Category: อาชญากรรม
-
ระดมค้นหาชาวกะเหรี่ยงพิการ ถูกหลานอุ้มไปไว้กลาง “ป่าแก่งกระจาน”
วันนี้ (7 มิ.ย.2569) นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ นายบุญทรง ลาเดาะ และนายหน่อแอะ มีมิ ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ลักลอบเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ โดยในส่วนของนายบุญทรงได้เดินทางกลับออกจากป่าแล้วแต่สำหรับ นายหน่อแอะ มีมิ ซึ่งเป็นผู้พิการไม่สามารถเดินได้ มีรายงานว่า ถูกหลานชาย 3 คน ประกอบด้วย นายแยแย มีมิ, นายพ้าจอเด้ ทู้บุ และนายไพรัช รักจงเจริญ ร่วมกันแบกขึ้นหลัง พร้อมเสบียงข้าวสาร 15 กิโลกรัม นำไปส่งทิ้งไว้ บริเวณบ้านบางกลอยบน ในป่าต้นน้ำ ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.2569 และยังไม่กลับลงมาจนเป็นที่วิตกกังวลของหลายฝ่าย ระดมค้นหาชาวกะเหรี่ยงพิการ ถูกหลานอุ้มไปไว้กลาง “ป่าแก่งกระจาน ระดมค้นหาชาวกะเหรี่ยงพิการ ถูกหลานอุ้มไปไว้กลาง “ป่าแก่งกระจานสำหรับปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการบูรณาการร่วมกันของ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ฝ่ายปกครองอำเภอแก่งกระจาน ตำรวจตระเวนชายแดน 144 ทหารฉก.ทัพพระยาเสือ…
-
ลูกบ้านเดือดชกหน้าผู้ใหญ่บ้านปากแตก ปมไม่พอใจการทำงาน
เปิดศึกกลางหมู่บ้าน! ลูกบ้านด่าทำงานชุ่ย-ประเดิมหมัดแรก เจอผู้ใหญ่บ้านสวนคืนหน้าหงายเปิดศึกกลางหมู่บ้าน! ลูกบ้านด่าทำงานชุ่ย-ประเดิมหมัดแรก เจอผู้ใหญ่บ้านสวนคืนหน้าหงายเหตุกาณ์นี้เกิดขึ้นที่บ้านหลังหนึ่ง ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยก่อนเกิดเหตุมีการโต้เถียงกันระหว่างลูกบ้านคนหนึ่งกับผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งลูกบ้านกล่าวหาผู้ใหญ่บ้านไม่สนใจดูแลงานส่วนรวมของหมู่บ้าน แต่ผู้ใหญ่ตอบโต้ลูกบ้านให้ไปดูสิ่งที่สาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้าน ที่ชำรุดเสียหายผู้ใหญ่ ก็ประสานส่วนที่เกี่ยวข้องแก้ไขให้แล้วแต่ลูกบ้านไม่พอใจ จึงใช้กำปั้นชกใบหน้าผู้ใหญ่บ้านไป 1 หมัด ถูกปากผู้ใหญ่บ้านแตก ผู้ใหญ่บ้านทำใจเย็น พอสบโอกาส จึงกำหมัดชกหน้าลูกบ้านหงายหลัง ทำให้ปืนพกที่อยู่กับเอวผู้ใหญ่บ้านล่วงหล่นลงกับพื้น ลูกบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ ช่วยกันห้ามปราม แต่ทั้งคู่ก็ยังโต้เถียงกันต่อ ระหว่างนั้นผู้ใหญ่บ้านสบโอกาสจึงกำหมัดชกหน้าลูกบ้านไปอีก 1 หมัด จนลูกบ้านเซล้มลง จากนั้นผู้ใหญ่จึงใช้เท้าเตะเสยคางลูกบ้านไปอีก 1 ครั้ง ลูกบ้านต้องช่วยกันชุลมุนเพื่อไม่ให้เหตุบานปลาย และให้ผู้บ้านกลับบ้านไปก่อนลูกบ้านอีกคน เปิดเผยว่า ผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวขับขี่รถจักรยานยนต์มาหาตนเองที่บ้าน แต่ขณะนั้นตนเองไม่อยู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านจึงมาพบเจอกับภรรยาของตน และถามหาว่าตนเองอยู่ไหน ซึ่งภรรยาตนเองบอกไปสวนยาง พร้อมกับบอกว่ามีธุระอะไรฝากไว้ก็ได้ แต่ผู้ใหญ่บ้านแจ้งว่า อยากเจอตัวมากกว่า เพราะปากดี จะเอาลูกปืนยิงใส่ปาก และก่อนที่ผู้บ้านจะกลับไปได้โยนอาวุธปืน ใส่ตระกล้าหน้ารถจักรยานยนต์ ให้ภรรยาตนเองพบเห็นปืน ซึ่งถือเป็นการข่มขู่ทางด้านพันตำรวจเอกปราโมทย์ คงคาลัย ผู้กำกับการ สภ.บ้านค่าย ให้ข้อมูลว่า ผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้าน ต่างฝ่ายมาแจ้งความ ซึ่งสัปดาห์หน้าจะเชิญผู้ใหญ่บ้าน…
