Category: อาชญากรรม
-
กลับสู่อิสรภาพ ทนายตั้มเปิดใจ ขอสู้ต่อถึงอุทธรณ์
หลังใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงเรือนจำนานกว่า 1 ปี 7 เดือน ในที่สุด "ทนายตั้ม" สิทธา เบี้ยบังเกิด และภรรยา ก็ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ท่ามกลางความสนใจจากสังคมที่ยังจับตาคดีของเขาอย่างใกล้ชิดทันทีที่ได้ออกมาเผชิญหน้ากับสื่ออีกครั้ง ทนายตั้มเปิดใจถึงช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิต โดยยอมรับว่าช่วง 5 เดือนแรกในเรือนจำเป็นช่วงที่หนักหนาที่สุด เพราะต้องแบกรับทั้งความกังวลเรื่องครอบครัว ลูกๆ และภรรยาที่ถูกคุมขังอยู่คนละแห่ง ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดต่างๆ ภายในเรือนจำ รวมถึงอาการบาดเจ็บจากการสวมเครื่องพันธนาการเป็นเวลานานอย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป เขาตัดสินใจเปลี่ยนความเครียดให้กลายเป็นแรงผลักดัน ใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาสำนวนคดีและเตรียมแนวทางต่อสู้ทางกฎหมายด้วยตัวเอง โดยยืนยันว่าได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องความปลอดภัยและการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีด้านภรรยาของทนายตั้มเผยว่า ช่วงแรกแทบตั้งรับไม่ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่เคยคิดว่าชีวิตจะต้องมาเกี่ยวข้องกับคดีความหรือการถูกคุมขัง แต่สุดท้ายเธอเลือกปรับมุมมองใหม่ มองช่วงเวลานั้นเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต และพยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้สามีต้องเป็นห่วงและมีสมาธิกับการสู้คดีสำหรับเส้นทางทางกฎหมายหลังจากนี้ ทนายตั้มประกาศชัดว่าจะเดินหน้าสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใน 3 ข้อหาที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะคดีเงิน 71 ล้านบาท ที่เจ้าตัวยืนยันมาตลอดว่าเป็นเรื่องของการลงทุนและการทำธุรกิจ พร้อมระบุว่ามีหลักฐานสำคัญเป็นข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ที่สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างคู่กรณี ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดมากขึ้นในชั้นอุทธรณ์ส่วนคดีเกี่ยวกับรถยนต์ ทนายตั้มมองว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากมีการนำคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานรายหนึ่งที่ไม่ได้มาให้การต่อหน้าศาลมาใช้ประกอบคำพิพากษา จึงเตรียมยื่นอุทธรณ์ในประเด็นนี้เช่นกันขณะที่คดีเงิน 39 ล้านบาท เจ้าตัวเผยว่ายังมีหลักฐานสำคัญที่ไม่ถูกพูดถึงมากนัก เป็นข้อมูลการสื่อสารที่ดึงมาจากโทรศัพท์มือถือของฝ่ายคู่กรณี ซึ่งพบรายละเอียดหลายส่วนที่ขัดแย้งกับคำให้การในคดี และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์อย่างมากนอกจากการสู้คดีของตัวเองแล้ว ทนายตั้มยังประกาศเตรียมยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI…
-
เผยภาพแรก “ทนายตั้ม” ถูกปล่อยตัว มั่นใจเดินหน้าต่อสู้ชนะได้ทุกคดี
