Category: ไอที
-
“ETDA” เปิดแผนปี 70 ชูอนาคต Digital Trust ไทย
ETDA เปิด Big Move ปี 70 เร่งเครื่อง 4 งานใหญ่ ‘Digital ID – AI Governance – SMEs Growth – กำกับแพลตฟอร์ม DPS’ ปักหมุดอนาคต Digital Trust ไทยดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดเผยในงานแถลงผลงาน “16 ปี ETDA CO-CREATING A FUTURE OF DIGITAL TRUST” ว่า ก้าวเข้าสู่ปีที่ 16 ETDA ยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นทางดิจิทัล หรือ Digital Trust ให้เป็นรากฐานของเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทย ภายใต้บทบาท “Co-Creation Regulator & Facilitator” ที่ไม่เพียงมุ่งกำกับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ภายใต้กฎหมาย DPS แต่ยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องทั้ง…
-
นักวิจัยอังกฤษคิดค้น “ยางย่อยสลายได้” แก้วิกฤตขยะลูกโป่งทำลายสิ่งแวดล้อม
นักวิจัยจาก Imperial College London ประสบความสำเร็จในการพัฒนายางธรรมชาติรูปแบบใหม่สำหรับทำลูกโป่ง ที่สามารถย่อยสลายเองได้ตามธรรมชาติในเวลาไม่กี่เดือน ปลอดสารพิษ และเตรียมต่อยอดสู่อุปกรณ์ทางการแพทย์ลูกโป่งหลากสีสันอาจเป็นสัญลักษณ์ของความสุขในงานฉลอง แต่เบื้องหลังความสวยงามเหล่านั้นกลับซ่อนวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงกว่าที่คิด ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์จาก วิทยาลัยอิมพีเรียลลอนดอน (Imperial College London) ประสบความสำเร็จในการพัฒนายางสำหรับผลิตลูกโป่งปาร์ตี้ ที่อ้างว่าสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้อย่างรวดเร็วเป็นครั้งแรกของโลก โดยทำจากยางที่ผ่านการบำบัดเพื่อให้ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ช่วยแก้ปัญหามลพิษจากขยะยางอย่างยั่งยืนชาร์ลอตต์ เมเลีย (Charlotte Melia) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไบโอลูน (Bioloon) ผู้สนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้ เผยถึงมูลเหตุสำคัญที่จุดประกายโครงการว่า ในช่วงที่เธอทำอาชีพเป็นนักจัดงานปาร์ตี้ เธอรู้สึกอึดอัดกับปริมาณขยะลูกโป่งมหาศาล แม้บนบรรจุภัณฑ์จะระบุว่าย่อยสลายได้ในอัตราเดียวกับใบไม้ แต่จากการใช้งานจริงสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ทำให้เธอไม่เชื่อข้อความดังกล่าวจนกระทั่งเธอได้พบงานวิจัยของสองศาสตราจารย์ชาวอเมริกันที่พิสูจน์แล้วว่าลูกโป่งไม่ได้ย่อยสลายง่ายอย่างที่กล่าวอ้าง เธอจึงนำข้อมูลนี้ไปปรึกษากับทาง วิทยาลัยอิมพีเรียลลอนดอน (Imperial College London) และให้ทุนสนับสนุนการศึกษาระดับปริญญาเอกในภาควิชาวิศวกรรมเคมีเพื่อค้นหาทางออก จนกลายเป็นผลงานลูกโป่งย่อยสลายได้ขึ้นมาทั้งนี้ข้อมูลจากภาควิชาวิศวกรรมเคมีของอิมพีเรียลคอลเลจ ประเมินว่า มีการซื้อลูกโป่งทั่วโลกประมาณ 20,000 ถึง 25,000 ล้านลูกต่อปี แต่ผู้ซื้อส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของลูกโป่งแบบดั้งเดิม ซึ่งแม้จะมีการโฆษณาว่าสากมารถย่อยสลายได้ แต่ก็ไม่ย่อยสลายไปจนหมดอย่างแท้จริงนอกจากนี้ยังมีการศึกษาหลายชิ้นที่บันทึกถึงอันตรายที่เกิดจากลูกโป่งเมื่อตกไปอยู่ในธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลและนก ที่นอกจากจะปล่อยสารก่อมะเร็งและสารพิษลงสู่สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้นกทะเลต้องตายมากกว่า 1 ล้านตัว และเต่าทะเลอีกกว่า 1 แสนตัวในแต่ละปีแต่สำหรับลูกโป่งที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมาใหม่นี้…
-
มาเหนือ พบแรนซัมแวร์ ใช้งาน BitLocker ของ Windows ในการช่วยล็อกไฟล์