-
จเรตำรวจ แจงปม สุ่มตรวจราชการ สภ.เสม็ด กลางดึก ยันผู้ตรวจไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ
ภาพไฮไลต์สำนักงานจเรตำรวจ ชี้แจงกรณี สุ่มตรวจราชการ สภ.เสม็ด ยืนยันดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าและผู้ตรวจไม่ต้องแต่งเครื่องแบบแต่อย่างใด เพื่อให้ทราบการบริการประชาชนที่แท้จริงพ.ต.อ.จตุรวิทย์ คชน่วม รองโฆษกสำนักงานจเรตำรวจ เปิดเผยกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพการสุ่มตรวจราชการในพื้นที่ สภ.เสม็ด จังหวัดชลบุรี ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยในสังคมเกี่ยวกับความเหมาะสมของการแต่งกายของผู้ตรวจราชการ ว่า สำนักงานจเรตำรวจรับทราบข้อกังวลดังกล่าว และพร้อมน้อมรับทุกความคิดเห็นด้วยความเคารพทั้งนี้ การสุ่มตรวจราชการเป็นภารกิจที่ดำเนินการตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสามารถเข้าตรวจราชการได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า และสามารถแต่งกายด้วยชุดสุภาพ ชุดสายลับ หรือปลอมตัวได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้สามารถเข้าถึงสภาพการปฏิบัติงานจริง รวมถึงประเมินการให้บริการประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจับผิด หรือสร้างภาระแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่อย่างใดอย่างไรก็ตาม สำนักงานจเรตำรวจตระหนักดีว่า แม้การดำเนินการจะเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมายที่กำหนด แต่ความถูกต้องเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากยังไม่สามารถสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นแก่ประชาชนได้ จึงพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติ รวมถึงการสื่อสารต่อสาธารณะให้มีความเหมาะสมและชัดเจนยิ่งขึ้นรองโฆษกสำนักงานจเรตำรวจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจราชการทุกครั้งมีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุน พัฒนา และยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของหน่วยงานตำรวจ เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่มีคุณภาพสูงสุด ไม่ใช่การมุ่งจับผิดหรือสร้างความกดดันแก่ผู้ปฏิบัติงานสำนักงานจเรตำรวจขอยืนยันเจตนารมณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ พร้อมเปิดรับฟังทุกเสียงสะท้อนจากสังคม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาองค์กรตำรวจอย่างต่อเนื่อง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรตำรวจในระยะยาวทั้งนี้ สำนักงานจเรตำรวจยังคงยึดหลัก “การตรวจสอบที่ดี ไม่ใช่การจับผิด แต่คือการร่วมกันพัฒนา เพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดีที่สุด” ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น “ตำรวจมืออาชีพ เพื่อประชาชน”ขณะเดียวกันเพจเฟซบุ๊ก สภ.เสม็ด ได้มีการโพสต์ข้อความ ระบุว่า…
-
ไฟไหม้รถกระโดดหนีแทบไม่ทัน เจ้าของบอกเพิ่งซ่อมหลังน้ำท่วม