“ทนายตั้ม” นายษิทรา เบี้ยบังเกิด โผกอดครอบครัวครั้งแรก หลังถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ ประกาศมั่นใจสามารถโต้แย้งได้ทุกประเด็น ต่อสู้ชนะได้ทุกคดี โดยเฉพาะเรื่องเงิน 71 ล้านบาทของ “เจ๊อ้อย” เพียงต้องรอเวลาเท่านั้นเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ พร้อมด้วย น.ส.อโนชา เบี้ยบังเกิด น้องสาว และครอบครัว ได้เดินทางมารอรับนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม กลับบ้าน หลังศาลอณุญาตให้ประกันตัวทนายเดชา กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาให้กำลังใจ และเชื่อว่าในทางคดีทนายตั้มยังมีช่องที่พอต่อสู้ได้อยู่ จริงๆแล้วไม่ว่าคดีจะอยู่ในชั้นไหน ก็ยังสามารถไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีได้ โดยคดีฉ้อโกงประชาชนและฉ้อโกงเป็นปกติธุระ คดีนี้ศาลได้วางบรรทัดฐานได้ดีมาก ถ้าเป็นการฉ้อโกงเพียงคนเดียวอย่างกรณีทนายตั้ม ไม่มีพฤติการณ์กระทำความผิดเป็นสันดาน ก็ไม่ควรไปแจ้งข้อหาที่รุนแรง พอไปแจ้งข้อที่รุนแรง แล้วก็ต้องไปดำเนินคดีกับครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดทั้งไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ศาลพิจารณาว่า คดีนี้ไม่เข้าข่ายความผิดมูลฐาน ทำให้ศาลยกฟ้องในข้อหาฟอกเงินทั้งหมด อันนี้เป็นบทเรียนที่อยาก ฝากถึงผู้บัญชาการตำรวจ สอบสวนกลางให้ระมัดระวังในการแจ้งข้อหาที่อาจรุนแรงเกินจริงต่อมาเมื่อเวลา 21.40 น. "ทนายตั้ม" ได้เดินออกมาจากเรือนจำ พร้อมสวมครอบครัว ด้วยความดีใจทนายตั้ม กล่าวว่า ช่วงห้าเดือนแรกที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ ความรู้สึกแย่มาก จากนั้นจึงเริ่มปรับตัวได้และพยายามหาหลักฐานในการต่อสู้คดีด้วยตนเอง…
-
“ทนายตั้ม” ออกจากเรือนจำ โผกอดครอบครัว บอกสู้ต่อแน่นอน
ภาพไฮไลต์"ทนายตั้ม" ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำแล้ว โผเข้ากอดครอบครัว บอกอยู่ในเรือนจำไม่ได้สบาย 5 เดือนแรกดิ่งมาก จากนี้สู้ต่อแน่นอน ชั้นอุทธรณ์พยายามจะสู้ให้ชนะทุกคดีวันที่ 11 มิ.ย. 2569 จากกรณี ศาลอาญา อนุญาตให้ประกันตัว นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" วงเงินหนึ่งล้านบาท ในคดี "เจ๊อ้อย" โดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาต ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้นล่าสุด ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อเวลา 21.37 น. ทนายตั้ม สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ทับด้วยเสื้อสูท ได้ออกมาจากเรือนจำแล้ว โดยเดินเข้าไปสวมกอดภรรยา ลูกๆ และครอบครัวที่มารอรับ ก่อนจะก้มกราบเท้าญาติผู้ใหญ่ พร้อมเดินออกมาด้านนอก เพื่อให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวซึ่งทันทีที่ ทนายตั้ม ออกมา ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า สวัสดีครับ ผมทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด อยู่ในเรือนจำไม่ได้สบาย ครอบครัวอยู่ข้างนอก ภรรยาก็ติดอยู่ข้างใน 5 เดือนแรกดิ่ง และแย่มาก ระยะหลังดีขึ้นพร้อมหาหลักฐานมาสู้คดี คดีนี้สู้ด้วยตัวเองจากในเรือนจำ ตำรวจแจ้งมา 10 ข้อหา…
-
