Category: ไอที

  • ท้าชนเทปแม่เหล็ก เปิดตัว เทปโฮโลแกรม ความจุ 200TB ใช้ได้นาน 50 ปี

    สตาร์ทอัพจากอังกฤษชื่อ HoloMem เปิดตัว เทปโฮโลแกรม ที่มีความจุสูงถึง 200 เทราไบต์ต่อตลับ และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของเทปแม่เหล็กแบบดั้งเดิมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับระบบเดิมในศูนย์ข้อมูลได้ทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์จัดการใหม่ ทำให้การอัปเกรดเป็นเรื่องง่ายและประหยัดประเด็นสำคัญคือเทคโนโลยีใหม่นี้แต่ราคาเข้าถึงง่าย โดยหัวใจของ HoloMem คือการใช้ส่วนประกอบที่ผลิตได้ในปริมาณมากและราคาถูก เช่น เลเซอร์ไดโอดที่ราคาเพียง $5 และแผ่นโพลีเมอร์ที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งแตกต่างจากเทคโนโลยีโฮโลแกรมในอดีตที่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษราคาแพงเทคโนโลยีนี้ใช้แสงเลเซอร์ยิงเข้าไปในแผ่นฟิล์มโพลีเมอร์ชนิดพิเศษ เพื่อสร้างจุดข้อมูล 3 มิติขนาดเล็กจิ๋ว เรียกว่า Micro-holograms ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้ในหลายชั้น ส่งผลให้ที่เก็บข้อมูลมีความจุสูงมากถึง 200 TB ในตลับเดียวตลับเทปโฮโลแกรมถูกออกแบบให้มีขนาดเท่ากับเทป LTO มาตรฐาน หรือขนาดเทปแม่เหล็กสำหรับเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิม และสามารถทำงานร่วมกับระบบแขนกลหยิบจับในชั้นวางของเดิมได้เลย ทำให้ศูนย์ข้อมูลสามารถใช้เทปทั้งสองระบบควบคู่กันไปได้อย่างราบรื่นจุดเด่น– ทนทานสุดขีด อายุยืน 50 ปี+ ตัวเทปทำจากโพลีเมอร์ที่มีความหนาและแข็งแรง ทนทานต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงสูง และที่สำคัญคือ ทนทานต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMP) ซึ่งหมายความว่าข้อมูลจะไม่เสียหายจากสนามแม่เหล็ก และไม่มีปัญหาข้อมูลเสื่อมสภาพ ตลอดอายุการใช้งาน 50 ปี– เขียนครั้งเดียว อ่านได้ตลอดไป รูปแบบการเก็บข้อมูลเป็นแบบเขียนได้ครั้งเดียว แต่อ่านซ้ำได้ไม่จำกัด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดเก็บข้อมูลระยะยาวหรืองานเก็บเอกสารสำคัญที่ต้องการความสมบูรณ์ของข้อมูลสูงสุดปัจจุบัน…