แฮกเกอร์จะใช้บัญชีที่ยึดได้ทำการเปิด Bitlocker แล้วเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงบัญชี พร้อมสั่งพิมพ์ จม เรียกค่าไถ่Bitlocker อาจเป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบนเครื่องของเหยื่อจากการถูกขโมยฮาร์ดดิสก์ได้ แต่ในทางตรงกันข้ามฟีเจอร์นี้ก็คล้ายคลึงกับการเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ หรือ Ransomware ดี ๆ นี่เอง และ ก็มี แรนซัมแวร์บางตัวที่เอาฟีเจอร์นี้มาใช้เพื่อเล่นงานเหยื่อจากรายงานโดยเว็บไซต์ Biggo Finance ได้กล่าวถึงรายงานของทีมวิจัยจาก Kaspersky บริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส (Anti-Virus) ยอดนิยม ที่ได้ตรวจพบแรนซัมแวร์สายพันธุ์ใหม่ซึ่งมุ่งเน้นการโจมตีไปยังกลุ่มธุรกิจในแถบประเทศโคลอมเบียและเม็กซิโกในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา โดยความแปลกของแรนซัมแวร์ตัวนี้ก็คือ แทนที่จะเป็นแรนซัมแวร์ในรูปแบบของการใช้งานมัลแวร์ที่ถูกดัดแปลงมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ กลับเป็นการโจมตีด้วยการใช้งานฟีเจอร์ Bitlocker ซึ่งเป็นฟีเจอร์เข้ารหัสฮาร์ดดิสก์ของ Windows มาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการเข้ารหัสเครื่องของเหยื่อเสียเอง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการโจมตีทั้ง 2 ครั้งนั้นก็เรียกได้ว่าเกิดจากความประมาทของการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ภายในองค์กร จนแฮกเกอร์สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบของบริษัทและใช้งาน Bitlocker เพื่อล็อกข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ได้ ซึ่งกว่าจะรู้ตัวก็เป็นตอนที่พนักงานของพนักงานพบว่าฮาร์ดดิสก์นั้นมีไอคอนแม่กุญแจปรากฏอยู่และไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ต่าง ๆ ได้โดยในการโจมตีครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศโคลอมเบียนั้นเกิดขึ้นจากการที่มีเครื่องมือสำหรับการเข้าสู่ระบบของบริษัทจากระยะไกล (Remote Access Tool) ถูกเปิดให้เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตทิ้งไว้แบบไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ จนแฮกเกอร์ลักลอบเข้ามาใช้ช่องทางนี้เข้าสู่ระบบของบริษัท โดยตัวระบบนี้นั้นถูกเชื่อมต่อเข้ากับไดร์ฟเก็บข้อมูลหลัก (Core Data Storage) ของบริษัทที่มีการเก็บข้อมูลไว้สูงมากถึง 8…
-
หารายได้เสริม เปิดเว็บจองโฆษณา บนฝาหลัง MacBook
[ฟรีแถมกำไร] อยากซื้อ MacBook ตัวล่าสุดทำไงดี ? หลายคนคงเลือกผ่อนชำระไม่ก็ใช้เงินเก็บที่มี แต่ล่าสุดพบนักพัฒนาอิสระรายหนึ่ง ได้เปิดเว็บจองโฆษณาที่ไม่ใช่ Ad Banner หากแต่เป็นฝาหลัง MacBook ที่ตนเองกำลังซื้อ โดยใช้เงินระดมทุนจากเว็บกล่าว ล่าสุดมียอดจอง Ad ทะลุเป้า จนสามารถซื้อ MacBook ได้อีกหลายเครื่องI'm selling ad space on my MacBook→ 10 sticker spots on the lid→ live auction→ 14 daysexcept I don't own it yet, the auction buys it→ your logo travels with me and gets seen both online…
-
Anker เดินหน้าสู่ยุคใหม่ รวมพลังแบรนด์ภายใต้ชื่อเดียว ตอกย้ำความเป็น “Ultimate Innovation”
(เพิ่มเติม…)
-
OpenAI เปิดตัว GPT-6 Astra โมเดลฉลาดที่สุดในโลก นำทางก้าวสู่ยุค AGI
OpenAI เปิดตัว GPT-6 Astra โมเดลปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้าที่มาพร้อมความสามารถระดับโลก ชูความอัจฉริยะในการสั่งการคอมพิวเตอร์และระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้น พร้อมประกาศพาทุกคนเข้าสู่ยุค AGIวันที่ 4 กันยายน บริษัท OpenAI ยักษ์ใหญ่แห่งซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ประกาศเปิดตัว GPT-6 Astra โมเดลเรือธงรุ่นล่าสุดอย่างเป็นทางการ โมเดลรุ่นใหม่นี้อาจจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือ AGI (Artificial General Intelligence) อย่างแท้จริง โดยระบบดังกล่าวมีความสามารถในการเรียนรู้ คิดวิเคราะห์ และทำงานข้ามมิติได้ในระดับเดียวกับมนุษย์หรือสูงกว่า เพื่อช่วยยกระดับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และระบบสาธารณสุขไปอีกขั้นสถิติใหม่จากการฝึกฝนด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์แสนชิปความสามารถอันก้าวกระโดดของ GPT-6 Astra เป็นผลมาจากกระบวนการฝึกฝนระบบคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ OpenAI เคยทำมา