โล่งอกแต่เจ็บใจ ป้าสายัญ ลั่นไม่ถอนคำสาบาน-เงินไม่แบ่งให้ “เดช”แล้ว
โล่งอกแต่เจ็บใจ! ป้าสายัญเปิดหน้าชน โล่งอกแต่เจ็บใจ! ป้าสายัญเปิดหน้าชน "ลุงเดช" ขโมยหวย 6 ล้านไปเผา ลั่นไม่ถอนคำสาบาน-เงินไม่แบ่งให้แล้วหลังจาก “นายเดช” ยอมรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นคนนำลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ของ นางสายัญ ชาวสุโขทัย ไปจริง และตัดสินใจเผาทำลายหลักฐานทิ้ง ป้าขยัน ก็เปิดใจทั้งด้วยความโล่งใจและเสียใจ โดยบอกว่าดีใจมากที่ในที่สุดความจริงก็ปรากฏ แต่ก็รู้สึกเสียใจที่คนใกล้บ้านเป็นคนลงมือทำเรื่องนี้นางสายัญ เผยว่า สิ่งที่อยากได้จากนายเดชในตอนนี้คือการมาขอโทษต่อหน้าด้วยตัวเอง หากอีกฝ่ายมาขอโทษจริงก็อาจจะพิจารณาให้อภัย แต่ยังขอใช้เวลาคิดก่อน ส่วนเรื่องแบ่งเงินรางวัลให้เหมือนที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้นั้น ยืนยันชัดเจนว่าไม่แบ่งให้แล้ว เพราะนายเดชไม่ได้เอาลอตเตอรี่มาคืน แต่กลับนำไปเผาทำลายนอกจากนี้ นางสายัญ ยังยอมรับว่ารู้สึกเสียใจมากที่คนใกล้บ้านเป็นผู้ก่อเหตุ และหลังจากนี้คงไม่ขอพูดคุยกับนางแหววอีก แต่ยังสามารถอยู่ร่วมกับญาติและคนอื่น ๆ ในชุมชนได้ตามปกติส่วนประเด็นการรับเงินรางวัล 6 ล้านบาท นางสายัญ ยอมรับว่ายังกังวล เพราะลอตเตอรี่ตัวจริงถูกเผาไปแล้ว ทำให้เกรงว่าขั้นตอนการเรียกร้องสิทธิ์อาจยุ่งยากและใช้เวลานาน แต่ก็พร้อมเดินหน้าตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ของตัวเองหากได้รับเงินรางวัลจริง ตนบอกว่าจะเก็บเงินไว้ และนำไปแก้บนตามที่เคยบนบานเอาไว้กับหลวงพ่อสี่พี่น้อง รวมถึงทำผ้าป่าให้แม่ย่าเสือง พร้อมยืนยันว่าจะไม่ถอนคำสาบานที่เคยกล่าวไว้ เพราะมองว่าคนที่กระทำผิดควรได้รับผลกรรมจากการกระทำของตัวเอง เนื่องจากที่ผ่านมาได้เปิดโอกาสให้นำลอตเตอรี่มาคืนแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมนำมาคืนช่วงท้าย นางสายัญ ย้ำอีกครั้งว่าอยากให้ นายเดช มาขอโทษต่อหน้าด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องการนำลอตเตอรี่ไปเผาทำลายหลักฐาน พร้อมยอมรับว่าตอนนี้รู้สึกสบายใจขึ้นมาก…
-
“เจ๊แห้ง” เปิดใจผิดคาด “เดช” สารภาพเผาหวยทิ้ง ชี้ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัว
“ถ้าคืนแต่แรกก็จบ” เจ๊แห้ง เจ้าของแผงลอตเตอรี่ เสียดายแทนนายเดช ไม่คิดว่าจะใจถึงขั้น “เผาหวยทิ้ง” ชี้ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัว"ถ้าคืนแต่แรกก็จบ" เจ๊แห้ง เจ้าของแผงลอตเตอรี่ เสียดายแทนนายเดช ไม่คิดว่าจะใจถึงขั้น "เผาหวยทิ้ง" ชี้ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวจากกรณีหวยอลเวงรางวัลที่ 1 เลข 173770 ที่หายไปจากการตรวจหวย โดยป้าสายัญ ดอกไม้ หรือ ป้าขยัน ชาว ต.ปากน้ำ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ที่แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ ว่าตนเองได้ไปสั่งลอตเตอรี่จำนวน 3 ใบ ที่แผงลอตเตอรี่ของเจ๊แห้ง ที่ร้านริมถนนทางเข้า ต.ปากน้ำ ม.6 อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย จากนั้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ได้ไปรับแผงลอตเตอรี่ และจ่ายเงิน 300 บาท โดยเจ้าของแผงได้เย็บรวมกัน 3 ใบและหลังจากที่ผลการออกฉลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 มิ.ย.69 ช่วงประมาณ 1 ทุ่ม ป้าสายัญ ได้นำลอตเตอรี่ ทั้ง…