(6 มิ.ย. 69) ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้รถจักรยานยนต์ บริเวณถนนพัทยาสายสาม แยกสื่อสารพัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาสาธารณภัยเมืองพัทยา พร้อมรถดับเพลิง 1 คัน รีบรุดไปตรวจสอบ.เมื่อถึงที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า คลิก มีเปลวเพลิงโหมลุกไหม้อย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงเร่งฉีดน้ำสกัดเพลิง ใช้เวลาประมาณไม่ถึง 10 นาที จึงสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ แต่รถได้รับความเสียหายทั้งคัน เหลือเพียงโครงสร้างเหล็กเท่านั้น เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกิดขึ้นบนเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น รถที่สัญจรผ่านต้องชะลอตัว ส่งผลให้การจราจรติดขัดชั่วคราว ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเร่งอำนวยความสะดวกและเคลื่อนย้ายซากรถออกจากพื้นที่.จากการสอบถามเจ้าของรถ ซึ่งเป็นหญิงไทยอายุประมาณ 40-50 ปี และไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อ ให้ข้อมูลว่า รถคันดังกล่าวเคยถูกน้ำท่วมและเพิ่งนำไปซ่อม โดยมีการเปลี่ยนหัวเทียนและแบตเตอรี่ใหม่ ก่อนเกิดเหตุได้ขับขี่รถมาตามถนนพัทยาสายสามเพื่อมุ่งหน้าออกจากพื้นที่ ระหว่างทางมีผู้ขับขี่รถที่ตามหลังมาตะโกนแจ้งว่ารถของตนมีไฟลุกไหม้ เมื่อได้ยินเสียงเตือน จึงรีบกระโดดลงจากรถ และรีบทิ้งรถวิ่งหนีออกมาเพื่อความปลอดภัย จากนั้นเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว จนรถทั้งคันถูกไฟเผาไหม้วอดต่อหน้าต่อตา.เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้บันทึกภาพและตรวจสอบที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน พร้อมอยู่ระหว่างประสานผู้เกี่ยวข้องและตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้
-
เปิดคำรับสารภาพ ‘น้าชายวัย 17 – พี่สาววัย 12’ เล่นพิเรนทร์เอาถุงคลุมหัวจน ‘น้ององุ่น’ ขาดใจ
ความจริงสุดสะเทือนใจ! คดี ความคืบหน้าคดีสะเทือนขวัญ กรณีการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของ "น้ององุ่น" ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถคลี่คลายคดีได้สำเร็จ หลังชุดสืบสวนแกะรอยหลักฐานสำคัญและตรวจพบลายนิ้วมือแฝงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้เกี่ยวข้องในคดีอย่างชัดเจนจากการสืบสวนพบว่า ผู้ก่อเหตุมีจำนวน 2 ราย ได้แก่ นายแป๊ะ อายุ 17 ปี ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าแท้ๆ ของผู้เสียชีวิต และ ด.ญ.ดา อายุ 12 ปี พี่สาวแท้ๆ ของน้ององุ่นภายหลังถูกควบคุมตัวสอบสวน นายแป๊ะ ได้ให้การรับสารภาพว่า ในวันเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ตนเอง ด.ญ.ดา และน้ององุ่น ได้นั่งเล่นกันอยู่ภายในบ้านพัก ระหว่างนั้นได้มีการนำถุงกระสอบข้าวสารมาคลุมศีรษะน้ององุ่น เพื่อหยอกล้อกันตามประสา โดยไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. ทั้งสองจึงสังเกตเห็นว่าน้ององุ่นนอนแน่นิ่ง ไม่ตอบสนอง และคาดว่าได้เสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจแล้ว ด้วยความตกใจและหวาดกลัวต่อความผิดที่อาจเกิดขึ้น ทั้งคู่จึงร่วมกันวางแผนปกปิดเหตุการณ์ โดยช่วยกันนำร่างของน้ององุ่นขึ้นรถจักรยานยนต์สามล้อ ก่อนนำไปทิ้งอำพรางไว้ในจุดที่มีการพบศพ เพื่อเบี่ยงเบนแนวทางการสืบสวนและหลีกเลี่ยงความรับผิดอย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด จนสามารถแกะรอยผู้เกี่ยวข้องและนำไปสู่การจับกุมตัวทั้งสองรายได้ในที่สุด ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