โดยทีมพัฒนาได้เดินเครื่องประมวลผลบนหน่วยประมวลผลกราฟิกหรือ GPU มากกว่า 100,000 ตัว ณ ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ Stargate ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกาส่งผลให้โมเดลรุ่นนี้สามารถจัดการงานที่มีความซับซ้อนหลายขั้นตอนได้อย่างราบรื่น ทั้งการทำงานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์และเบราว์เซอร์พร้อมกัน เช่น การสั่งอาหารไปพร้อมกับการเขียนโค้ดพัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การทำงานสืบค้นข้อมูลหางานที่ปกติมนุษย์ต้องใช้เวลาทำถึง 5 ชั่วโมง ให้เสร็จสิ้นได้ภายในเวลาเพียง 2 นาที…
-
เป็นเจ้าของ OPPO Reno16 Series 5G เดือนกันยายน 2569 นี้ รับสิทธิพิเศษมูลค่ารวม 3,499 บาท
(เพิ่มเติม…)
-
นอร์เวย์เล็งคุมเข้มแว่นอัจฉริยะติดกล้อง จ่อห้ามระบบจดจำใบหน้าในที่สาธารณะ หวั่นถูกใช้แอบถ่าย
ภาพไฮไลต์รัฐมนตรีดิจิทัลนอร์เวย์ประกาศตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญร่างกฎใหม่ คุมเข้มแว่นอัจฉริยะที่มาพร้อมกล้อง ทางด้านสภาผู้บริโภคจี้ร้านค้าหยุดขายจนกว่ากฎหมายจะชัดเจนรัฐบาลนอร์เวย์เตรียมออกกฎกำกับดูแลแว่นอัจฉริยะ (Smart glasses) และอุปกรณ์สวมใส่ที่ติดกล้องให้เข้มงวดกว่าเดิม โดยแนวทางหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการห้ามใช้ระบบจดจำใบหน้าเพื่อระบุตัวบุคคลอื่นในที่สาธารณะ หลังอุปกรณ์อย่างแว่นตาอัจฉริยะถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัวและการแอบบันทึกภาพผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมคารีอันเนอ ตุง (Karianne Tung) รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลและการบริหารภาครัฐของนอร์เวย์ แถลงเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลจะกำกับดูแลแว่นอัจฉริยะให้เข้มงวดกว่าปัจจุบัน และกำลังพิจารณาห้ามใช้ระบบจดจำใบหน้าในที่สาธารณะตุง กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้มันมีแนวโน้มชัดเจนที่ปัญญาประดิษฐ์จะถูกนำมาผนวกกับกล้องและไมโครโฟนที่ฝังอยู่ในแว่นตา หูฟัง หมวก และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมย้ำว่าต้องป้องกันไม่ให้อุปกรณ์เหล่านี้ถูกใช้สอดส่องผู้อื่นในพื้นที่สาธารณะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประกาศออกมายังไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย รัฐบาลนอร์เวย์ยังไม่ได้เปิดเผยร่างกฎหมาย กรอบเวลา หรือแนวทางบังคับใช้ใดๆ หากแต่เป็นเพียงการวางทิศทางและยกตัวอย่างหนึ่งข้อว่ากฎที่เข้มขึ้นอาจมีหน้าตาอย่างไรเท่านั้นตุงระบุว่าจะแต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาให้คำแนะนำรัฐบาลเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมขอให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจัดทำแนวปฏิบัติของตัวเองไปพลางก่อนระหว่างที่กฎหมายยังอยู่ในขั้นตอนยกร่างอุปกรณ์ที่อยู่ในข่ายพิจารณาคือแว่นตาติดกล้องของบริษัทอย่างเมตา (Meta) และสแนป (Snap) ซึ่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้และอาจเพิ่มฟีเจอร์จดจำใบหน้าในเร็ววันนี้ทางด้าน ฟินน์ ลุตซาว-โฮล์ม เมียร์สตัด (Finn Lützow-Holm Myrstad) หัวหน้าฝ่ายนโยบายดิจิทัลของสภาผู้บริโภคนอร์เวย์ แสดงท่าทีสนับสนุนการเคลื่อนไหวของรัฐบาล แต่มองว่ายังไม่เพียงพอ โดยเรียกร้องให้ร้านค้าถอดแว่นอัจฉริยะออกจากชั้นวางจนกว่าสถานะทางกฎหมายจะชัดเจน พร้อมชี้ว่าการห้ามเฉพาะระบบจดจำใบหน้าไม่ได้หยุดยั้งผู้สวมใส่จากการแอบถ่ายคนอื่น และระบุว่าช่องทางการนำไปใช้ในทางที่ผิดนอร์เวย์ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ขยับตัวต่อประเด็นในที่สาธารณะ เนื่องจากคณะกรรมาธิการความปลอดภัยออนไลน์ของออสเตรเลีย (eSafety Commissioner) เพิ่งออกคำแนะนำถึงภาคอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยให้แว่นอัจฉริยะเบลอใบหน้าบุคคลที่ถูกบันทึกภาพโดยอัตโนมัติหากไม่ได้ให้ความยินยอม พร้อมกำหนดสัญญาณแจ้งเตือนขณะบันทึกวิดีโอให้ชัดเจนขึ้น ข้อเสนอนี้ยังรวมถึงสัญญาณไฟแสดงการบันทึกที่ไม่สามารถปิดหรือบดบังได้อย่างไรก็ตาม…