-
“ลุงไชยา” สงสาร “ป้าสายัณห์” วอนคนเก็บหวยรางวัลที่ 1 ไว้คืนด้วย
(11 มิ.ย. 69) จากคดีหวยอลเวง ที่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ที่ ป้าสายัณห์ ออกมาร้องสื่อและแจ้งความว่าถูกนายเดชและนางแหวว เพื่อนบ้าน เอาสลากกินแบ่งรัฐบาล หมายเลข 173770 ที่ถูกรางวัลที่ 1 ของตนไป หลังตนเอาไปให้ช่วยตรวจรางวัลให้ ล่าสุดตำรวจสอบสวนพยานและตรวจสอบหลักฐานจาก ป้าแห้ง แม่ค้าขายสลากฯ ที่เป็นคนขายสลาก 3 ใบให้ป้าสายัณห์แล้ว ได้อายัดสลากฯ ใบที่หายไปแล้ว.ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับลุงไชยา สามีของป้าสายัณห์ โดยเจ้าตัวเปิดใจทั้งน้ำตาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันความบริสุทธิ์ของภรรยาว่า “ป้าสายัณห์เป็นคนไม่เคยพูดโกหก ผมอยู่กินกันมาผมรู้ดี”.ลุงไชยากล่าวด้วยความอัดอั้นว่า ในวินาทีนี้อยากวิงวอนให้ผู้ที่เก็บสลากใบดังกล่าวไว้ โปรดนำมาคืนให้ภรรยาตนเถอะ เพราะสงสารภรรยาที่ต้องลำบากตรากตรำมาตลอด “อยากให้เขามีเงินทองไว้ใช้จ่าย ให้ลูกหลานได้สบาย จะได้ไม่ต้องไปตากแดดตากลมเก็บผักไปขายประทังชีวิตอีก”.นอกจากนี้ ลุงไชยายังกล่าวถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ตนเองได้รับฟังข่าวคราวความคืบหน้าจากลูกๆ อยู่ตลอด และรู้สึกดีใจที่ความจริงเริ่มปรากฏชัด โดยเฉพาะความเชื่อมั่นใน “หลวงพ่อ 4 พี่น้อง” พระคู่บ้านคู่เมืองที่ภรรยาได้ไปกราบไหว้สาบานไว้ ซึ่งตนเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าท่านเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกป้องคนดี “ผมมั่นใจว่าความจริงก็คือความจริง คนทำอะไรไว้หนีไม่พ้นแน่นอน”.ทั้งนี้ ลุงไชยานยังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกภาคส่วนที่ช่วยกันเร่งสืบสวนจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการอายัดสลากไว้ได้ทันท่วงที ทำให้ครอบครัวเริ่มมีความหวังที่จะได้รับความเป็นธรรมคืนมา
-
ด่วน! ประหารชีวิต ‘อาเด็ม-ยูซุฟู’ วางบึ้มศาลท้าวมหาพรหม ราชประสงค์
ศาลพิพากษา สั่งประหารชีวิต จากกรณีเหตุวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 58 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 20 ราย เป็นต่างชาติ 14 ราย คนไทย 6 ราย บาดเจ็บกว่า 100 คน ซึ่งเหตุการณ์ผ่านมามานานเกือบ 11 ปี และมีการสืบพยานโจทก์มากกว่า 400 ปาก และฝ่ายจำเลยกว่า 45 ปาก แฟ้มเอกสารคดีกว่า 10,000 หน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 69 ศาลพิพากษาประหารชีวิต นายอาเด็ม คาราดัค และไมไรลี ยูซุฟู ฐานร่วมกันก่อเหตุวางระเบิดแยกราชประสงค์ พร้อมปรับ 1,000 บาท ข้อหาพกอาวุธไปในที่สาธารณะสำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 58 เวลาประมาณ 18.55 น. เกิดเหตุระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม บริเวณแยกราชประสงค์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง…