  • หมึกอิเล็กทรอนิกส์สุดล้ำ ทำให้แผงวงจรแข็ง-อ่อนได้

    หมึกอิเล็กทรอนิกส์สุดล้ำ ทำให้แผงวงจรแข็ง-อ่อนได้ปัจจุบัน เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ อุปกรณ์แบบแข็ง (Rigid devices) ที่เน้นความแรงและความทนทานแต่ไม่ยืดหยุ่น อย่างสมาร์ตโฟนหรือโน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์แบบอ่อนนุ่ม (Soft devices) ที่เน้นความสบายในการสวมใส่เหมือนอย่างสมาร์ตวอตช์แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์จากเกาหลีใต้ได้คิดค้น “หมึกอิเล็กทรอนิกส์” ที่สามารถเปลี่ยนสถานะจากแข็งเป็นอ่อนได้เมื่อได้รับความร้อน เทคโนโลยีนี้อาจนำไปสู่การสร้างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบยืดหยุ่นรุ่นใหม่ อย่างแกดเจ็ต รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ฝังในร่างกายและหุ่นยนต์ที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้นวัตกรรมหมึกอิเล็กทรอนิกส์นี้ สร้างขึ้นจากการผสมโลหะแกลเลียม (Gallium) ที่หลอมเหลวได้ในอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายเล็กน้อย (37 องศาเซลเซียส) เข้ากับตัวทำละลาย และโพลิเมอร์ (Polymer) ทำให้ได้หมึกที่นำไฟฟ้า สามารถพิมพ์เป็นวงจรอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ หากได้รับความร้อนก็จะสามารถปรับเปลี่ยนความแข็งได้หมึกนี้สามารถใช้กับการพิมพ์ที่ละเอียดถึง 50 ไมโครเมตร (0.005 เซนติเมตร) ซึ่งบางกว่าเส้นผมมนุษย์อีก และสามารถสลับความแข็งแบบพลาสติกกับความนุ่มแบบยางได้ตามต้องการ เมื่อถูกความร้อนจะยืดหยุ่นได้มากกว่า 1,400 เท่าทางทีมนักวิจัยได้เผยให้เห็นความสามารถของหมึกตัวนี้ด้วยการสร้างอุปกรณ์สุขภาพแบบสวมใส่ได้และอุปกรณ์ฝังสมองแบบยืดหยุ่น ปรับเข้ากับเทคนิคการผลิตทั่วไป เช่น การพิมพ์สกรีนและการเคลือบแบบจุ่ม เพื่อการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่หรือการพิมพ์ 3 มิติในอนาคต

  • สุดล้ำ Toto เปิดตัวโถส้วมที่บอกคุณภาพ “อึ” ของคุณว่าดีไหม

    เมื่อ TOTO บริษ้ทยักษ์ใหญ่ด้านสุขภัณฑ์จากญี่ปุ่น ประกาศเปิดตัว เวลาใครที่อึอยากรู้ว่ามีคุณภาพดีขนาดไหน ถ้าใครมองหาโถส้วมใหม่คงต้องดูอันนี้ เมื่อ TOTO บริษ้ทยักษ์ใหญ่ด้านสุขภัณฑ์จากญี่ปุ่น ประกาศเปิดตัว "Neorest" สุขภัณฑ์ซีรีส์ใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมฟังก์ชัน "สแกนอุจจาระ" วิเคราะห์สุขภาพของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ และส่งข้อมูลตรงไปยังแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ถือเป็นการยกระดับห้องน้ำในบ้านให้กลายเป็นสถานีตรวจสุขภาพส่วนบุคคล ไปเลยโดยเทคโนโลยีนี้ TOTO ได้ผนวกเทคโนโลยีเซ็นเซอร์สุดล้ำเข้ามาในสุขภัณฑ์รุ่นไฮเอนด์ โดยติดตั้งโมดูลสแกนเนอร์ไว้ข้างก้านฉีดชำระภายในโถสุขภัณฑ์ ซึ่งจะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้นั่งลงบนฝารองนั่ง ฝาครอบเซ็นเซอร์จะเปิดออกและยิงแสงเพื่อสแกนและวัดคุณสมบัติของอุจจาระที่ตกลงมาในโถ โดยใช้หลักการทำงานคล้ายกับการสแกนบาร์โค้ด จากนั้นข้อมูลที่ได้จะถูกส่งไปยังแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อไว้อย่างอัตโนมัติ9(2)การทำงานขจองเทคโนโ,ยีนี้ระบบ AI ของ TOTO จะทำการประมวลผลและจำแนกข้อมูลที่สแกนได้ออกมาเป็นหมวดหมู่ที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้ใช้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่นรูปทรงและความแข็ง (Shape & Hardness): แบ่งตามมาตรฐานสากลออกเป็น 7 รูปแบบ ตั้งแต่ลักษณะเป็นก้อนแข็ง, ทรงกล้วย, ไปจนถึงลักษณะเหลวสี (Color): จำแนกออกเป็น 3 เฉดสีหลัก ได้แก่ สีเหลืองอมน้ำตาล (Ochre), สีน้ำตาล และสีน้ำตาลเข้มปริมาณ (Volume): แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ มาก, ปานกลาง…

  • เช็กลิสต์ 6 ภาพถ่ายที่ไม่ควรเก็บไว้ในมือถือ เสี่ยงข้อมูลรั่วไหลถึงมือมิจฉาชีพ !