-
“สำนักงาน กสทช.” ขออภัยในความคลาดเคลื่อนข่าวเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุด
สำนักงาน กสทช. ออกเอกสาร ชี้แจง ขออภัยในความคลาดเคลื่อนและขอแก้ไขข่าวสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569สำนักงาน กสทช. ขออภัยในความคลาดเคลื่อนและขอแก้ไขข่าวสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 คดีระหว่างนายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ผู้ฟ้องคดีและคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ผู้ถูกฟ้องคดี ดังนี้1.คดีนี้เป็นกรณีที่นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่าไม่มีอำนาจในการพิจารณา ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่จะพิจารณาให้กรรมการซึ่งมีคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา8(2) ได้เนื่องจากอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีได้นำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง และมีคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดีด้วย2. ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เห็นว่าผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรืออาจจะได้รับความเดือดร้อนหรือความเสียหายอันนี้อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงไม่รับฟ้องคดีนี้ไว้ และไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาของผู้ฟ้องคดี จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ3. ผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ในประเด็นที่เกี่ยวกับว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายแล้วเนื่องจากเกิดจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่าให้พ้นจากตำแหน่งทั้งที่คณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการในเรื่องนี้เลย4. ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งลงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569…
-
เคลียร์ชัด ติดกล้องวงจรปิดไม่ผิด PDPA ถ้าไม่ใช้ภาพละเมิดสิทธิผู้อื่น
สคส. เคลียร์ชัด! ติดกล้อง CCTV ไม่ได้หมายความว่าผิด PDPA ทุกกรณีย้ำใช้เพื่อดูแลชีวิต–ทรัพย์สินใช้เป็นหลักฐานอุบัติเหตุหรือคดีได้แต่ต้องไม่ใช้ภาพละเมิดสิทธิผู้อื่นเกินสมควรอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลในโลกออนไลน์เมื่อมีการแชร์ข้อความบน Facebook จำนวนมากระบุว่าประชาชนที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดหรือ CCTV ภายในบ้านแล้วหันกล้องออกไปยังถนนหรือทางสาธารณะอาจมีความผิดตามกฎหมาย PDPA และถูกปรับเป็นเงินหลักล้านบาทจนเกิดคำถามตามมาว่าแล้วกล้องที่ติดไว้เพื่อเฝ้าระวังภัยป้องกันทรัพย์สินหรือเก็บไว้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดอุบัติเหตุและคดีความยังสามารถใช้ได้หรือไม่?พ.ต.อ. สุรพงศ์เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือสคส. ชี้แจงว่าหากเป็นการติดตั้งภายในเคหสถานหรือที่พักส่วนตัวเพื่อดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองหรือบุคคลในครอบครัวไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของ PDPAขอให้ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกการติดตั้งกล้องวงจรปิดในบ้านแล้วจะผิด PDPA หรือถูกปรับเป็นเงินหลักล้านบาททันทีแต่จะต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์และลักษณะของการนำข้อมูลไปใช้ด้วยสคส. เตรียมพร้อมให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้กล้องวงจรปิดและ PDPA อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เทคโนโลยีในการดูแลชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมั่นใจควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น#กล้องวงจรปิด #CCTV #PDPA #TechhubUpdate⭐️Techhub รวม How To , Tips เทคนิค อัปเดตทุกวันกดดูแบบเต็มๆ ที่ www.techhub.in.th