-
ปิดคดีน้ององุ่น! น้าชาย ยอมพูดแล้ว น้องทำอะไร ถึงได้ร่วมกันลงมือทำถึงขนาดนี้
จากกรณีพบร่างน้ององุ่น วัย 7 ขวบ เสียชีวิตใต้กอไผ่กลางสวนยางพารา หลายหน่วยเร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ปูพรมค้นหานาน 7 วัน ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้รวบตัว พี่สาววัย 13 ปี และน้าชายวัย 17 ปี เปิดปากว่าสาเหตุที่ต้องสังหารน้อง เพราะมีเรื่องจนทำให้มีจากกรณีพบร่างน้ององุ่น วัย 7 ขวบ เสียชีวิตใต้กอไผ่กลางสวนยางพารา หลายหน่วยเร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ปูพรมค้นหานาน 7 วัน ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้รวบตัว พี่สาววัย 13 ปี และน้าชายวัย 17 ปี เปิดปากว่าสาเหตุที่ต้องสังหารน้อง เพราะมีเรื่องจนทำให้มีปากเสียงกับน้ององุ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดมเร่งคลี่คลายคดีนี้ใช้เวลา 8 วัน สามารถปิดคดีลงได้อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พลตำรวจเอกกิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.สั่งการณ์ให้ พลตำรวจเอกธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. พลตำรวจโทพิสิฐ ตันประเสริฐิ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พลตำรวจตรีชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พลตำรวจตรีพศวีร์…
-
รู้แล้วสาเหตุ! น้าชาย-พี่สาว ตัดสินใจยอมรับสารภาพ หลังเก็บเงียบมาหลายวัน
จ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจสอบและสอบปากคำผู้ต้องสงสัยภายในบ้านพักของน้ององุ่น บ้านทิโคร่ง หมู่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนที่ นายแป๊ะ อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นน้าแท้ๆ และเด็กหญิงเอ (นามสมมุติ) อายุ 13 ปีวันที่ 6 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจสอบและสอบปากคำผู้ต้องสงสัยภายในบ้านพักของน้ององุ่น บ้านทิโคร่ง หมู่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนที่ นายแป๊ะ อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นน้าแท้ๆ และเด็กหญิงเอ (นามสมมุติ) อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของน้ององุ่น จะยอมรับสารภาพว่ามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ที่ทำให้น้ององุ่นเสียชีวิตเมื่อเวลา 10.00 น. พลตำรวจตรีชมชวิณ ปุระธนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พลตำรวจตรีพศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พลตำรวจตรีหญิง ชลีรัชช์ สระดี ผู้บังคับการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน…
-
คอตกนอนคุก! ศาลไม่ให้ประกัน เสือ ดุสิต คดีทำร้ายมิราหลังพบประวัติเก่า