    เช็กลิสต์ 6 ภาพถ่ายที่ไม่ควรเก็บไว้ในมือถือ เสี่ยงข้อมูลรั่วไหลถึงมือมิจฉาชีพ !ในยุคที่ภัยไซเบอร์เข้าถึงทุกคนแทบจะง่ายดาย และพร้อมที่จะหากลยุทธ์หลอกลวงทุกช่องทาง ล่าสุดสื่อต่างประเทศรายงานเตือนภัยผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ เกี่ยวกับ “รูปภาพ 6 ประเภท” ที่ไม่ควรบันทึกหรือแคปหน้าจอเก็บไว้ในอุปกรณ์ เนื่องจากอาจกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว และนำไปใช้ในทางที่ผิด การใช้แอปฯ ทั่วไปที่ผ่านการตรวจสอบแล้วไม่ได้ทำให้เกิดปัญหา แต่การให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเกินความจำเป็น หรือให้สิทธิ์กับแอปฯ ที่ไม่ได้ติดตั้งผ่าน Store อาจมีความเสี่ยงได้ยกตัวอย่างเช่น ถ้าโทรศัพท์หาย แต่ไม่ได้เซฟข้อมูลแม้กระทั่งรหัสปลดล็อกทุกอย่างไว้ในเครื่องทั้งหมด ก็ไม่เสี่ยงมากสักเท่าไหร่ และก็ยังมีสิทธิ์ที่จะไม่โดนล้างข้อมูลอย่างง่าย ๆ แต่ถ้าข้อมูลสำคัญ ๆ ของเราถูกบันทึกในโทรศัพท์ที่หาย ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ได้คืน และมีสิทธิ์โดนล้วงข้อมูลส่วนตัวอีกด้วย6 ภาพถ่ายที่ไม่ควรเก็บไว้ในมือถือ1. ภาพรหัสผ่านหรือข้อมูลเข้าสู่ระบบ ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยแคปหน้าจอเก็บรหัสผ่านไว้ในมือถือเพื่อป้องกันการลืมรหัสผ่าน โดยไม่ทันได้คิดว่าถ้าเกิดภาพที่แคปไว้ตกไปอยู่ในมือมิจฉาชีพ อาจจะถูกเอาไปใช้ในทางที่ผิด เช่น แฮกบัญชีโซเชียลมีเดีย เพื่อเอาไปหลอกลวงคนรอบตัว หรือล็อกอินเข้าแอปฯ ต่าง ๆ เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวไปขาย แนะนำว่าถ้าต้องเก็บชื่อผู้ใช้หรือรหัสผ่านจริง ๆ ให้ใช้แอปฯ จัดการรหัสผ่านแทนการแคปหน้าจอ เพราะปลอดภัยกว่า และยังป้องกันการลืมรหัสผ่านด้วย2. ภาพเอกสารประจำตัว บัตรประจำตัวประชาชน, หนังสือเดินทาง, ใบขับขี่, สำเนาทะเทียนบ้าน หรือเอกสารทางราชการที่มีข้อมูลอ่อนไหวใช้ระบุตัวตนได้…

  • สตาร์ตอัป MIT เริ่มขุดเจาะใต้ดินด้วยเทคนิคใหม่เพื่อผลิตไฟฟ้า ปูทางขุดหลุมลึกที่สุดในโลก 20 กม.