-
ผัวเมียร้องเจอนายทุนเงินกู้ไล่บี้ ทั้งที่จ่ายดอกแล้ว 30 ล้าน
(11 มิ.ย. 69) เวลา 10.30 น. นายธนภัทร แตงทิม หรือ "จ่าคิงส์ แตงทิม สะพานใหม่" ได้พา น.ส.สมสกุล (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี และนายสมชาย (นามสมมุติ) อายุ 44 ปี สองสามีภรรยา เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) หลังชีวิตพังพินาศจากการเป็นคนกลางค้ำประกันเงินกู้ เอาเงินจากนายทุนเงินกู้นอกระบบ ปล่อยกู้ก่อให้เพื่อนสนิท แต่สุดท้ายถูกเบี้ยวหนี้หนีหาย ทิ้งให้ตนเองต้องแบกรับภาระและถูกนายทุนส่งชายฉกรรจ์คุกคามถึงบ้าน.น.ส.สมสกุล เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นเกิดช่วงเดือน ส.ค. 2565 เพื่อนสนิทได้แนะนำให้รู้จักนายทุนเงินกู้นอกระบบรายหนึ่ง ซึ่งเสนอปล่อยกู้ยอดรวมกว่า 23.5 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 8-9 ต่อเดือน เพื่อนำไปกระจายให้กลุ่มเพื่อนกู้ต่อ ทว่าภายหลังกลุ่มเพื่อนกลับพากันเบี้ยวหนี้ ตนเองในฐานะคนกลางจึงต้องรับผิดชอบแทน ยอมขายทั้งบ้าน รถ และที่ดิน เพื่อนำเงินมาหมุนจ่ายดอกเบี้ยสะสมไปแล้วกว่า 30 ล้านบาท จนกระทั่งเดือน ต.ค. 2568 เริ่มหมุนเงินไม่ทันจนยอดสะดุดและเครียดหนักถึงขั้นจะจบชีวิต.หลังจากหาเงินมาจ่ายได้ไม่ครบ…
-
ศาลอาญา พิพากษา จำคุก ทนายตั้ม 5 ปี 12 เดือน ชดใช้เงิน 72 ล้านบาท คดีฉ้อโกงเจ๊อ้อย
เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (11 มิ.ย.2569) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกง กรณีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และ นางจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม จำเลยที่1,นางปณิตา เบี้ยบังเกิด หรือ เดือน ภรรยาทนายตั้ม จำเลยที่ 2 และ น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ หรือ ดาว พี่สาวของภรรยาทนายตั้ม จำเลยที่ 3 ในข้อหา ฉ้อโกง, ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ฟอกเงิน และ ร่วมกันฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน โดยคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด3รายจากกรณีที่พวกจำเลยได้ร่วมกันฉ้อโกงเงินจากนางจตุพร หรือเจ๊อ้อย ผู้เสียหาย ให้โอนเงินจำนวนมากหลายครั้ง เช่น เงินลงทุนแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ จำนวน 71 ล้านบาท, เงินซื้อรถเบนซ์ จำนวน13 ล้านบาท,…
-
ด่วน! คุก ‘ทนายตั้ม’ 5ปี 12เดือน คดีเจ๊อ้อย ศาลสั่งชดใช้คืนกว่า 72ล้าน
ด่วน! ศาลสั่งคุก 'ทนายตั้ม' 5 ปี 12 เดือน คดีฉ้อโกง 'เจ๊อ้อย' 71 ล้าน ปัดตกอ้างให้โดยเสน่หา พร้อมสั่งชดใช้คืนกว่า 72 ล้านบาทด่วน! ศาลสั่งคุก 'ทนายตั้ม' 5 ปี 12 เดือน คดีฉ้อโกง 'เจ๊อ้อย' 71 ล้าน ปัดตกอ้างให้โดยเสน่หา พร้อมสั่งชดใช้คืนกว่า 72 ล้านบาทวันที่ 11 มิ.ย. 69 จากกรณี ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษา คดีฉ้อโกง กรณีที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นาย ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม จำเลยที่1 นางปณิตา เบี้ยบังเกิด หรือ เดือน…