสายัญเปิดหน้าชน "ลุงเดช" ขโมยหวย 6 ล้านไปเผา ลั่นไม่ถอนคำสาบาน-เงินไม่แบ่งให้แล้วหลังจาก “นายเดช” ยอมรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นคนนำลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ของ นางสายัญ ชาวสุโขทัย ไปจริง และตัดสินใจเผาทำลายหลักฐานทิ้ง ป้าขยัน ก็เปิดใจทั้งด้วยความโล่งใจและเสียใจ โดยบอกว่าดีใจมากที่ในที่สุดความจริงก็ปรากฏ แต่ก็รู้สึกเสียใจที่คนใกล้บ้านเป็นคนลงมือทำเรื่องนี้นางสายัญ เผยว่า สิ่งที่อยากได้จากนายเดชในตอนนี้คือการมาขอโทษต่อหน้าด้วยตัวเอง หากอีกฝ่ายมาขอโทษจริงก็อาจจะพิจารณาให้อภัย แต่ยังขอใช้เวลาคิดก่อน ส่วนเรื่องแบ่งเงินรางวัลให้เหมือนที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้นั้น ยืนยันชัดเจนว่าไม่แบ่งให้แล้ว เพราะนายเดชไม่ได้เอาลอตเตอรี่มาคืน แต่กลับนำไปเผาทำลายนอกจากนี้ นางสายัญ ยังยอมรับว่ารู้สึกเสียใจมากที่คนใกล้บ้านเป็นผู้ก่อเหตุ และหลังจากนี้คงไม่ขอพูดคุยกับนางแหววอีก แต่ยังสามารถอยู่ร่วมกับญาติและคนอื่น ๆ ในชุมชนได้ตามปกติส่วนประเด็นการรับเงินรางวัล 6 ล้านบาท นางสายัญ ยอมรับว่ายังกังวล เพราะลอตเตอรี่ตัวจริงถูกเผาไปแล้ว ทำให้เกรงว่าขั้นตอนการเรียกร้องสิทธิ์อาจยุ่งยากและใช้เวลานาน แต่ก็พร้อมเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ของตัวเองหากได้รับเงินรางวัลจริง ตนบอกว่าจะเก็บเงินไว้ และนำไปแก้บนตามที่เคยบนบานเอาไว้กับหลวงพ่อสี่พี่น้อง รวมถึงทำผ้าป่าให้แม่ย่าเสือง พร้อมยืนยันว่าจะไม่ถอนคำสาบานที่เคยกล่าวไว้ เพราะมองว่าคนที่กระทำผิดควรได้รับผลกรรมจากการกระทำของตัวเอง เนื่องจากที่ผ่านมาได้เปิดโอกาสให้นำลอตเตอรี่มาคืนแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมนำมาคืนช่วงท้าย นางสายัญ ย้ำอีกครั้งว่าอยากให้ นายเดช มาขอโทษต่อหน้าด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องการนำลอตเตอรี่ไปเผาทำลายหลักฐาน พร้อมยอมรับว่าตอนนี้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก…
-
“เจ๊แห้ง” เปิดใจผิดคาด “เดช” สารภาพเผาหวยทิ้ง ชี้ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัว
“ถ้าคืนแต่แรกก็จบ” เจ๊แห้ง เจ้าของแผงลอตเตอรี่ เสียดายแทนนายเดช ไม่คิดว่าจะใจถึงขั้น “เผาหวยทิ้ง” ชี้ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัว"ถ้าคืนแต่แรกก็จบ" เจ๊แห้ง เจ้าของแผงลอตเตอรี่ เสียดายแทนนายเดช ไม่คิดว่าจะใจถึงขั้น "เผาหวยทิ้ง" ชี้ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวจากกรณีหวยอลเวงรางวัลที่ 1 เลข 173770 ที่หายไปจากการตรวจหวย โดยป้าสายัญ ดอกไม้ หรือ ป้าขยัน ชาว ต.ปากน้ำ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ที่แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ ว่าตนเองได้ไปสั่งลอตเตอรี่จำนวน 3 ใบ ที่แผงลอตเตอรี่ของเจ๊แห้ง ที่ร้านริมถนนทางเข้า ต.ปากน้ำ ม.6 อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย จากนั้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ได้ไปรับแผงลอตเตอรี่ และจ่ายเงิน 300 บาท โดยเจ้าของแผงได้เย็บรวมกัน 3 ใบและหลังจากที่ผลการออกฉลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 มิ.ย.69 ช่วงประมาณ 1 ทุ่ม ป้าสายัญ ได้นำลอตเตอรี่ ทั้ง…
-
“ลุงไชยา” สงสาร “ป้าสายัณห์” วอนคนเก็บหวยรางวัลที่ 1 ไว้คืนด้วย
(11 มิ.ย. 69) จากคดีหวยอลเวง ที่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ที่ ป้าสายัณห์ ออกมาร้องสื่อและแจ้งความว่าถูกนายเดชและนางแหวว เพื่อนบ้าน เอาสลากกินแบ่งรัฐบาล หมายเลข 173770 ที่ถูกรางวัลที่ 1 ของตนไป หลังตนเอาไปให้ช่วยตรวจรางวัลให้ ล่าสุดตำรวจสอบสวนพยานและตรวจสอบหลักฐานจาก ป้าแห้ง แม่ค้าขายสลากฯ ที่เป็นคนขายสลาก 3 ใบให้ป้าสายัณห์แล้ว ได้อายัดสลากฯ ใบที่หายไปแล้ว.ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับลุงไชยา สามีของป้าสายัณห์ โดยเจ้าตัวเปิดใจทั้งน้ำตาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันความบริสุทธิ์ของภรรยาว่า “ป้าสายัณห์เป็นคนไม่เคยพูดโกหก ผมอยู่กินกันมาผมรู้ดี”.ลุงไชยากล่าวด้วยความอัดอั้นว่า ในวินาทีนี้อยากวิงวอนให้ผู้ที่เก็บสลากใบดังกล่าวไว้ โปรดนำมาคืนให้ภรรยาตนเถอะ เพราะสงสารภรรยาที่ต้องลำบากตรากตรำมาตลอด “อยากให้เขามีเงินทองไว้ใช้จ่าย ให้ลูกหลานได้สบาย จะได้ไม่ต้องไปตากแดดตากลมเก็บผักไปขายประทังชีวิตอีก”.นอกจากนี้ ลุงไชยายังกล่าวถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ตนเองได้รับฟังข่าวคราวความคืบหน้าจากลูกๆ อยู่ตลอด และรู้สึกดีใจที่ความจริงเริ่มปรากฏชัด โดยเฉพาะความเชื่อมั่นใน “หลวงพ่อ 4 พี่น้อง” พระคู่บ้านคู่เมืองที่ภรรยาได้ไปกราบไหว้สาบานไว้ ซึ่งตนเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าท่านเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องคนดี “ผมมั่นใจว่าความจริงก็คือความจริง คนทำอะไรไว้หนีไม่พ้นแน่นอน”.ทั้งนี้ ลุงไชยานยังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกภาคส่วนที่ช่วยกันเร่งสืบสวนจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการอายัดสลากไว้ได้ทันท่วงที ทำให้ครอบครัวเริ่มมีความหวังที่จะได้รับความเป็นธรรมคืนมา