    บริษัทเควส เอเนอร์จี (Quaise Energy) ซึ่งเป็นบริษัทที่แยกตัวจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เริ่มโครงการขุดเจาะใต้ดินด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่าคลื่นมิลลิเมตร (Milimeter wave) เพื่อเข้าถึงพลังงานความร้อนใต้พิภพแล้วบริษัทเควส เอเนอร์จี (Quaise Energy) ซึ่งเป็นบริษัทที่แยกตัวจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เริ่มโครงการขุดเจาะใต้ดินด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่าคลื่นมิลลิเมตร (Milimeter wave) เพื่อเข้าถึงพลังงานความร้อนใต้พิภพแล้วโดยมีเป้าหมายสุดท้ายเป็นการทำโรงไฟฟ้าด้วยการขุดเจาะหลุมลึก 20 กิโลเมตร ลึกกว่าหลุมที่ลึกที่สุดในโลกซึ่งยุคสหภาพโซเวียตเคยขุดไว้ที่ 12 กิโลเมตร เพื่อให้พลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นพลังงานหลักของโลกทดแทนถ่านหินและนิวเคลียร์ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าในอนาคตพลังงานความร้อนใต้พิภพพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal energy) เป็นแหล่งพลังงานความร้อนที่มาจากใต้โลกซึ่งมนุษย์นำมาใช้ผลิตไฟฟ้า โดยมักเป็นการขุดเจาะลึกลงไปประมาณ 2 กิโลเมตร และนำน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิประมาณ 200 องศาเซลเซียส มาใช้ปั่นกังหันผลิตไฟฟ้าการผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพแบบใหม่แต่ Quaise Energy มองว่าแหล่งความร้อนที่เหมาะสมที่แท้จริงคือแหล่งความร้อน (Hotspot) ระดับลึกที่อยู่ลึกลงไปใต้โลกกว่า 20 กิโลเมตร ซึ่งจะได้น้ำร้อนแรงดันสูงที่มีอุณหภูมิระหว่าง 300 – 500 องศาเซลเซียส ที่ให้ความเสถียรในการผลิตไฟฟ้าทดแทนความร้อนจากถ่านหินหรือแม้แต่พลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างไรก็ตาม สถิติก่อนหน้านี้ มนุษยชาติสามารถเจาะลงไปใต้พื้นโลกได้ลึกสุดเพียง 12.262 กิโลเมตร ณ หลุมเจาะโคลา ซุปเปอร์ดีป…

  • รีวิว โน้ตบุ๊ก ASUS Vivobook S14 สุดยอด AI PC (โน้ตบุ๊ก AI) แห่งปี ชิปฯ Snapdragon X แบตฯ อึด 30 ชม.

    รีวิว โน้ตบุ๊ก ASUS Vivobook S14 สุดยอด AI PC (โน้ตบุ๊ก AI) แห่งปี ชิปฯ Snapdragon X แบตฯ อึด 30 ชม.ASUS Vivobook S14 (S3407QA) เปิดตัวในฐานะ AI PC หรือ โน้ตบุ๊ก AI รุ่นบุกเบิก ที่พร้อมปฏิวัติวงการด้วยขุมพลัง Snapdragon® X ซึ่งชูจุดเด่นด้านการใช้งานที่ยาวนานและประสิทธิภาพ AI ที่เหนือชั้น การมาถึงของโน้ตบุ๊ก ASUS รุ่นนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ที่ไม่ได้วัดกันที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความฉลาดในการเป็นผู้ช่วยที่รู้ใจ เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานที่กำลังมองหา notebook AI ที่ตอบโจทก์ความคล่องตัวสูงสุดASUS Vivobook S14 (S3407QA) มาพร้อมเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ โดยเฉพาะเรื่อง AI และการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นสองปัจจัยสำคัญที่ผู้ใช้งานในปัจจุบันมองหาขุมพลัง Snapdragon® X…

  • ลือ iPad Pro คาดว่าจะได้กล้องหน้าคู่ที่ใช้ได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน

    ข่าวลือล่าสุดที่ว่า iPad Pro รุ่นถัดไปจะมาพร้อมชิป M5 และกล้องหน้าถึง 2 ตัว กำลังสร้างความน่าสนใจในแวดวงเทคโนโลยี แต่หากมองให้ลึกกว่าแค่การอัปเกรดสเปกใครกำลังรอคอยการซื้อ iPad Pro ใหม่ที่นอกจากจะได้ขุมพลัง M5 แล้ว ล่าสุดนี้อาจจะไม่ได้มีแค่นั้น เมื่อ Mark Gurman แห่งBloomberg ได้เผยออกมาว่า iPad Pro รุ่นใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวราวปลายปี 2025 จะแก้ปัญหาโลกแตกของผู้ใช้ด้วยการให้กล้องหน้ามา 2 ตัว สำหรับการใช้งานทั้งแนวตั้ง และแนวนอน โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากรุ่น M4 ที่ย้ายกล้องไปไว้ในแนวนอนเพื่อรองรับการใช้งานกับ Magic Keyboardรีวิว iPad Pro M4 13 นิ้ว กับหน้าจอ Nano Texture Glass บางเฉียบกล้องหน้า 2 ตัวมีความสำคัญยังไงเมื่อก่อน iPad จะมีกล้องทั้งหมด 2 ตัวคือด้านหน้าและหลัง แต่การที่มีกล้องหน้าที่แบ่งออกเป็น 2ส่วนนี้เพราะอะไนเรามาดูกันbatch_121ตอกย้ำภาพลักษณ์ "ตัวแทนคอมพิวเตอร์":…

  • จีนเร่งไล่ตามสหรัฐฯ ในเทคโนโลยีชิปเชื่อมต่อสมองผู้ป่วย หวังเทียบชั้น Neuralink ของอีลอน มัสก์

    จีนเร่งไล่ตามสหรัฐฯ ในเทคโนโลยีชิปเชื่อมต่อสมองผู้ป่วย หวังเทียบชั้น Neuralink ของอีลอน มัสก์ประเทศจีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงรายสำคัญในเทคโนโลยีอินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ BCI หรือ Brain-Computer Interface โดยพัฒนา“Beinao-1” ชิปฝังสมองไร้สายที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถสื่อสารได้ด้วยความคิด ความสำเร็จล่าสุดของทีมวิจัยในปักกิ่งกำลังส่งสัญญาณว่า จีนอาจไล่ทันบริษัทชั้นนำอย่าง Neuralink ของอีลอน มัสก์ เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เทคโนโลยี BCI ทำงานอย่างไร?เทคโนโลยีอินเทอร์เฟซสมอง-คอมพิวเตอร์ BCI หรือ Brain-Computer Interface ทำงานโดย ตรวจจับและแปลสัญญาณไฟฟ้าจากสมอง ไปเป็นคำสั่งที่คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถเข้าใจและตอบสนองได้ เช่น การพิมพ์ข้อความ การควบคุมแขนกล หรือการสั่งงานโปรแกรมต่าง ๆ โดยไม่ต้องขยับร่างกายหลักการทำงานของเทคโนโลยี BCI ประกอบด้วยตรวจจับสัญญาณสมอง ใช้อิเล็กโทรดหรือชิปฝังสมองเพื่อรับสัญญาณคลื่นสมอง เช่น EEG หรือ คลื่นไฟฟ้าสมองประมวลผลสัญญาณ สัญญาณสมองจะถูกกรองและแยกแยะเพื่อลดสัญญาณรบกวนถอดรหัสความตั้งใจ โดยใช้ระบบ AI หรืออัลกอริทึมจะวิเคราะห์สัญญาณเพื่อแปลว่าผู้ใช้คิดอะไร เช่น ต้องการพูดคำหนึ่ง หรือขยับแขนสั่งงานอุปกรณ์ โดยป้อนคำสั่งไปยังอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ หรือแขนกลBeinao-1 ก้าวแรกของ…

  • Pokémon Card เทรนด์การลงทุนสุดฮิตสไตล์ Gen Z รายได้ดีถึงหลักล้าน !