คอตกนอนคุก! ศาลไม่ให้ประกัน ‘เสือ ดุสิต’ คดีทำร้าย น้องมิรา แฟนสาว เมียหลวงยื่นเรื่องไม่เป็นผล พบประวัติเก่าทำร้ายคนปอดทะลุคอตกนอนคุก! ศาลไม่ให้ประกัน ‘เสือ ดุสิต’ คดีทำร้าย น้องมิรา แฟนสาว เมียหลวงยื่นเรื่องไม่เป็นผล พบประวัติเก่าทำร้ายคนปอดทะลุจากกรณีนาย สัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือ เสือ ดุสิต อายุ 40 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางกรวย ดำเนินคดีกรณีทำร้ายร่างกาย น.ส.มิรา อายุ 36 ปี แฟนสาว แต่ปรากฏว่า พนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี ได้ไปขอหมายจับนาย สัมฤทธิ์ หรือ เสือดุสิต จากศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 806/2569 ลงวันที่ 5 มิ.ย.69 ข้อหา ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และนำตัวฝากขังศาลจังหวัดนนทบุรีในเวลาต่อมา…
-
ด่วน! จับฆาตกรลงมือ น้ององุ่น 7 ขวบ ที่แท้คือน้าชายวัย17-พี่สาว13ปี
ด่วน! จับฆาตกรลงมือ น้ององุ่น 7 ขวบ ที่แท้คือน้าชายวัย 17 และพี่สาว 13 ปี สารภาพนำร่างยัดตู้เสื้อผ้า ก่อนใส่ซาเล้งไปทิ้งสวนยางพาราด่วน! จับฆาตกรลงมือ น้ององุ่น 7 ขวบ ที่แท้คือน้าชายวัย 17 และพี่สาว 13 ปี สารภาพนำร่างยัดตู้เสื้อผ้า ก่อนใส่ซาเล้งไปทิ้งสวนยางพาราความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ “น้ององุ่น” เด็กหญิงวัย 7 ปี ภายหลังหายตัวออกจากบ้าน 3 วัน ก่อนจะพบเสียชีวิตอยู่ใต้กอไผ่กลางสวนยางพารา พื้นที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 มิ.ย. 69 พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พ.ต.อ.จอมพล รุจิรดำรงค์ชัย…
-
ช็อกทั้งหมู่บ้าน! เปิดอายุจริง ฆาตกร น้ององุ่น 7 ขวบ ที่แท้เป็นญาติสนิท
จากกรณีการหายตัวไปของ “น้ององุ่น” (นามสมมุติ) เด็กหญิงอายุ 7 ขวบ ซึ่งญาติและชาวบ้านได้ร่วมกันออกติดตามค้นหาอย่างต่อเนื่องนานถึง 6 วันจากกรณีการหายตัวไปของ “น้ององุ่น” (นามสมมุติ) เด็กหญิงอายุ 7 ขวบ ซึ่งญาติและชาวบ้านได้ร่วมกันออกติดตามค้นหาอย่างต่อเนื่องนานถึง 6 วัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะพบร่างผู้เสียชีวิตภายในสวนยางพารา หมู่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมากความคืบหน้าล่าสุด สำนักข่าวดัง รายงานว่า ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังสืบสวนสอบสวนอย่างเข้มข้น รวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง กระทั่งผ่านไป 5 วันนับจากวันที่พบร่างผู้เสียชีวิต จึงสามารถคลี่คลายคดีและจับกุมผู้ต้องสงสัยได้สำเร็จเบื้องต้นทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือพี่สาววัย 13 ปี โดยมีน้าชายวัย 17 ปี ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดของน้ององุ่น ช่วยอำพราง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวมาสอบสวนจนยอมรับสารภาพ ก่อนควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บริเวณบ้านของผู้เสียชีวิต ท่ามกลางความสนใจของชาวบ้านและญาติพี่น้องที่ติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมถึงตรวจสอบรายละเอียดและแรงจูงใจในการก่อเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายหากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไปอ่านข่าวเพิ่มเติมเปิดสาเหตุสุดช็อก! น้าชายพร้อมพี่สาวแท้ๆ ลงมือกับ น้ององุ่น จนเสียชีวิต รอง ผบ.ตร.ลงสังขละบุรี เร่งคลี่คดีน้ององุ่น สั่งสอบ DNA…