    Pokémon Card เทรนด์การลงทุนสุดฮิตสไตล์ Gen Z รายได้ดีถึงหลักล้าน !ใครจะไปคิดว่าการ์ดใบเล็ก ๆ ที่เคยเป็นแค่ของเล่นในยุค 90 จะกลายมาเป็นเทรนด์การลงทุนที่น่าจับตามองในปี 2025 และสร้างรายได้ถึงหลักล้านบาท ! จากความทรงจำวัยเด็กสู่สินทรัพย์ที่นักสะสมและนักลงทุน Gen Z กำลังคลั่งไคล้ BT beartai จะพาคุณไปสำรวจว่าทำไม Pokémon Card ถึงฮอตฮิตและมีมูลค่าพาย้อนวัยไปรู้จัก Pokémon CardPokémon Trading Card Game (TCG) เริ่มต้นจากความนิยมของวิดีโอเกม Pokémon Red และ Green บน Game Boy ที่ทำให้โปเกมอนโด่งดังทั่วโลก ตัวการ์ดเกมเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 1996 โดย Media Factory ก่อนที่ Wizards of the Coast (ผู้ผลิตเดียวกับ Magic The Gathering) จะนำมาจำหน่ายในเวอร์ชันภาษาอังกฤษสำหรับตลาดโลก ต่อมา…

  • นาซาเตรียมส่งดาวเทียมคู่ “TRACERS” ศึกษาพายุสุริยะ หวังเพิ่มความปลอดภัยบนโลก

    นาซาเตรียมส่งดาวเทียมคู่ “TRACERS” ศึกษาพายุสุริยะ หวังเพิ่มความปลอดภัยบนโลกองค์การนาซาเตรียมปล่อยดาวเทียมคู่ภายใต้ภารกิจ TRACERS (Tandem Reconnection and Cusp Electrodynamics Reconnaissance Satellites) ขึ้นสู่วงโคจรต่ำของโลกภายในปลายเดือนกรกฎาคมนี้ โดยมีเป้าหมายภารกิจเพื่อศึกษาปรากฏการณ์ทางแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากพายุสุริยะ ซึ่งอาจส่งผลต่อสัญญาณการสื่อสาร GPS ระบบไฟฟ้า และแม้กระทั่งความปลอดภัยของนักบินอวกาศภารกิจ TRACERSโดยภารกิจ TRACERS จะใช้ดาวเทียม 2 ดวง ในวงโคจรแบบซิงโครนัสกับดวงอาทิตย์ หรือวงโคจรที่ดาวเทียมจะอยู่เหนือซีกโลกที่เป็นกลางวันตลอดเวลา และโคจรผ่านบริเวณขั้วแม่เหล็กของโลก จุดที่เส้นสนามแม่เหล็กจุ่มลึกลงในบรรยากาศโลก คล้าย “รู” จำนวน 2 รู ของสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งเป็นช่องทางที่อนุภาคจากลมสุริยะสามารถทะลุเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้ดาวเทียมในภารกิจ TRACERS ทำงานอย่างไร?ภารกิจนี้แตกต่างจากภารกิจอื่น ๆ ที่ผ่านมา โดยภารกิจ TRACERS ใช้ดาวเทียมสองดวงเคลื่อนตามกันในระยะเวลาห่างกันเพียง 2 นาที ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเปรียบเทียบข้อมูลจากพื้นที่เดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ และระบุได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเกิดจากอะไร เช่น ประจุไฟฟ้าจากลมสุริยะภารกิจ TRACERS จะวัดความแรงของสนามแม่เหล็ก สนามไฟฟ้า และการเคลื่อนไหวของไอออนและอิเล็กตรอนในบริเวณที่เกิดการเชื่อมต่อสนามแม่เหล็กใหม่ โดยทำงานประสานกับภารกิจอื่นของนาซา เช่น Magnetospheric…